ตอน 1

บทที่ 1 : พังงานเลี้ยง


เดือนกันยายนในเมืองหรงเฉิง ความร้อนระอุยังไม่จางหาย แม้แต่ในยามค่ำคืน อากาศก็ยังอบอวลไปด้วยความร้อนชื้นที่น่าอึดอัด


ณ หน้าห้องส่วนตัวภายในภัตตาคารจิ่นซิ่ว หญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาฟังคำดุด่า เธอสูงประมาณร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบสีขาว แม้จะเป็นชุดที่ธรรมดาที่สุด แต่ก็ไม่อาจกลบความโดดเด่นของใบหน้าที่งดงามได้


คิ้วสวยดุจภาพวาด สันจมูกโด่งเป็นแท่ง ริมฝีปากอิ่มเอิบ เป็นความงามแบบไม่ต้องพึ่งพาการตกแต่งใดๆ ที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดตา ทว่าในยามนี้ ดวงตาที่ควรจะสดใสกลับเต็มไปด้วยความขัดขืนและความจนใจ


“หลินมี่! งานนี้เธอยังอยากทำอยู่ไหม? ถ้าไม่อยากทำก็ไสหัวไปตั้งแต่วันนี้เลย!”


ชายวัยกลางคนตวาดลั่น นิ้วชี้แทบจะจิ้มเข้าที่หน้าผากของหญิงสาว เผชิญกับน้ำลายที่กระเด็นออกมาจากปากของหัวหน้าแผนก หลินมี่ได้แต่กัดฟันกรอด กำมือแน่น


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้มหน้านิ่ง หวงเหว่ยยิ่งได้ใจ


“หลินมี่ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้าคืนนี้งานล่ม เธอก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ลืมไปแล้วหรือไงว่าระยะทดลองงานของเธอเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือน! บริษัทใหญ่ระดับเราไม่เคยขาดแคลนเด็กใหม่ การที่ฉันพาเธอมาต้อนรับลูกค้าคนสำคัญคือการให้โอกาสและให้เกียรติ เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้นเข้าไปข้างในแล้วหัดพูดจาหวานๆ เข้าไว้ ได้ยินว่าคืนนี้จะมีบุคคลระดับสูงมาร่วมงานด้วย ทำให้ดีๆ ล่ะ”


พูดจบหวงเหว่ยก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของหลินมี่ เขาผลักประตูห้องส่วนตัวแล้วเดินเข้าไปทันที


“...” หลินมี่กระตุกมุมปากอย่างเหยียดหยามและไร้คำจะพูด


ช่างเป็นคำพูดที่ฟังดูสูงส่งน่าฟังเหลือเกิน พฤติกรรมแบบนี้มันน่าสะอิดสะเอียนนัก! ก็แค่เห็นว่าเธอมาจากเมืองเล็กๆ ไม่มีเส้นสายอะไร ก็เลยจ้องจะรังแกเด็กฝึกงานอย่างเธอ เธอรู้ดีว่าทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องก้มหน้ารับกรรม


เพราะอีกฝ่ายเป็นคนกุมชะตาชีวิตการงานและอนาคตของเธอไว้ นี่แหละคือความจริง!


หลินมี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบความฟุ้งซ่านในใจ เธออยากจะหยิบใบลาออกฟาดใส่หน้าไอ้หัวหน้าเฮงซวยนี่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงยอดเงินในแอปธนาคารที่เหลือไม่ถึงสองพันหยวน


“เฮ้อ...”


น่าเสียดายที่ความกล้าในใจเธอยังไม่มากพอที่จะแลกกับความสะใจชั่วครู่ เพื่ออนาคตที่ยังเหลืออยู่ จำต้องอดทนไปก่อน จากนั้นหลินมี่จึงผลักบานประตูไม้หนาหนักเข้าไป


ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศอันคึกคักจากการสังสรรค์ เสียงแก้วกระทบกันและเสียงพูดคุยดังระงม ตกแต่งไว้อย่างหรูหราอลังการ กวาดสายตามองเพียงครู่เดียว หลินมี่ก็เห็น 'นางนกต่อ' ประจำแผนกอย่างอู๋เชี่ยนทันที


วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีแดงไวน์ที่ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน แต่งหน้าจัดจ้าน ริมฝีปากสีแดงสดกำลังยิ้มแย้มขณะถือแก้วไวน์วนเวียนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายวัยกลางคนในชุดสูท ท่าทางของเธอดูช่ำชองและเป็นธรรมชาติ


ซึ่งต่างจากหลินมี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีเกร็งๆ และเสื้อผ้าแสนธรรมดาอย่างสิ้นเชิง


“แหมๆ คนสวยประจำแผนกเรามาแล้วเหรอจ๊ะ มาเร็วๆ นั่งลงสิ คุณหลี่กับคนอื่นๆ รออยู่ตั้งนานแล้วนะ”


อู๋เชี่ยนตาไวเหลือบเห็นหลินมี่ เธอฉีกยิ้มหวานแล้วรีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนหลินมี่ทันที ก่อนจะลากไปที่นั่งว่างข้างประธาน ซึ่งตำแหน่งนั้นบังเอิญอยู่ข้างๆ ชายวัยกลางคนร่างท้วม ดวงตาขุ่นมัว เขาคนนี้แหละคือ


“ลูกค้ารายใหญ่” ที่หวงเหว่ยกล่าวถึงคุณหลี่


หลินมี่พยายามขืนตัวออกตามสัญชาตญาณ แต่ข้อมือกลับถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่น


“หลินมี่ มัวยืนบื้อทำไม? นั่งลงแล้วรินเหล้าให้คุณหลี่สิ!”


หวงเหว่ยสั่งด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยการข่มขู่ อู๋เชี่ยนรีบเสริมทัพ


“รีบหน่อยสิ ทุกคนรอเธออยู่ ไม่ต้องอายหรอกคุณหลี่นิสัยดีจะตาย ท่านดูแลเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นอย่างดีเลยล่ะ”


เธอหันไปหยอกเย้าคุณหลี่


“จริงไหมคะคุณหลี่?”


“จริงสิ จริงสิ! ผมเป็นคนคุยง่าย ไม่ชอบเห็นสาวๆ ลำบากหรอกนะ”


คุณหลี่ฉีกยิ้มจนตาหยี พยายามแสดงความใจดีออกมา แต่รอยยิ้มบนใบหน้ามันเยิ้มนั้นกลับดูหื่นกระหายอย่างประหลาด


“หลินมี่ รีบรินเหล้าให้คุณหลี่แล้วชนแก้วกันเร็วเข้า”


อู๋เชี่ยนหยิบขวดไวน์แดงบนโต๊ะมาจ่อที่มือของหลินมี่อย่างถือวิสาสะ


“...” หลินมี่กำขวดไวน์แน่น ความอัดอั้นตันใจพุ่งขึ้นมาจุกที่คอ


คำกล่าวที่ว่าผู้หญิงอย่ารังแกผู้หญิงนั้นดูจะใช้ไม่ได้กับอู๋เชี่ยน รายนี้เกินเยียวยาจริงๆ ก่อนหน้านี้โปรเจกต์ที่เธอทำแทบตายกลับกลายเป็นผลงานของอู๋เชี่ยน ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพราะเธอออกไปสังสรรค์กับลูกค้าจนปิดดีลได้


เรื่องนั้นเธอยังพอทน เพราะอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ที่หยั่งรากลึกในบริษัท แถมยังเป็นคนโปรดของหัวหน้าหวง แต่เธอแค่อยากทำงานหาเงินเงียบๆ เท่านั้น ทำไมต้องลากเธอมาในที่อโคจรแบบนี้เพื่อรังแกกันด้วย?


เธอไปทำอะไรให้ อู๋เชี่ยน แค้นเคืองกันแน่?


ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอเป็นแค่บัณฑิตจบใหม่ บริษัทหวนอวี่ถือเป็นบริษัทที่ดีที่สุดที่เธอพอจะฝากชีวิตไว้ได้ในตอนนี้ เอาตัวรอดไปก่อน แล้วค่อยหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา


หลินมี่ข่มอารมณ์ทั้งหมดไว้ แล้วฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา เธอหยิบเหยือกแบ่งไวน์มาเทลงแก้วของตนและของคุณหลี่


“คุณหลี่คะ หนูขอชนแก้วหนึ่งจอก ขอบคุณที่สนับสนุนงานของเรานะคะ”


“แหม น้องหลินเกรงใจไปแล้ว!”


คุณหลี่หัวเราะจนตาปิด สายตาหื่นกระหายกวาดมองใบหน้าสวยและรูปร่างที่ได้สัดส่วนของเธออย่างไม่ปิดบัง เมื่อแก้วกระทบกัน นิ้วมืออ้วนท้วนของเขาก็ “จงใจ” ลากผ่านหลังมือของเธอไป


สัมผัสลื่นๆ น่าสะอิดสะเอียนทำเอาหลินมี่สะดุ้งราวกับถูกไฟช็อต เธอฝืนยิ้มทนรับความรังเกียจนั้นแล้วกระดกไวน์เข้าปากจนหมด


ไอ้แก่หื่นกาม!


เมื่อครั้งแรกประสบความสำเร็จ คุณหลี่ก็ยิ่งได้ใจ ภายใต้การสนับสนุนและประจบสอพลอของหวงเหว่ยและอู๋เชี่ยน เขาคะยั้นคะยอให้หลินมี่ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า คำพูดก็เริ่มแทะโลมรุ่มร่ามมากขึ้น


“น้องหลินผิวดีจัง ใช้ครีมอะไรน่ะ?”


“น้องหลินสวยขนาดนี้ แฟนคงต้องเป็นคนเก่งมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?”


“...”


หลินมี่ฝืนยิ้มตอบในใจด่าทอไปสารพัด ในจังหวะที่เธอหยิบแก้วขึ้นมาหวังจะดื่มให้จบๆ ไปแล้วหาทางหนี ทันใดนั้น มืออุ่นจัดข้างหนึ่งก็เลื้อยผ่านใต้โต๊ะมาทางเธอ แล้วเริ่มลูบไล้ต่ำลงไป พยายามจะแตะที่ต้นขาของเธอ!


“...” หลินมี่คว้าโทรศัพท์บนโต๊ะไว้แน่น ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา


วินาทีนั้น ความอดทนทั้งหมดที่มีก็พังทลายลง!


ไปตายซะไป!


ฉันไม่รับใช้แล้วโว้ย!


ยอมให้ดื่มยอมให้ยิ้มสู้ยังพอทน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ใครมาทำมิดีมิร้ายกับเธอตามใจชอบ!


กฎเกณฑ์บางอย่าง... ห้ามใครมาข้ามเส้นเด็ดขาด!