ตอน 2

บทที่ 2 : หนี


หลินมี่ลุกพรวดขึ้นยืนอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่มีใครตั้งตัวติด เธอคว้าสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้างตัวแล้วเหวี่ยงใส่ใบหน้าอ้วนฉุราวกับแผ่นแป้งของหลี่ซ่งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างเต็มแรง!


“อ๊าก!”


เสียงร้องโหยหวนของหลี่ซ่งดังสนั่นขึ้นในห้องวีไอพี แก้วไวน์ในมือเขาร่วงหล่นลงพื้น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วพรมราคาแพงประหนึ่งดอกไม้เลือดที่ผลิบาน


หลี่ซ่งกุมแก้มที่บวมแดงขึ้นมาทันตาเห็น สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นกระแทกเข้าที่จมูกและปากของเขาเต็มรัก เลือดกำเดาผสมกับฟองเลือดที่มุมปากทำให้สภาพของเขาในตอนนี้ดูอนาถไม่น้อย


“นังแพศยา! หล่อนกล้าตีฉันเหรอ?!”


แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและความเดือดดาล ห้องทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมา!


“หลินมี่! แก... แกมันเนรคุณ!” หวงเหว่ยตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ เขาชี้หน้าด่าหลินมี่


“ยังไม่รีบคุกเข่าขอโทษคุณหลี่อีก!”


“หลินมี่ สมองเธอมีน้ำหรือไง ถึงได้กล้าลงมือกับคุณหลี่!”


อู๋เชี่ยนยกมือกุมอกทำหน้าตื่นตระหนก แต่แววตาซ่อนเร้นไว้ด้วยความสะใจลึกๆ คราวนี้หลินมี่จบเห่แน่ หึ ก็แค่คนทำมาหากินเหมือนกันจะมาทำตัวสูงส่งไปทำไมกันล่ะ


ในจังหวะนั้นเอง ชายฉกรรจ์สองสามคนข้างตัวหลี่ซ่งถึงเพิ่งได้สติ พวกเขาทำหน้าถมึงทึงล้อมเข้ามาและปิดทางหนีของหลินมี่เอาไว้ในทันที


หัวใจของหลินมี่เต้นระรัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วฝ่ามือ แต่สายตาของเธอยังคงแน่วแน่ เธอรู้ว่าตัวเองก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว แต่เธอไม่เสียใจ!


หากการจะแลกกับสัญญาว่าจ้างต้องเอาตัวเข้าแลก บริษัทแบบนี้ต่อให้ต้องลาออกเธอก็ไม่แคร์


สุดท้ายแล้ว... เธอก็แค่ไร้เดียงสาเกินไป


“หลีกไป ฉันไม่กินแล้วมื้อนี้ พวกคุณจะไปหาใครก็ไปหาเถอะ”


หลินมี่พยายามรักษาความสงบ เธอรวบรวมแรงทั้งหมดหวังจะผลักพวกสุนัขรับใช้ที่ขวางทางอยู่ แต่ด้วยพละกำลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เธอจึงไม่อาจหลุดรอดไปได้


ในตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวสู้ยิบตาให้พวกมันได้เลือดบ้างเพื่อเปิดทาง จู่ๆ ประตูไม้บานใหญ่ของห้องวีไอพีก็ถูกผลักเปิดออก ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและมีมาดสง่างามคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู


เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อดี พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกเผยให้เห็นกระดูกข้อมือชัดเจนและนาฬิกาข้อมือราคาแพงระยับ สายตาคมกริบกวาดมองความวุ่นวายภายในห้องอย่างเรียบเฉย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หลินมี่ที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้


การปรากฏตัวของชายผู้นี้มาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล ทำให้ห้องที่กำลังโกลาหลเงียบสงัดลงทันที


“คึกคักกันจังนะ?”


ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มกึ่งหยอกล้อ น้ำเสียงราบเรียบดูไม่ใส่ใจ


หลี่ซ่งที่เมื่อครู่ยังเดือดดาล พอเห็นว่าใครเข้ามาก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เขาไม่สนใจความเจ็บปวดบนใบหน้า รีบปั้นหน้ายิ้มประจบประแจงเดินเข้าไปหา


“ประ... ประธานเว่ยรอตั้งนานกว่าจะมา เชิญครับเชิญ! พวกเรา... พวกเราก็แค่หยอกล้อเล่นกันเฉยๆ ครับ!”


เว่ยซวิ่นไม่ได้สนใจคำประจบของหลี่ซ่ง สายตาของเขามองตรงไปยังหลินมี่ สบตาที่มองมาพอดี ดวงตากลมโตคู่นั้นในตอนนี้เจือไปด้วยความโกรธ ความอับอาย และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร


เว่ยซวิ่นหยุดสายตาที่แก้มแดงระเรื่อและเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของเธออยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็กระจ่างแจ้งทันที สถานการณ์แบบนี้เขาคุ้นเคยดีเหลือเกิน ในวงสังคมนี้มีเรื่องแบบนี้อยู่ถมไป เพียงแต่เขาไม่ค่อยชอบลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้เท่าไหร่นัก


“หยอกล้อเล่นกัน?”


เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยแฝงความเย็นชา เดินเข้าไปหาอย่างไม่เร่งรีบ นิ้วเรียวยาวปัดข้อมือเสื้ออย่างใจเย็นพลางมองหลี่ซ่งและพวกที่กำลังทำตัวไม่ถูก น้ำเสียงของเขาเจือความเกียจคร้าน


“เอาไหมล่ะ ให้ผมร่วมเล่นด้วยคน?”


อากาศในห้องดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาอย่างเลิ่กลั่ก หลี่ซ่งและหวงเหว่ยรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า พวกเขาคาดเดาเจตนาของอีกฝ่ายไม่ออกจึงไม่กล้าเอ่ยปากสุ่มสี่สุ่มห้า


พวกสุนัขรับใช้ที่ล้อมหลินมี่อยู่เห็นดังนั้นก็ไม่กล้าขยับตัว พวกมันถอยห่างและลดท่าทีคุกคามลง เห็นได้ชัดว่าพวกมันรู้ตัวแล้วว่า 'ประธานเว่ย' ผู้นี้ไม่ธรรมดา


จังหวะนี้แหละ!


หลินมี่ฉวยโอกาสที่ทุกอย่างหยุดชะงัก ผลักคนที่ยืนขวางข้างตัวออกแล้วพุ่งตัวออกไปที่ประตูห้องดุจสายฟ้าแลบ ในจังหวะที่วิ่งผ่านไหล่ของเว่ยซวิ่น เธอชะงักเท้าเพียงครู่เดียว เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งหนีออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง


เว่ยซวิ่นมองตามทิศทางที่เธอจากไป ในดวงตามีรอยยิ้มเจือจาง... ยัยเด็กนี่ก็หัวไวดีนี่!


จากนั้นเขาก็ละสายตา หันไปมองกลุ่มคนที่หน้าตาซูบซีดในห้องด้วยรอยยิ้มกึ่งเย้ยหยัน



หลินมี่นั่งรถแท็กซี่กลับมาถึงอพาร์ตเมนต์เก่าๆ ที่เธอเช่าอยู่ จนกระทั่งถึงห้องนั่นแหละเธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นเสมอ


เมื่อทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นเล็กๆ เธอถึงพบว่าตัวเองยังคงกำสมาร์ทโฟนแน่นไม่ปล่อย พอคลายมือออกดูให้ดีก็พบรอยร้าวเล็กๆ สองเส้นบนหน้าจอ


“งานเฮงซวยนี่ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ แม่ไม่ทำแล้ว!”


เธอทุ่มเททำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำมาสองเดือนครึ่ง แต่บริษัทกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมบรรจุเป็นพนักงานประจำ แถมยังมาทำสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่พังอีก


'หวนอวี้' คือบริษัทข้ามชาติที่ติดอันดับท็อป 50 ของเมืองหรงเฉิง เป็นบริษัทใหญ่ที่ใครต่อใครต่างก็อยากจะเอาหัวมุดเข้าไป ตอนแรกเธอก็ผ่านด่านทดสอบหินๆ จนได้รับการคัดเลือกเข้ามา


เธอเคยคิดว่าด้วยความสามารถและความพยายามของเธอ เดี๋ยวเธอก็จะได้บรรจุและรับเงินเดือนสูงๆ แต่โลกความจริงสอนให้เธอรู้ว่า ในที่ทำงานความสามารถน่ะมันไม่พอ


ต้องฝึกทักษะการประจบสอพลอหัวหน้า ต้องทำตามคำสั่งแบบหูหลับตาตื่น ต้องทำหน้ากากสองหน้าใส่เพื่อนร่วมงาน ต้องพูดทุกอย่างตามที่คนอื่นปั่นหัว และเมื่อต้องเจอกับลูกค้า ก็ต้องมีความเป็นมืออาชีพที่พร้อม 'เสียสละ' ทุกอย่างเพื่อลูกค้า


หากไม่มีทักษะพวกนี้ ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่มีค่า ยิ่งประจบเจ้านายเก่ง ยิ่งทำตัวดีกว่าทำงานแผนงานดีๆ เสียอีก แต่ทว่างานนี้กลับเป็นบริษัทที่ดีที่สุดเท่าที่บัณฑิตจบใหม่อย่างเธอจะหางานได้ในตอนนี้


ในระยะสั้น ด้วยประสบการณ์ของเธอคงยากที่จะหาบริษัทต่างชาติที่ดีแบบนี้ได้อีก โอกาสมันหายากจริงๆ นั่นคือเหตุผลที่เธออดทนมาตลอด น่าเสียดายที่สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว


“เฮ้อ~”


หลินมี่วางโทรศัพท์ลงแล้วลุกขึ้นยืน เรือมาถึงท่าเดี๋ยวก็มีทางไป เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว คิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ หลังจากนั้นเธอรีบอาบน้ำสระผม เปลี่ยนชุดนอนตัวโคร่งที่แสนสบายแล้วล้มตัวลงนอนอย่างโล่งใจ


ความโกรธและความกลัวเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป ความตั้งใจที่จะลาออกนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด


แต่แล้ว... ต่อจากนี้ควรจะทำอย่างไรดี?


เธอถอนหายใจเบาๆ หยิบโทรศัพท์ข้างตัวขึ้นมากดเปิดหน้าจอตามความเคยชิน ทว่าหน้าจอกลับกะพริบแสงสีขาวขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนจะดับมืดสนิทไป


“ไม่จริงน่า? พังแล้วเหรอ?”


หลินมี่ลุกขึ้นนั่งตัวตรง กดปุ่มเปิดเครื่องย้ำๆ ก่อนหน้านี้เห็นแค่ฟิล์มร้าว ไม่นึกเลยว่าฮาร์ดแวร์ข้างในจะพังไปด้วย นี่มันของขวัญเรียนจบที่พ่อแม่ซื้อให้เลยนะ ราคาตั้งหลายพัน!


ถ้าพังขึ้นมาจริงๆ เธอก็เท่ากับเสียทั้งงานเสียทั้งของเลยน่ะสิ!