ตอน 38

บทที่ 38 : คู่ควง?


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เว่ยซวิ่นก็ยิ้มพลางมองไปยังหลินมี่


“ในเมื่อคุณสนใจเรื่องการลงทุนขนาดนี้ สนใจจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงที่หน้างานบ้างไหม? งานประเภทนี้ถือว่าหาโอกาสได้ยาก อีกอย่างคุณยังสามารถทำความรู้จักกับคนเก่งๆ และโปรเจกต์การลงทุนที่น่าสนใจได้อีกด้วย”


“จริงเหรอคะ? แต่ฉันจะไปได้เหรอ? งานสมาคมแบบนั้นน่าจะมีการจำกัดจำนวนคนไว้นะคะ”


หลินมี่ถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย


โอกาสแบบนี้หายากจริงๆ และถ้าไม่มีคนแนะนำ ต่อให้เป็นเธอก็คงไม่มีทางหาช่องทางเข้าถึงได้ การที่เธอจะก้าวเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูงได้นั้น จำเป็นต้องมีใบเบิกทาง และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลถึงสำคัญมาก


เมื่อเห็นท่าทีของเธอ เว่ยซวิ่นก็ยิ้มและเอ่ยชวนอย่างจริงใจ


“ในเมื่อผมพูดแบบนี้ ก็ย่อมพาไปได้ งานปกติแบบนี้แขกที่มาร่วมมักจะพาคู่ควงมาด้วย ไม่ทราบว่าคุณเต็มใจจะไปเป็นคู่ควงให้ผมไหม?”


“เอ่อ... แล้วปกติคุณมีคู่ควงที่จัดเตรียมไว้แล้วหรือเปล่าคะ?”


หลินมี่อยากจะตอบตกลงไปทันที แต่ก็นึกขึ้นได้ว่างานจะจัดขึ้นในอีกสองวัน ซึ่งโดยปกติคนระดับนี้ก็น่าจะตระเตรียมคู่ควงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว


หากเขามีคนที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว การที่เธอเข้าไปแทรกกลางกะทันหันก็คงดูไม่ดี เธอรู้ดีว่าเว่ยซวิ่นชวนเธอไปเพราะอยากตอบแทนความช่วยเหลือ แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาต้องเสียคำพูดกับใครจนกลายเป็นเรื่องผิดใจกัน


เว่ยซวิ่นคาดเดาความคิดของเธอออกจึงหลุดขำออกมา


“วางใจเถอะ ปกติเวลาไปร่วมงานผมไม่เคยพาคู่ควงไปหรอก มีแค่หานหลินไปด้วยก็พอแล้ว ดังนั้นผมไม่มีคู่ควงที่นัดไว้หรอก”


สำหรับงานที่เป็นทางการขนาดนั้น การพาผู้หญิงไปด้วยมีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้เขา


“งั้น...”


เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น หลินมี่ก็นึกอยากจะถามกลับไปโดยสัญชาตญาณว่า แล้วตัวเธอไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงหรืออย่างไร? ในเมื่อเขาไม่เคยพาใครไป แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเลือกพาเธอไป? นี่มันเป็นการทำลายกฎเหล็กส่วนตัวของเขาชัดๆ


แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เธอก็รู้สึกว่าหัวข้อนี้เริ่มจะล้ำเส้นความสนิทสนมไปสักหน่อย จึงเลือกที่จะหยุดไว้แค่นั้นดีกว่า ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ชัดเจนเกินไป มันมีแต่จะทำให้ทั้งคู่กระอักกระอ่วน สู้ตอบรับไปอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะเพื่อนที่แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือกันจะดีกว่า


ไว้โอกาสหน้าค่อยหาทางตอบแทนเขาก็แล้วกัน


“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ การได้เป็นคู่ควงของคุณนับเป็นเกียรติของฉัน แล้วก็ขอบคุณสำหรับคำเชิญด้วยค่ะ”


“คุณเกรงใจเกินไปแล้ว ตอนนี้เราก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ไม่ต้องถือตัวหรอก ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเคยช่วยฉันไว้ตั้งสองครั้ง”


เมื่อเห็นเธอยอมรับคำเชิญ มุมปากของเว่ยซวิ่นก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้


เวลาสามทุ่มครึ่ง มื้อค่ำจบลงภายใต้บรรยากาศที่แสนรื่นรมย์ หลินมี่ไม่คาดคิดเลยว่าพวกเขาจะคุยกันเพลินจนเวลาผ่านไปนานกว่าสองชั่วโมงขนาดนี้


เพราะการพูดคุยนั้นถูกคอมาก ประเด็นที่เขาโยนมามักจะเป็นสิ่งที่เธอกำลังสนใจพอดี ทำให้เธอหลงลืมเวลาไปเสียสนิท มื้ออาหารวันนี้ไม่เสียเปล่าเลย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฟองน้ำที่คอยซึมซับความรู้อย่างไม่หยุดหย่อน


การได้พูดคุยกับเว่ยซวิ่นนั้นสบายใจมาก เขาไม่เพียงแต่มีความรู้กว้างขวางและพูดจาตลกขบขัน แต่ยังรู้วิธีนำบทสนทนาอย่างชาญฉลาด ทำให้เธอสามารถตักตวงความรู้และประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้มาได้อย่างง่ายดาย


นั่นคือสิ่งที่เธอโหยหา เว่ยซวิ่นเปรียบเสมือนคนที่เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้เธอ จากเดิมที่ยังมืดแปดด้าน หลังจากได้คุยกันคืนนี้ ในหัวของเธอก็เริ่มมองเห็นแผนการชัดเจนขึ้นมาแล้ว


เมื่อพนักงานเดินมาสอบถามว่าต้องการให้เก็บจานหรือไม่ เว่ยซวิ่นก็ยิ้มมองไปยังหลินมี่ แววตาของเขายังคงมีความรู้สึกอยากคุยต่ออีกนิด


“อิ่มหรือยังครับ?”


“อิ่มแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ คืนนี้ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจริงๆ”


หลินมี่กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ เธอรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะเธอเคยยื่นมือเข้าช่วยเขาไว้ เขาก็คงไม่มานั่งเสียเวลาอธิบายอะไรมากมายให้เธอฟังแบบนี้


“การสนทนาก็เหมือนการเดินเรือสองทาง ในขณะที่คุยกับคุณ ผมเองก็ได้แรงบันดาลใจและข้อคิดใหม่ๆ กลับมาไม่น้อยเหมือนกัน”


เว่ยซวิ่นกล่าวตามตรง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนพลางสายตาเหลือบไปเห็นกล่องของขวัญประณีตที่วางอยู่ข้างโต๊ะ


กล่องใบนั้นไม่ได้วางอยู่อย่างเด่นชัดจนสะดุดตา แต่ถูกจัดวางกลมกลืนไปกับของตกแต่งข้างๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลินมี่จะไม่ทันสังเกตเห็นตั้งแต่แรก


เว่ยซวิ่นหยิบกล่องขึ้นมาอย่างนุ่มนวลแล้วยื่นไปตรงหน้าหลินมี่ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ


“นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการขอบคุณที่คุณช่วยผมไว้ทั้งสองครั้ง รับไว้ด้วยนะครับ”


เมื่อมองกล่องของขวัญที่ห่อหุ้มมาอย่างดีและดูมีราคา หลินมี่ก็รู้สึกใจเต้นแรง นี่คงไม่ใช่แค่ของขวัญชิ้นเล็กๆ อย่างที่เขาพูดแน่


“คุณเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ มื้อค่ำคืนนี้ก็ถือว่าเป็นรางวัลตอบแทนที่มากเกินพอแล้ว ฉันจะรับของขวัญอีกได้ยังไงกัน”


สำหรับเธอ การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ในคืนนี้คือรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว และคำแนะนำที่เขาสอนให้อย่างไม่กั๊กนั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด


“รับไว้เถอะครับ ของที่ผมตั้งใจมอบให้แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องรับคืน อีกอย่างตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่หรือ? ระหว่างเพื่อนกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจขนาดนี้หรอก”


เว่ยซวิ่นยิ้มมุมปาก เขาไม่ยอมชักมือกลับ แต่กลับยื่นกล่องให้ใกล้ขึ้นอีกนิด


เมื่อได้ยินเขาเน้นย้ำคำว่า ‘เพื่อน’ หลินมี่ก็ไม่กล้าปฏิเสธซ้ำสอง ไม่อย่างนั้นคงเหมือนกับว่าเธอไม่ยอมรับเขาเป็นเพื่อนเสียเอง ซึ่งเธอยังจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง!


การได้มีคนระดับบิ๊กอย่างเขาเป็นเพื่อน แค่คิดตอนนอนเธอยังเผลอยิ้มออกมาเลย


“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันรับไว้ ขอบคุณนะคะ”


“ลองเปิดดูสิครับ หวังว่าคุณจะชอบนะ” เว่ยซวิ่นเห็นเธอยอมรับของขวัญ แววตาที่ยิ้มแย้มของเขาก็ดูอ่อนโยนขึ้นไปอีก


หลินมี่ค่อยๆ เปิดกล่องออกอย่างทะนุถนอม ภายใต้แผ่นรองกำมะหยี่นุ่มๆ มีปากกาหมึกซึมสีเขียวเข้มล้ำลึกวางอยู่อย่างสงบ ตัวด้ามดูโฉบเฉี่ยวเงางาม ฝาปากกามีสัญลักษณ์เงินขนาดเล็กประดับด้วยคริสตัลสีขาวสองเม็ด ดูหรูหราแบบเรียบง่าย


เธอจับมันขึ้นมาสัมผัสได้ถึงความเย็นและน้ำหนักที่พอดีมือ และเธอก็สังเกตเห็นว่าที่ฝาปากกามีการสลักชื่อของเธอเอาไว้ด้วย!


“นี่มัน...” หลินมี่ตกใจมาก แววตาฉายชัดถึงความประหลาดใจ


เธอไม่คาดคิดว่าของขวัญจะเป็นแบบนี้ มันทั้งใช้งานได้จริงและดูมีระดับ ถูกใจเธออย่างมาก โชคดีที่ไม่ใช่เครื่องประดับราคาแพงเกินตัวจนน่าอึดอัด นั่นทำให้เธอค่อยถอนหายใจออกมาได้


เว่ยซวิ่นกล่าวเบาๆ


“นี่เป็นปากกาหมึกซึมสั่งทำพิเศษสำหรับผู้หญิง ผมหวังว่าปากกาด้ามนี้จะอยู่เคียงข้างคุณในเส้นทางการลงทุน และช่วยให้คุณสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นครับ!”


เขาเองก็ไม่คิดว่าการเลือกของขวัญจะมาจบที่ปากกาเช่นกัน ตอนแรกเขานึกอยากซื้อเครื่องประดับราคาแพงให้ แต่คิดดูอีกทีเธอก็คงไม่ยอมรับ หรืออาจจะไม่ชอบเพราะสังเกตว่าเธอไม่ค่อยสวมใส่เครื่องประดับเท่าไหร่


สุดท้ายเลยตัดสินใจเลือกสิ่งที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้เธอรับมันไว้ได้อย่างสบายใจมากขึ้น


“ขอบคุณนะคะเว่ยซวิ่น ฉันชอบมากค่ะ ชอบจริงๆ”


ความรู้สึกอุ่นวาบไหลผ่านหัวใจของหลินมี่ ของขวัญชิ้นนี้วิเศษมาก ไม่เพียงแต่มีความหมายที่ดี แต่ยังเป็นสิ่งของส่วนตัวที่มีเพียงชิ้นเดียวสำหรับเธอเท่านั้น


เมื่อเว่ยซวิ่นได้ยินเธอเรียกชื่อของเขา มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นโดยสัญชาตญาณ แววตาอ่อนโยนลงกว่าเดิม


“ถ้าคุณชอบ ผมก็ดีใจครับ”


เมื่อเดินออกจากร้านอาหาร ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูมืดสนิทราวกับหมึก แสงไฟในยามค่ำคืนเริ่มส่องสว่าง ขับให้โครงสร้างที่งดงามของร้าน 'อวิ๋นจู' ดูเด่นชัดยิ่งขึ้น


เว่ยซวิ่นเดินเคียงข้างหลินมี่อย่างเป็นธรรมชาติ จังหวะก้าวเดินของทั้งสองสอดประสานกันอย่างลงตัว ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี


ลมพัดผ่านเบาๆ นำมาซึ่งความเย็นฉ่ำของค่ำคืนฤดูร้อน และพัดเส้นผมของหลินมี่ให้ปลิวไสว