ตอน 6

บทที่ 6 สงสัยว่านางก็เกิดใหม่เช่นกัน


เสียงของฉินอวี้ชิงไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความจอแจของสหกรณ์จัดซื้อสินค้า เสียงอื้ออึงพลันเงียบกริบลงทันตา เธอตั้งใจจะให้ผู้คนได้รับรู้เรื่องเงินชดเชยให้มากที่สุด


ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะทวงเงินคืนก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น นี่คือยุค 70 ที่ไม่มีสื่อออนไลน์แพร่หลายให้เข้าถึง สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือการบอกต่อ ดังนั้นสถานที่ที่คนพลุกพล่านเช่นนี้จึงเป็นช่องทางกระจายข่าวที่ได้ผลที่สุด

ทันทีที่คำว่า ‘เงินชดเชย’ หลุดออกจากปาก ตาข่ายใส่ของในมือของซ่งซิ่วเหมยก็ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังปัง ใบหน้าของเธอฉายแววตื่นตระหนกชั่วครู่

ยัยเด็กเวรนี่รู้ได้อย่างไร? สายตาของเธอหันไปมองลูกสาวอย่างฉินซูเหยา หรือว่าซูเหยาจะเป็นคนหลุดปากพูดไป? แต่ทันใดนั้นเธอก็ปฏิเสธความคิดนั้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้

เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่รายล้อม ซ่งซิ่วเหมยเริ่มมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม จิตใจของเธอปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่คิดเลยว่าฉินอวี้ชิงจะกล้าเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาตรงๆ แถมยังทำต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้

ฉินซูเหยาก็หันไปมองฉินอวี้ชิงเช่นกัน แววตารูปเมล็ดอัลมอนด์คู่นั้นฉายแววสงสัยระคนตระหนก เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าฉินอวี้ชิงก็อาจจะเกิดใหม่เหมือนกับตน เพราะในชาติก่อนจนกระทั่งตายไป ฉินอวี้ชิงก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเงินชดเชยนี้เลย

คำพูดของฉินอวี้ชิงเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในผืนน้ำอันเงียบสงบ ก่อให้เกิดคลื่นกระทบเป็นระลอก ในสหกรณ์เวลานี้มีคนมุงอยู่ไม่น้อย และมีบางคนที่พอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังว่าพ่อของฉินอวี้ชิงเป็นวีรชนผู้พลีชีพ

ป้าจางที่หมั่นไส้ซ่งซิ่วเหมยมานานเพราะมองว่าอีกฝ่ายจอมปลอม ได้โอกาสจึงรีบถามขึ้นทันที

“ซิ่วเหมย เงินชดเชยของพ่อหนูชิงชิงอยู่ในมือพวกเธอจริงๆ เหรอ?”

“ฉันก็ว่าอยู่ว่าทำไมเธอถึงใช้เงินมือเติบนัก ที่แท้ก็ไม่ใช่เงินของตัวเองนี่เอง!”

ฉินอวี้ชิงจ้องมองซ่งซิ่วเหมยด้วยสายตาเย็นชา คอยดูว่าเธอจะแถแก้ตัวอย่างไร

“แก... แกพูดเหลวไหลอะไร! ฉัน... ฉันไม่รู้อะไรเรื่องเงินชดเชยทั้งนั้น!”


น้ำเสียงของซ่งซิ่วเหมยสั่นเครือ สายตาหลุกหลิกไม่กล้าประสานกับฉินอวี้ชิง

เธอไม่มีวันยอมรับเรื่องเงินชดเชยเด็ดขาด ฉินซูเหยาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงแขนแม่ให้เดินออกไป แต่เวลานี้ทั้งคนมาซื้อของและคนมามุงดูเบียดเสียดกันแน่นจนแทบไม่มีทางออก เธอไม่แน่ใจว่าฉินอวี้ชิงเกิดใหม่จริงหรือไม่ แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นผลดีกับพวกเธอเลย

ฉินอวี้ชิงไหนเลยจะปล่อยให้พวกเธอหนีไปง่ายๆ เธอก้าวไปขวางหน้าทั้งสองไว้ทันที


“คุณป้าคะ ที่พูดแบบนี้แปลว่าไม่รู้เรื่องเงินชดเชยจริงๆ หรือคะ?”

ใบหน้าของซ่งซิ่วเหมยซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก ฉินซูเหยาจึงรีบแทรกขึ้นมาทันที


“เงินชดเชยอะไรกัน พวกเราไม่รู้เรื่องทั้งนั้น ปกติเราก็ใช้เงินของพ่อฉันกับพี่ชายฉันทั้งนั้นแหละ!”

“พี่ลูกพี่ลูกน้อง ครอบครัวเราดูแลพี่มาตลอด ไม่นึกเลยว่าพี่จะแว้งกัด ใส่ร้ายครอบครัวพวกเราแบบนี้”

วุฒิภาวะทางจิตใจของฉินซูเหยานับว่าแข็งแกร่งไม่เบา สามารถกุเรื่องโกหกหน้าตายและโยนความผิดให้คนอื่นได้อย่างรวดเร็ว ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา


ฉินอวี้ชิงแสร้งทำหน้าเศร้า


“ถ้าพวกคุณไม่ได้เอาไปก็ดีแล้วค่ะ พอดีฉันไปแจ้งความไว้แล้ว”

การโต้เถียงย่อมไม่สู้การสืบสวนตามข้อเท็จจริง

“พวกเราไม่ได้เอาไป... อะไรนะ? แกไปแจ้งความแล้วเหรอ?” ฉินซูเหยามองฉินอวี้ชิง


“ใครให้แกไปแจ้งความ!”

พอพูดจบก็รู้สึกเสียดายที่เผลอหลุดปากออกไป ซ่งซิ่วเหมยเองก็เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก ในหัวลืมเรื่องสายตาคนรอบข้างไปสิ้น


“ยัยเด็กเหลือขอ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่ปรึกษาพวกเราก่อน? แก...”

“คุณป้าคะ” ฉินอวี้ชิงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


“พ่อฉันเป็นวีรชน หน่วยงานจ่ายเงินชดเชยตามระเบียบ วันนี้ตอนฉันกลับมาบังเอิญเจอหัวหน้าเก่าของพ่อ เขาบอกว่าเงินชดเชยจ่ายออกมานานแล้ว แต่ฉันไม่ได้รับ ฉันเลยร้อนใจไปแจ้งตำรวจก่อน ลืมบอกพวกคุณไปค่ะ”

พอได้ยินคำว่าแจ้งความ ฝูงชนก็ฮือฮาขึ้นมา มีคนถามขึ้นว่า


“ตรวจพบแล้วหรือ?”


ฉินอวี้ชิงหันไปหาคนถาม


“ฉันแจ้งความช้าหน่อย ตอนนี้กำลังสืบสวนค่ะ ฉันเชื่อว่าจะได้ผลเร็วๆ นี้”

ซ่งซิ่วเหมยจะยังมีอารมณ์ยืนอยู่ตรงนี้ได้อีกอย่างไร เธอรีบลากฉินซูเหยาเบียดฝูงชนออกไปทันที ฉินอวี้ชิงไม่ได้ขัดขวาง ภาพที่เห็นในสายตาคนรอบข้างจึงดูราวกับพวกเธอกำลังร้อนตัวเพราะทำผิดจริง

พนักงานสหกรณ์เห็นคนไปแล้วจึงตะโกนตามหลัง


“สหายคะ ห่อของให้แล้ว เอาไหมคะ?” แต่เงาของซ่งซิ่วเหมยหายลับไปเสียแล้ว

ฉินอวี้ชิงไม่อยากให้พนักงานเสียแรงเปล่า


“ขนมถั่วทอดสองชิ้นนั่น ฉันเอาค่ะ”

ขนมถั่วทอดราคาหกเหมาต่อจินเธอยังพอจ่ายไหว เช้าวันนี้มาแล้วไม่มีของ ถ้าไม่ใช่เพราะคนเยอะ เธอคงซื้อมากกว่านี้

เสียงซุบซิบดังตามหลังมาไม่ขาดสาย บางคนกระซิบกระซาบ


“ฉันดูท่าทางร้อนรนของพวกนั้นแล้ว สิบส่วนเป็นแปดส่วนต้องเป็นพวกมันที่แอบเอาไปซ่อนแน่ๆ”

ป้าจางคว้ามือฉินอวี้ชิงไว้


“ชิงชิง ไม่ใช่ป้าอยากจะแส่ แต่หนูต้องระวังตัวไว้บ้างนะ! ตั้งแต่ครอบครัวคุณป้าหนูย้ายเข้ามา ป้าก็ดูออกว่าไม่ใช่คนดีอะไร”

ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างก็นิ่งฟังพลางเลือกของไปพลาง


“ขอบคุณค่ะป้าจาง ฉันจะระวังตัวค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”

ฉินอวี้ชิงรู้ดีว่าป้าจางไม่ได้หวังดีกับเธอจริงๆ แต่ช่วงก่อนซ่งซิ่วเหมยไปทำเรื่องให้ป้าจางขุ่นเคือง ทั้งสองคนจึงไม่ถูกชะตากัน ตอนนี้ป้าจางแค่ซ้ำเติมอีกฝ่ายเท่านั้น

เธอหยิบห่อขนมถั่วทอดแล้วเบียดตัวออกจากสหกรณ์ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ กระแสสังคมได้จุดติดแล้ว ที่เหลือก็ง่ายขึ้น ปล่อยให้เวลาครอบครัวลุงได้ดิ้นรนหาทางออกไปเถอะ สิ่งที่เธอต้องการคือการกวาดล้างให้สิ้นซาก

ออกจากสหกรณ์มาได้ ฉินซูเหยาและแม่ก็วิ่งไปไกลจนถึงตรอกแห่งหนึ่ง ซ่งซิ่วเหมยหอบหายใจถี่


“เอาล่ะ พักก่อน ลูกรีบไปตามพ่อลูกมา ส่วนแม่จะไปตามพี่ชายลูกเอง”

เหตุผลที่ให้ลูกสาวไปตามพ่อ เพราะที่ทำงานอยู่ไกลเกินไป พวกเธอไม่มีจักรยาน วิ่งไม่ไหว ฉินซูเหยารู้ว่าสถานการณ์คับขัน จึงเลิกสนใจเรื่องไร้สาระ เธอนึกสงสัยว่าฉินอวี้ชิงที่ตอนเช้ายังดูปกติอยู่ดีๆ ทำไมจู่ๆ ถึงฉลาดขึ้นมาได้

ฉินอวี้ชิงแวะซื้อข้าวที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจก่อนจะปิดร้าน เมื่อมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เธอตัดสินใจจะไปเดินตลาดมืดสักรอบ ในชาติก่อนเพื่อเอาชีวิตรอด เธอไปตลาดมืดอยู่บ่อยครั้งจนคุ้นเคยดี

พอฟ้ามืดลง ผู้คนก็เริ่มลักลอบออกมา ฉินอวี้ชิงซื้อไข่ไก่มาหนึ่งตะกร้า แต่เธอก็ไม่มีอารมณ์จะเดินต่อ เพราะตลาดมืดช่วงดึกถึงจะคึกคัก แต่เธอรอถึงเวลานั้นไม่ได้

คืนนี้ที่บ้านต้องมีเรื่องสนุกแน่ๆ เธอต้องรีบกลับก่อนที่เพื่อนบ้านจะเข้านอน

เธอขี่จักรยานกลับถึงหน้าบ้าน เห็นไฟในบ้านยังเปิดอยู่ พอจะผลักประตูกลับเปิดไม่ได้! ให้ตายสิ ล็อคขังเธอไว้ข้างนอกสินะ

ปัง! ปัง! ปัง!...

เสียงเคาะประตูดังลั่น ฉินอวี้ชิงตะโกนจากข้างนอก


“คุณป้าคะ ฉันกลับมาแล้ว เปิดประตูให้หน่อยค่ะ!”

ฉินเซี่ยงตงเหล่ตามอง “เหยาเหยา ไปเปิดประตู อย่าให้มันทำตัวน่ารังเกียจอยู่ข้างนอกนั่นเลย”

ฉินซูเหยาเดินไปเปิดประตูด้วยความไม่พอใจ


“เคาะอะไรนักหนา? ไม่รู้หรือไงว่าดึกป่านนี้คนอื่นเขานอนกันหมดแล้ว!”

ฉินอวี้ชิงไม่ได้เสแสร้ง เธอแค่นเสียง


“ปกติไม่เห็นเคยล็อคประตู วันนี้เป็นอะไรไปคะ?”

คุณลุงฉินเซี่ยงตงทำงานที่โรงงานเครื่องจักร เพื่อสร้างผลงานมักจะอาสาสมัครทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นกลับบ้านบ่อยๆ ลูกพี่ลูกน้องก็ชอบไปเที่ยวเล่นข้างนอก เพื่อความสะดวกในการกลับบ้านปกติจึงไม่เคยล็อคประตู

แต่พอเป็นเธอ กลับล็อคประตูเสียอย่างนั้น เธอรู้ดีว่าคนพวกนี้กลัวเธอกลับมาได้ยินแผนการลับของพวกมัน ฉินซูเหยาแค่นเสียงฮึแล้วเดินกลับเข้าบ้าน ฉินอวี้ชิงจอดจักรยานแล้วเดินเข้าบ้านอย่างไม่เร่งรีบ ทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอก็เห็นสายตาสิบสองคู่ที่จับจ้องมา

หากพวกมันไม่มา เธอก็เกือบจะลืมคนแก่สองคนนี้ไปแล้ว ฉินเซี่ยงตงช่างสรรหาเรื่องมาสร้างความรำคาญให้เธอจริงๆ ถึงขั้นไปรับคนแก่สองคนนี้มาจากชนบท

ความเร็วขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพิ่งมาจากชนบทหรอก สองคนแก่นี้น่าจะพักอยู่แถวนี้มาสักพักแล้ว แท็กทีมกันมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อเธอโดยเฉพาะ

“คุณปู่คุณย่า มากันตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ฉินอวี้ชิงถามทั้งที่รู้คำตอบ


“ยังไม่นอนกันอีกเหรอคะ? รอฉันอยู่หรือเปล่า?”