ตอน 12

บทที่ 12 : ขนของเธอออกไปซะ


ฉินซูเหยากัดนิ้วตัวเองอยู่ในห้อง พลางครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา หากว่านั่นคือการย้อนเวลากลับมาจริงๆ การที่ฉินอวี้ชิงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้ ก็ดูจะมีเหตุผลรองรับขึ้นมาทันที


“ฉินซูเหยา เปิดประตู! ถ้าเธอไม่เปิด ฉันก็ไม่เกี่ยงที่จะพังมันเข้าไปหรอกนะ”


ในขณะที่ฉินอวี้ชิงกำลังมองหาอะไรมางัดประตู บานประตูห้องก็ถูกแง้มออกมาเพียงเล็กน้อย ฉินซูเหยาหน้าตึง ดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองฉินอวี้ชิงด้วยความแค้น น้ำเสียงสั่นเครือแฝงความโกรธแค้น


“เธอยังต้องการอะไรอีก? พ่อแม่ฉันต้องติดคุกเพราะใครกัน!”


ฉินอวี้ชิงวางมือบนกรอบประตู มุมปากเหยียดยิ้มเย็นชา


“ฉันเป็นคนทำให้พวกเขาติดคุกงั้นหรือ? คนที่ผิดคือความโลภของพวกเขาต่างหาก”


“บอกให้เธอรู้ไว้ พรุ่งนี้ย้ายออกไปซะ อย่าให้ฉันเห็นหน้าเธออีก”


เมื่อแจ้งความต้องการเสร็จ ฉินอวี้ชิงก็สำทับต่อ หากพรุ่งนี้ยังไม่ย้ายออก ก็อย่าหาว่าเธอไม่เกรงใจ ฉินซูเหยาถามด้วยความแค้นเคือง


“เธอเองก็ย้อนเวลากลับมาใช่ไหม?”


ฉินอวี้ชิงหันกลับมาอย่างเชื่องช้า เธอคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอคำถามนี้ ไม่นึกว่าฉินซูเหยาจะโง่ถึงขั้นหลุดปากถามออกมา เธอไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด หากยอมรับไปแล้วเธอจะเล่นสนุกต่อได้อย่างไร ยุคสมัยนี้การปราบปรามเรื่องงมงายไร้สาระยังค่อนข้างเข้มงวด


เธอสามารถรับมือฉินซูเหยาได้ แต่รู้สึกรำคาญใจไม่น้อย สู้กำจัดต้นตอให้จบสิ้นไปเสียดีกว่า เธอเชื่อมั่นว่าฉินซูเหยาไม่กล้าเที่ยวไปพูดพร่ำกับคนนอกหรอก ตัวเธอเองก็เช่นกัน


“เธอประสาทไปแล้วเหรอ พูดอะไรของเธอ?”


“หรือว่าเห็นพ่อแม่ติดคุกแล้วสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว? ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะส่งเธอไปโรงพยาบาลจิตเวชให้ ที่นั่นน่าจะมีที่เหมาะกับเธออยู่นะ”


พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอน ปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว


ฉินซูเหย่ายืนนิ่งคิ้วขมวด นี่ตกลงไม่ได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ งั้นเหรอ? หรือจะเป็นผลกระทบผีเสื้อขยับปีกจากการที่เธอได้กลับมาเกิดใหม่กันแน่?


ไม่ว่าอย่างไร เรื่องการย้ายออกในตอนนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉินซูเหยา ถ้าเธอมีที่ไป เธอคงย้ายออกไปนานแล้ว บ้านพักโรงงานเครื่องจักรที่พ่อเธอสังกัดอยู่ช่างคับแคบ


ทั้งครอบครัวอัดกันอยู่ในห้องไม่ถึงห้าสิบตารางเมตร จะพลิกตัวยังลำบาก จะตากผ้าสักชิ้นยังต้องเบียดไหล่กับคนอื่น


หากที่นั่นกว้างขวางพอ คงไม่จำเป็นต้องส่งน้องชายตัวน้อยไปอยู่บ้านนอกหรอก ในห้องพักนั้นเธอนอนได้เพียงเตียงชั่วคราวที่ต่อขึ้นจากกล่องใส่ของสามใบ ทุกครั้งที่จะเปิดกล่องก็ต้องรื้อที่นอนใหม่หมด


แค่จะพลิกตัวยังยากลำบาก ในขณะที่ห้องของฉินอวี้ชิง แม้จะเป็นแค่ห้องแบ่งกั้น แต่ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเธอเอง แถมยังมีเตียงนอนที่แสนสบาย ฉินซูเหยากัดริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม และที่มากไปกว่านั้นคือความอาฆาต


ทำไมกันล่ะ? ทั้งที่ฉินอวี้ชิงเสียพ่อแม่ไปแล้ว แต่กลับมีกินมีใช้แถมยังได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้? เธอมีความทรงจำจากชาติก่อน รู้ดีว่าบ้านหลังนี้ในอนาคตจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องชุดถึงสามห้อง แล้วจะไม่ให้เธออิจฉาได้อย่างไร?


บ้านหลังนี้ เธอต้องแย่งชิงมันมาให้ได้


ฉินอวี้ชิงกลับเข้าห้องนอน แต่ยังไม่รีบนอน เธอเข้าไปเดินเล่นในมิติอวกาศ ดื่มน้ำจากบ่อน้ำทิพย์เข้าไปเล็กน้อย ส่วนน้ำทิพย์เข้มข้นที่ต้องดื่มวันละสามหยดนั้นเธอยังไม่ได้แตะต้อง


เธอก้มมองบาดแผลบนแขนแล้วถอนหายใจ รอยเย็บนี่คงต้องไปตัดไหมออก ถ้าตอนนั้นไม่เย็บแล้วพึ่งพาน้ำทิพย์เพียงอย่างเดียว บาดแผลคงหายสนิทไปนานแล้ว เป็นความยุ่งยากที่เพิ่มเข้ามา รู้อย่างนี้ตอนนั้นน่าจะเถียงกับพยาบาลดูสักตั้ง


เธอหยิบซาลาเปาไส้เนื้อมากินหนึ่งลูก ก่อนจะวิ่งออกกำลังกายในมิติอีกสองรอบ


เช้าวันรุ่งขึ้นพอส่องกระจกเห็นร่างผอมแห้งเหมือนถั่วงอกนี้ เธอก็อดนึกรังเกียจตัวเองไม่ได้ พอถึงยามเช้า เธอก็ตื่นมาทำบะหมี่ให้ตัวเองชามหนึ่ง ตอกไข่ดาวลงไปสองฟอง กวาดสายตามองไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิทแล้วแค่นหัวเราะ


เธอเดินไปเคาะประตูห้องฉินซูเหยา “ฉินซูเหยา อย่ามาแกล้งตายนะ วันนี้ขนของเธอออกไปซะ!”


ไม่มีเสียงตอบรับจากข้างใน ฉินอวี้ชิงยังมีธุระต้องออกไปข้างนอก จึงคิดไว้ว่าค่อยกลับมาจัดการฉินซูเหยาภายหลัง เธอปั่นจักรยานไปขอลาหยุดกับอาจารย์อวี้ก่อน


เมื่อไปถึง ยังไม่ทันที่ฉินอวี้ชิงจะได้เอ่ยปาก อาจารย์อวี้ก็โบกมือ


“ครูทราบเรื่องแล้ว เจ้าไปจัดการธุระเถอะ”


ข่าวแพร่ไปเร็วจริงๆ ฉินอวี้ชิงแอบทึ่งในใจ ขณะจูงรถเดินออกมาที่หน้าประตู เธอก็หันกลับไปยิ้มให้


“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์อวี้ รอหนูจัดการธุระเสร็จจะกลับมาตอบแทนนะคะ”


อาจารย์อวี้ยืนยิ้มอย่างจนใจอยู่ที่เดิม เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นแท้ๆ แต่ยังยิ้มออกได้ ช่างน่าสงสารเด็กคนนี้จริงๆ การได้เห็นธาตุแท้ของคนเร็วขึ้นก็นับว่าเป็นเรื่องดีเช่นกัน เธอหมุนตัวหิ้วกาน้ำเดินไปตักน้ำที่ลานหน้าบ้าน


กำแพงสีเทาขาวของสถานีตำรวจดูเย็นชาภายใต้แสงอาทิตย์ ตราสัญลักษณ์ชาติที่ตั้งอยู่มีประกายสะท้อนจากโลหะ ฉินอวี้ชิงยืนอยู่หน้าบันได เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคอ ลำคอรู้สึกตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก


ก็ช่วยไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งสองชาติที่ต้องมาที่นี่ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร พอเดินเข้าไปก็ชนเข้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มที่พบเมื่อคืนพอดี อีกฝ่ายตาเป็นประกายแล้วรีบเดินเข้ามา


“สหายฉิน คุณมาพอดีเลยครับ ผมกำลังจะไปหาคุณอยู่พอดี”


ฉินอวี้ชิงฝืนยิ้ม “สหายคะ... ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างคะ”


ตำรวจหนุ่มมองออกว่าเธอกำลังประหม่า จึงลดน้ำเสียงลง “สหายฉิน ไม่ต้องกังวลไปครับ”


เขาหัวเราะเล็กน้อยเผยให้เห็นฟันเรียงตัวสวย


“ผมชื่อโจวอังเมื่อคืนพวกเราทำการสอบสวนข้ามคืน จนได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วครับ”


ราวกับเป็นการแนะนำตัวเพื่อให้คุ้นเคยและช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลของเธอ หัวไหล่ที่ตึงเครียดของฉินอวี้ชิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย


“สหายโจว แล้วเงินก้อนนั้น... ฉันจะเอาคืนมาได้ไหมคะ?”


สิ่งที่เธอสนใจคือเงินบำนาญ ส่วนตระกูลลุงจะเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้สำคัญกับเธอมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการติดคุกหรือส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์ม เธอก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


“นั่นคือเรื่องที่จะมาปรึกษากับคุณนี่แหละครับ” เขาผายมือเป็นการเชิญ “ตามมาทางนี้ครับ”


เขาพาฉินอวี้ชิงเข้าไปในห้องทำงานห้องหนึ่ง ซึ่งมีตำรวจรุ่นอาวุโสนั่งอยู่ก่อนแล้ว


“สหายฉินเชิญนั่งครับ” ฉินอวี้ชิงนั่งลงตรงข้าม จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง กลัวจะพลาดรายละเอียดแม้แต่คำเดียว


โจวอังเดินไปปิดประตู ตำรวจอาวุโสจึงเอ่ยขึ้นว่า


“ฉินเซี่ยงตงยอมรับแล้วว่าเขาเป็นคนไปเบิกเงินก้อนนั้นออกมาเอง โดยแยกฝากไว้ในใบรับฝากสามใบ วันนี้พวกเราจะพาเขาไปถอนเงินเหล่านั้นออกมา แล้วจะมอบคืนให้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์ครับ”


ฉินอวี้ชิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ขอแค่ได้เงินคืนมาก็พอ โจวอังกระแอมเบาๆ


“แต่ตอนนี้มีปัญหาอีกเรื่องครับ คือผู้สูงอายุสองท่านนั้นเรียกร้องขอแบ่งเงินบำนาญด้วย”


เรื่องนี้จัดการยากอยู่สักหน่อย ตระกูลฉินเซี่ยงตงทำตัวแย่เกินไปจนไม่มีสิทธิ์ได้เงินก้อนนี้ แต่ปู่ย่าของเธอไม่เหมือนกัน ในฐานะพ่อแม่ของคนตาย พวกเขาถึงกับมีสิทธิ์รับส่วนแบ่งจริงๆ


ฉินอวี้ชิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ซึ่งกระดาษนั้นเริ่มออกสีเหลืองซีดแล้ว


“นี่คือสิ่งที่ฉันพบในบ้าน เมื่อสิบปีก่อนพวกเราย้ายออกมาแล้ว และได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับปู่ย่ามานานหลายปี เรื่องนี้คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านต่างรู้กันดีค่ะ”


ตอนที่ตัดขาดจากตระกูลฉินครั้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ถึงขั้นเปิดหอศาลบรรพชน เพียงแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนทางกฎหมายเท่านั้น ฉินอวี้ชิงเองก็เพิ่งพบหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ฉบับนี้ตอนจัดของเมื่อคืน เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้การได้หรือไม่ แต่ต้องลองดูก่อน


“ตอนนั้นปู่กับย่าบอกว่า ขอเพียงพ่อยอมจ่ายเงินห้าร้อยหยวน ก็จะตัดขาดความสัมพันธ์กัน พ่อฉันจ่ายเงินไปแล้ว และนี่คือหนังสือสัญญาที่เขียนไว้ตอนนั้นค่ะ”


ตำรวจอาวุโสอ่านอย่างละเอียด เห็นว่ามีตราประทับของหมู่บ้านอยู่ด้วยจึงกล่าว


“โจวอัง เจ้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ ถ้าเป็นความจริง เงินบำนาญก้อนนี้ก็ต้องจัดการในอีกรูปแบบหนึ่ง”


นั่นหมายความว่าผู้สูงอายุทั้งสองจะไม่มีสิทธิ์มาแบ่งเงินบำนาญนี้ โจวอังถือหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์พร้อมภาพถ่ายออกไปทันทีฉินอวี้ชิงถูกถามคำถามเพิ่มอีกเล็กน้อยก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับ ตอนจะออกไปเธอก็อดถามไม่ได้ว่า


“ลุงของฉันและคนอื่นๆ จะถูกตัดสินโทษอย่างไรคะ?”


“พวกเขายอมรับผิดและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี คาดว่าน่าจะติดคุกประมาณสามปี ส่วนลุงสะใภ้และฉินเซิ่งลี่เนื่องจากปกปิดความผิด จะต้องถูกส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์มหนึ่งปีครับ”


ฉินอวี้ชิงพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก ด้วยระยะเวลาเท่านี้ เธอก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว


งานของฉินเซี่ยงตงที่โรงงานเครื่องจักรคงจบเห่แน่ เมื่อไม่มีรายได้ก็อยากรู้เหมือนกันว่าครอบครัวนั้นจะยังอวดเก่งได้อีกไหม แม้แต่การไปดัดนิสัยก็คงต้องโดนลอกคราบไปไม่น้อย


“แล้วฉินเซิ่งลี่เขามีส่วนร่วมยังไงบ้างคะ?”


“ใบรับฝากเงินใบหนึ่งใช้ชื่อเขาครับ และการวางแผนแยกฝากเงินก็เป็นความคิดของเขาด้วย”


ฉินอวี้ชิงรู้สึกว่าโทษเบาไปนิด แต่เธอไม่รู้หรอกว่าฉินเซี่ยงตงนั้นยอมรับผิดแทนลูกชายส่วนใหญ่เพื่อปกป้องเขา ส่วนปู่กับย่าเนื่องจากอายุมากและไม่ได้มีส่วนร่วมในคดีโดยตรงจึงเพียงแค่ตักเตือนด้วยวาจาแล้วปล่อยตัวไป


ตอนนี้ทั้งสองยังพักอยู่ที่โรงแรมนักเดินทาง เพราะตำรวจจัดที่พักชั่วคราวให้ ก่อนจะถูกคนคุมตัวมาที่สถานีตำรวจ เมื่อเห็นฉินอวี้ชิงเดินออกมา พวกเขาก็ทำได้เพียงถลึงตาใส่


ปากก็พร่ำถามเจ้าหน้าที่อยู่ไม่ขาดว่า “สหาย... พวกเราจะไปจากที่นี่ได้หรือยัง?”