ตอน 1

บทที่ 1 ยาเม็ดอิ่มทิพย์ช่างรสชาติเลวร้ายสิ้นดี


ฟู่หนิงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่โชยเข้าจมูก นางรีบลืมตาโพลง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ห้องครัวที่คุ้นเคย แต่เป็นเพดานเตียงไม้แกะสลักที่มีม่านบางแขวนอยู่

“ซี๊ด... นี่ฉันยังไม่ตายงั้นหรอ?”

สมองของฟู่หนิงหมุนคว้าง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ลูกหลานตระกูลเซียน, เศษสวะไร้รากปราณที่ฝึกตนไปก็เสียเปล่า, พ่อแม่ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า, เพื่อนร่วมสำนักต่างรังเกียจ...

ภาพสุดท้ายที่ปรากฏคืออสรพิษสีเขียวมรกตตัวหนึ่งพุ่งเข้าฉกที่ข้อมือ ความเจ็บปวดแล่นผ่านหัวใจจนมืดดับไป

“...ช่างน่าสมเพชเสียจริง” ฟู่หนิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความเคยชิน ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว


“เดี๋ยวสิ... พิษงู?!”

นางรีบยกข้อมือขึ้นดู พบรอยเขี้ยวสีดำคล้ำสองจุดเด่นชัด รายล้อมด้วยรอยช้ำเขียวม่วง ฟู่หนิงรีบตรวจสอบร่างกายของตนเอง ครู่ต่อมาจึงถอนหายใจยาว


“โชคดีไป... ไม่มีอะไรสาหัส” เพียงแต่เส้นชีพจรว่างเปล่าสนิท พลังบำเพ็ญเพียรเพียงน้อยนิดที่ร่างเดิมสั่งสมมาถูกพิษงูทำลายจนสิ้นซาก

“ดูเหมือนว่า... วาสนาเซียนของฉันจะขาดสะบั้นลงแล้วสินะ?”


นางไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรนัก เพราะเดิมทีก็ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นเซียนอยู่แล้วทว่า...


“โครกกกก!”


เสียงท้องร้องดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ไม่รู้ว่าร่างเดิมนอนสลบไสลไปนานแค่ไหนแล้ว

“...เอาเถอะ ถ้าไม่หาอะไรตกถึงท้อง ต่อให้ไม่ตายเพราะพิษ ก็คงต้องอดตายแน่”


ฟู่หนิงรู้สึกเหมือนลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปแต่ยามนี้หิวจนไส้กิ่ว สมองแทบประมวลผลอะไรไม่ได้แล้ว

นางฝืนพยุงร่างลุกขึ้น เดินไปที่ชั้นวางของมุมห้อง บนนั้นมีกล่องหยกวางอยู่ใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกพบยาเม็ดสีดำสนิทสามเม็ดนั่นคือ ‘ยาเม็ดอิ่มทิพย์’

“นี่น่ะเหรอ ยาเม็ดอิ่มทิพย์ที่ร่ำลือกันว่าช่วยระงับความหิวได้?”


ฟู่หนิงหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดแล้วดม กลิ่นเหม็นที่ปลุกนางให้ตื่นเมื่อครู่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมสิบเท่า! นี่มันอาวุธชีวภาพชัดๆ! กลิ่นเหมือนถุงเท้าเหม็นอับที่หมักไว้สามเดือนไม่มีผิด!

“...” สัญชาตญาณความเป็นเชฟของนางประท้วงอย่างรุนแรง! ของแบบนี้กินได้จริงรึ?!

แต่ความรู้สึกแสบร้อนในกระเพาะนั้นทรมานเกินทน ฟู่หนิงกัดฟันหลับตาปี๋ แล้วยัดยาเม็ดนั้นเข้าปากวินาทีถัดมา

“อุ๊บ—!!!”


นางรีบคว้ากำแพงไว้แล้วโก่งคออาเจียน น้ำตาไหลพราก ของพรรค์นี้ละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น กลิ่นเหม็นฟุ้งกระจายไปทั่วปาก ก่อนที่ความรู้สึกอิ่มเอมจากพลังงานหยาบๆ จะแล่นพล่านลงไปในท้อง

“นี่มันของที่คนเขากินกันเรอะ?!” ฟู่หนิงเช็ดน้ำตาพลางด่าทอ


“ยาเม็ดอิ่มทิพย์? รสชาติแค่นี้เนี่ยนะ? ไม่อยากอิ่มก็ต้องอิ่มแล้วโว้ย!”

ในความทรงจำบอกว่าสำหรับผู้ฝึกตนที่ยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐาน ยาเม็ดนี้คือทางออกที่ดีที่สุดในการประทังชีวิตให้ตายเถอะ ยิ่งคิดยิ่งท้อ นี่นอกจากจะทะลุมิติมาแล้ว ยังต้องมาอยู่ในดินแดนที่ไร้ซึ่งศิลปะการกินอีกหรือเนี่ย?! ไหนล่ะนิ้วทองคำ? ไหนล่ะระบบ? ทำไมถึงไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง!

นี่ยังไม่นับสถานการณ์ปัจจุบันที่เลวร้าย หินวิญญาณที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ถูกร่างเดิมซึ่งบ้าคลั่งอยากจะ “ฝืนลิขิตสวรรค์” เอาไปซื้อยาวิเศษและอาวุธจนเกลี้ยง


ผลเป็นไง? หินวิญญาณหมด พรสวรรค์ก็ยังห่วยแตกเหมือนเดิม แถมยังถูกคนในสำนักหลอกให้ไปผจญภัยในแดนลับจนต้องจบชีวิตลง ตอนนี้กระเป๋าแห้งสนิท เหลือเพียงยาเม็ดอิ่มทิพย์สองเม็ดนี้เท่านั้น


ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามา หากต้องฝืนฝึกตนต่อไป? ล้อเล่นน่า นางไม่มีพรสวรรค์พวกนั้น แถมยังขี้เกียจไปชิงดีชิงเด่นกับพวก 'อัจฉริยะ' หน้าเชิดในสำนักจนตัวตาย

“ฝึกไปก็เท่านั้น สู้ต่อไปไม่ไหวจริงๆ”


ฟู่หนิงกดความคลื่นไส้ในลำคอ มองยาเม็ดอิ่มทิพย์ด้วยสายตาขยะแขยง ในเมื่อที่นี่ไม่มีอาหารให้กิน ใครอยากเป็นเซียนก็เป็นไปเถอะ!น่าแค้นใจนัก! ทำไมถึงตายกันนะ!

พอนึกถึงตรงนี้ ความเสียดายในใจก็พองโตเหมือนลูกโป่งที่แตกออก ร้านอาหารเล็กๆ ที่นางร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทเพิ่งเปิดทดลองได้ไม่กี่วัน นางทุ่มเงินเก็บทั้งหมดที่มี ตั้งแต่เลือกทำเลไปจนถึงตกแต่งจานทุกใบล้วนคัดสรรมากับมือ!


ยังไม่ทันจะได้โชว์ฝีมือ... ก็มีคนเมาบ้าคลั่งถือมีดเข้ามาอาละวาดใส่ลูกค้าในร้าน!

นางไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปขวาง... ในความชุลมุนนั้น รู้สึกเพียงความเย็นเยียบของคมมีด... ความคิดสุดท้ายของนางคือ โธ่เว้ย! ร้านที่อุตส่าห์เปิดมาแท้ๆ! แม่งเอ๊ย! ซวยชะมัดที่ต้องมาจบชีวิตเพราะไอ้คนเมานั่น!

ยังดีที่เพื่อนสนิทของนางก็เป็นเชฟเหมือนกัน ร้านน่าจะดำเนินต่อไปได้ ส่วนการที่นางเสียสละชีวิตเยี่ยงวีรชนแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นข่าวหน้าหนึ่งช่วยโปรโมทร้านได้บ้างใช่ไหม? ถือว่าเป็น... การอุทิศครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

“ไอ้คนเมาเฮงซวย! ชาตินี้อย่าให้เจอนะ ไม่งั้นแม่จะไล่ตะเพิดให้ดู!”


ฟู่หนิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ แต่ไม่นานก็บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง นางมีข้อดีอยู่อย่าง คือมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งมาก! การเป็นเซียนนั้นเป็นไปไม่ได้ และจะให้กลับไปก็คงไม่ได้เช่นกัน

แต่ฟู่หนิงคนนี้เป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ นางต้องหาอะไรทำสักอย่าง! จริงสิ! ฟู่หนิงตบหน้าผากฉาดใหญ่ ดวงตาเป็นประกาย ในเมื่อไม่มีใครทำของอร่อยขาย... นางก็ทำเองสิ! ถึงโลกจะเปลี่ยนไปแต่ความฝันยังอยู่! นางยังเปิดร้านอาหารได้!

ใช่! ถึงตอนนี้จะไม่มีเงินสดแต่สมบัติอาวุธที่ร่างเดิมสะสมไว้ก็น่าจะพอเปลี่ยนเป็นเงินทุนได้บ้าง เช่าร้านเล็กๆ สักที่คงไม่ใช่ปัญหา!

จังหวะนั้นเอง เศษเสี้ยวความทรงจำที่เกือบจะถูกลืมไปก็ผุดขึ้นมาเดี๋ยวสิ เดี๋ยวสิ ที่บ้านของนาง... เหมือนจะมีทรัพย์สินอยู่แถวนี้ไม่ใช่รึ? เป็น... หอสุรา? ใช่! “หออู่เว่ยโหลว” (ห้ารส) ที่พ่อแม่เปิดไว้เมื่อหลายปีก่อน! แต่พอธุรกิจเจ๊ง พวกเขาก็สะบัดก้นทิ้งไปแสวงหาเต๋าต่อ

ร่างเดิมมัวแต่บ้าฝึกตน ไม่สนใจของนอกกายพวกนี้จึงลืมไปจนสิ้น

“หอสุรา!” ดวงตาของฟู่หนิงสว่างกว่าหลอดไฟ


“ประหยัดงบไปได้เยอะ!” จะพังแค่ไหนก็ช่าง! ขอแค่มีเตา มีหม้อ ฟู่หนิงผู้นี้จะปลุกชีวิตมันขึ้นมาเอง!

ทำเป็นทำ! ฟู่หนิงเริ่มรื้อค้นข้าวของตามตู้และลิ้นชัก ใต้เตียงที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางพบกล่องใบเก่าใบหนึ่ง ข้างในมีป้ายตราสีดำป้ายห้าอรรถรส! ด้านหน้าสลักตัวอักษร ด้านหลังเป็นรูปหอคอย

ความทรงจำบอกฟู่หนิงว่า นี่คือกุญแจสำหรับเปิดหอสุรา!

“เจอแล้ว!” ฟู่หนิงกำป้ายแน่น ลากขาที่ยังคงไร้เรี่ยวแรงก้าวออกจากประตูไปไปตามหาหอสุรากัน!

...

เมื่อฟู่หนิงก้าวเท้าออกมาข้างนอก พลังวิญญาณบริสุทธิ์ก็พัดปะทะเข้าใส่ ความทรงจำที่หลอมรวมกับร่างนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นางเริ่มชินมากขึ้น นางได้ทะลุมิติมาสู่โลกเซียนที่แปลกประหลาดจริงๆ

โลกใบนี้กว้างใหญ่จนหาขอบเขตไม่เจอ สถานที่ที่นางอยู่ตอนนี้เรียกว่าทวีปชางอู๋

เป็นแดนที่รวบรวมเหล่าผู้ฝึกตนทั้งขั้นรวบรวมปราณ, สร้างรากฐาน, แก่นทองคำ ไปจนถึงขั้นก่อกำเนิดเอาไว้ ทวีปชางอู๋มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นพอสมควร

ส่วนร่างเดิมน่ะรึ อายุสิบเก้าปีแล้วแต่เป็นเศษสวะที่ทุกคนในสำนักต่างรู้ซึ้ง ฝึกตนมาตั้งหลายปีด้วยพรสวรรค์ที่ห่วยแตกเกินบรรยาย พลังบำเพ็ญเพียรติดอยู่ที่ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่งมาตลอด ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย

ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เป็นเพราะพ่อแม่เป็นยอดฝีมือขั้นมหาปรมาจารย์ที่เก่งกาจถึงได้เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักแยกของ ‘สำนักหมื่นกระบี่’ ที่ตั้งอยู่ในทวีปชางอู๋แห่งนี้

พูดให้ฟังดูแย่หน่อย ต่อให้เป็นหมูตัวหนึ่ง ถ้ามีชีวิตอยู่ครบหนึ่งปีแล้วสูดดมพลังวิญญาณที่นี่ทุกวัน พลังบำเพ็ญเพียรก็คงเหนือกว่าร่างเดิมไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พ่อแม่จากไปท่องโลก นางจึงถูกสำนักหมื่นกระบี่ “ถีบหัวส่ง” ออกมาอย่างไม่ใยดี กลายเป็นเพียงศิษย์นอกสำนักในนาม ที่ต้องซุกหัวนอนอยู่ในบ้านพักห่างไกลในทวีปชางอู๋ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้

พ่อแม่เก่งกาจถึงเพียงนั้น ทรัพย์สมบัติก็มีมหาศาล ฟู่หนิงไม่อยากจะคิดเลยว่า หากร่างเดิมไม่ยึดติดกับการฝืนฝึกตน ชีวิตจะสุขสบายเพียงใด น่าเสียดายที่บรรทัดฐานของโลกนี้เป็นเช่นนี้ ผู้คนต่างพากันตะเกียกตะกายเอาตัวรอดจนเสียสติจะไปโทษร่างเดิมฝ่ายเดียวก็ไม่ได้

เมื่อนึกถึงความทรงจำบางอย่าง ฟู่หนิงก็ดวงตาวูบลง พ่นลมหายใจออกมา

“คนของสำนักหมื่นกระบี่นี่มันเลวระยำจริงๆ!”

ช่างเถอะ นับจากนี้ทางใครทางมัน เรื่องฝึกตนบ้าบอพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฟู่หนิงคนนี้อีกต่อไป!