ตอน 22

บทที่ 22 : กราบไหว้ฟ้าดิน



“จะไม่ใช่ได้อย่างไรล่ะพี่? เอ๋อร์หรงทั้งส่งหมั่นโถว ทั้งส่งแอปเปิลให้ ประหนึ่งกลัวว่าหล่อนจะหิวตายอย่างนั้นแหละ” 


หวงชุนเยี่ยนล้างจานพลางเค่นเสียงเหยียดหยาม 


“วันนี้ถึงขั้นตักน้ำล้างหน้าให้ วันหน้าคงยอมเทกระโถนปัสสาวะให้แน่ๆ”


“เบาเสียงหน่อยเถอะ ประเดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า”


“ฉันพูดความจริง มีอะไรต้องกลัว หล่อนก็แค่พวกเรื่องมากกิริยาเยอะ เรื่องทางบ้านเดิมของหล่อนมีหรือฉันจะไม่รู้? แค่สินสอดอย่างเดียวก็เรียกตั้ง 1,000 หยวนแล้ว พูดตามตรงเถอะ มันต่างอะไรกับการขายลูกสาวกิน?” 


หวงชุนเยี่ยนบิดผ้าขี้ริ้วจนแห้งสนิท ก่อนจะยกตั้งจานที่ล้างเสร็จแล้ววางลงบนเขียง 


“ช่างเถอะ หนี้เน่าก้อนนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ใครกู้มาก็ไปหาเงินมาใช้คืนเอาเอง”


“สินสอดไม่ใช่ 800 หยวนหรอกเหรอ?”


“ตอนแรกก็ 800 นั่นแหละ แต่ฝั่งนั้นเขาขอเพิ่มไง ตอนที่ย่าของหยวนหยวนโทรศัพท์มาปรึกษาฉันเรื่องนี้ ฉันยังบอกเลยว่าให้ล้มเลิกไปเสีย เงินตั้ง 800 หยวน จะหาหญิงสาวแบบไหนมาแต่งด้วยไม่ได้? แต่พี่ทายซิว่าผลเป็นอย่างไร... ท่านบอกว่าเอ๋อร์หรงยินยอมที่จะเพิ่มเงินให้เอง”


“หรือว่าก่อนหน้านี้เอ๋อร์หรงกับหล่อนจะเคยรู้จักกันมาก่อน?”


“ใครจะไปรู้ สงสัยจะโดนผีบังตาเข้าล่ะมั้ง”


“ช่างเถอะๆ เธอเองก็อย่ามัวแต่โมโหเลย ดูสินเดิมที่บ้านเดิมของหล่อนให้มาก็ไม่ใช่น้อยๆ เฟอร์นิเจอร์พวกนั้นก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ” 


เผิงเสี่ยวหลิงชี้ชวนให้ดูสิ่งของสินเดิมที่วางเรียงรายอยู่ตรงชานบันไดนอกห้องหอ


“เหอะ ไม่ใช่ของที่เอามาให้ฉันใช้เสียหน่อย”


“ตะกร้าสองสามใบนั้นใส่จนเต็มหมดแล้ว ขวดเหล้าที่เหลือจะให้เอาไปวางไว้ที่ไหนดีล่ะ?” ยืนถามอยู่ตรงประตูห้องครัว


หวงชุนเยี่ยนที่สุมไฟโทสะไว้เต็มอกพลันระเบิดออกมาทันที


“ขวดเหล้าๆ! กะอีแค่เรื่องขวดเหล้าพรรค์นี้ยังต้องมาถามฉันอีก หัวสมองแกไม่ได้พกมาหรือไง? ตะกร้าเต็มแล้วแกเอาไปใส่ถุงไนลอนไม่ได้เหรอ!”


กู้หรูอี้โดนด่าทออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำได้เพียงขานรับ “อ้อ” คำหนึ่งแล้วเตรียมเดินจากไป


“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย! แกนี่มันประเภทต้องให้คนคอยตราหน้าสั่งถึงจะขยับตัวใช่ไหม ตาบอดหรือไงถึงไม่เห็นว่าถังเศษอาหารมันเต็มจนล้นแล้ว? ทำไม... คิดจะรอให้ฉันเป็นคนยกไปเทหรืออย่างไร?”


“ได้ๆ เดี๋ยวผมเอาไปเทให้”


กู้หรูอี้ยกถังเศษอาหารขึ้นมา แล้วเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของบ้าน


“ไอ้คนไม่ได้ความ!” หวงชุนเยี่ยนด่าตามหลัง 


“ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันตาบอดหรืออย่างไรถึงได้ยอมแต่งงานกับผู้ชายพรรค์นี้!”


“เอาเถอะๆ นิสัยของหรูอี้ก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอก็ไม่ได้เพิ่งจะรู้เสียหน่อย วันนี้จะโมโหโกธาอะไรขนาดนั้น” 


เผิงเสี่ยวหลิงเอ่ยปลอบ สิ่งที่เผิงเสี่ยวหลิงพูดนั้นไม่ผิดเลย กู้หรูอี้มีนิสัยอ่อนแอและไร้ความคิดอ่านของตัวเองอย่างแท้จริง


ยังจำได้ว่าตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ พ่อสามีกู้อวิ๋นเหลียงค่อนข้างเปิดกว้าง จึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขา


เธอบอกให้เขาไปซื้อกระจกเงาบานใหญ่สำหรับส่องเต็มตัวมาให้สักบาน เขากลับอึกอักลังเลอยู่นานสองนาน สุดท้ายถึงกับพูดจาอ้อมๆ แอ้มๆ ว่าต้องเขียนจดหมายไปถามน้องชายก่อน ว่าควรจะซื้อดีหรือไม่


นั่นมันเมื่อแปดปีก่อน ตอนนั้นเขาอายุตั้ง 24 ปีแล้วแท้ๆ! แต่กลับต้องไปเอ่ยปากถามกู้เอ๋อร์หรงที่มีอายุเพียง 16 ปี! แถมยังเป็นแค่เรื่องกระจกบานเดียวอีกต่างหาก!


เธอโกรธจัดจนถีบเขาตกเตียงไปในคืนนั้นทันที จากนั้นก็บีบบังคับให้เขาส่งมอบอำนาจทางการเงิน... ไม่สิ อำนาจเงินเบ็ดเตล็ดทั้งหมดมาให้ตนดูแล เมื่ออยู่ภายใต้อำนาจบารมีของภรรยา นานวันเข้าเขาก็เลิกถามน้องชายในทุกๆ เรื่องเปลี่ยนมาเป็น...


ถามเธอแทน! เธอทอดถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง


“พอเถอะๆ เธอก็เลิกทอดถอนใจได้แล้ว หรูอี้เป็นคนอารมณ์ดี อะไรๆ ก็ยอมเชื่อฟังเธอทุกอย่างนี่ยังไม่รู้จักพอใจอีกเหรอ? ถ้าเธอต้องไปเจอคนวิปลาสแบบบ้านฉัน เธอคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วล่ะมั้ง” 


เผิงเสี่ยวหลิงยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อพลางลงมือนวดแป้งต่อ เย็นนี้พวกเขาจะกินบะหมี่กัน


“อย่างน้อยพี่ชงรุ่ยของพี่ก็ยังหาเงินเก่ง ปีนี้ถึงขั้นรีโนเวทปรับปรุงบ้านให้พวกพี่ใหม่หมด พี่ลองหันมาดูบ้านโกโรโกโสของฉันซิ ยามลมกระโชกฝนตกขึ้นมา ฉันยังนึกกลัวว่ามันจะถล่มลงมาวันไหนเลย”


“เธอเห็นแต่เบื้องหน้าสิ! เธอไม่เห็นตอนที่ฉันโดนทุบตีบ่อยๆ นี่เห็นว่าเป็นเธอหรอกนะ ฉันถึงได้ยอมเปิดอกพูดความในใจด้วย ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว อ้อยมันไม่ได้หวานชื่นทั้งสองโคนหรอก”


อาศัยเสียงเพลงงิ้วและเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกช่วยกลบเกลื่อน สตรีทั้งสองคนจึงได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกออกมาจนหมดเปลือก อันที่จริงหวงชุนเยี่ยนก็แค่บ่นขิงบ่นข่าไปอย่างนั้น หากจะให้เธอแยกทางจากกู้หรูอี้ไปจริงๆ เธอย่อมตัดใจไม่ลงเป็นแน่


กวนโย่วซวงกำลังฝันอยู่ เธอฝันเป็นตุเป็นตะจริงๆ


ในความฝันเธอย้อนเวลากลับไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย ช่วงเวลานั้นเป็นฤดูกาลจบการศึกษา ตัวเธอกับกลุ่มเพื่อนร่วมห้องต่างง่วนอยู่กับการทำวิทยานิพนธ์ ก่อนจะพากันไปตั้งแผงขายของมือสองที่ตลาดนัดเปิดท้ายตรงถนนสายต้นไม้ร่มรื่น


เธอบอกกับเพื่อนร่วมห้องว่า หลังจากเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จสิ้น เธอจะเดินทางไปยังทุ่งหญ้าปาอินบุรุคที่ซินเจียงเพื่อไปพบน้องทหารหนุ่มสุดล่ำที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ล้อมวงกินแกะหัน และร่วมเริงระบำในเทศกาลรอบกองไฟด้วยกัน


หวังซวนเพื่อนร่วมห้องหัวเราะเยาะพลางบอกว่าเธอเพ้อเจ้อ!


“พวกเธอคอยดูเถอะ ฉันต้องตามหาเขาจนเจอให้ได้!”


กู้เอ๋อร์หรง : ??


“ภรรยาครับ รีบตื่นได้แล้ว”


สิ้นเสียงเรียกขานอยู่หลายครา กวนโย่วซวงจึงได้ลืมตาตื่นขึ้น


“คุณกำลังตามหาใครในความฝันเหรอ ถึงกับละเมอพูดออกมาเลย”


ความฝันเมื่อครู่ช่างแจ่มชัดและสมจริงเกินไป เมื่อนึกถึงคำพูดโอ้อวดอันห้าวหาญของตนเอง กวนโย่วซวงพลันใบหน้าแดงซ่าน 


“เอ๋? อะไรนะ? ฉันพูดอะไรออกไปเหรอคะ?”


“คุณบอกว่า คุณต้องตามหาเขาจนเจอให้ได้!”


“พูดแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวเหรอคะ?”


กู้เอ๋อร์หรงพยักหน้ารับ กวนโย่วซวงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบเปลี่ยนประเด็น 


“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ?”


“เกือบสองทุ่มแล้วครับ ได้เวลาเย้าห้องหอแล้ว” *(เย้าห้องหอ - ประเพณีกลั่นแกล้งคู่บ่าวสาวในห้องหอ)


กวนโย่วซวงพยายามค้นหาข้อมูลในความทรงจำ เรื่องการเย้าห้องหอนั้น ในรัศมีสิบสี่สิบหลี่รอบๆ นี้ แทบทุกหมู่บ้านล้วนมีธรรมเนียมคร่ำครึที่ค่อนข้างป่าเถื่อนแฝงอยู่ หากเทียบกับความบ้าคลั่งในตอนเย้าห้องหอแล้ว ขั้นตอนการดื่มเหล้าคารวะแขกเมื่อกลางวันถือเป็นเพียงเรื่องเด็กเล่นไปเลย


การกลั่นแกล้งให้สะใภ้จูบพ่อสามีอะไรทำนองนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางแห่งถึงขั้นลงไม้ลงมือฉีกทึ้งเสื้อผ้าชั้นในของเจ้าสาวเลยด้วยซ้ำ


ที่สำคัญที่สุดคือ ในยามที่เย้าห้องหอ เจ้าบ่าวจะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปขัดขวาง ภายในห้องจะมีเพียงเจ้าสาวเผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ราวกับหมาป่าหิวกระหาย!


ตอนนั้นกวนเล่ยก็ถูกแกล้งจนร้องไห้โฮมาแล้ว กวนโย่วซวงค่อนข้างหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ถึงแม้เธอจะมีพละกำลังมหาศาล แต่ก็น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟอยู่ดี!


“ไปกันเถอะ ต้องไปกราบไหว้ฟ้าดินก่อน” กู้เอ๋อร์หรงยื่นมือมาตรงหน้า


เมื่อกวนโย่วซวงเดินเข้าไปใกล้ จึงได้ตระหนักว่ากู้เอ๋อร์หรงสูงกว่าเธอตั้งหนึ่งหัวเต็มๆ!


บริเวณลานบ้านมีการเปิดไฟนีออนสีขาวไว้สองดวง ส่องสว่างไสวไปทั่วบริเวณ คืนนี้ทัศนียภาพดีเยี่ยม ท้องฟ้าดาษดื่นไปด้วยหมู่ดาวพราวแสง พวกผู้ใหญ่พากันสูบบุหรี่จัด ส่วนเด็กๆ ก็ถือธูปวิ่งเล่นไปมา คอยเก็บเศษประทัดที่ยังไม่จุดชนวนซึ่งตกกระจายอยู่ตามพื้น


“เอาละๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวประจำที่แล้ว พวกเรามาเริ่มกันเลยเถอะ” 


ผู้ดูแลเฒ่าเคราขาวเคาะกล้องยาสูบโบราณ พลางป่าวร้องตะโกนเสียงดัง


เหมือนเช่นเมื่อตอนกลางวัน กู้เสี่ยวอวิ๋นรีบนำเบาะรองนั่งทรงกลมที่ยัดด้วยฟางข้าวมาวางไว้ตรงใจกลางลานบ้านอย่างรวดเร็ว


“หนึ่งกราบฟ้าดิน~”


กวนโย่วซวงทำหน้าเหลอหลา เธอไม่รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเลยสักนิด กู้เอ๋อร์หรงคอยนำทางและจัดท่าทางให้เธออย่างอดทน


“สองกราบพ่อแม่~” ทั้งสองหันหน้าไปทางเรือนหลัก ก่อนจะคุกเข่าโขกศีรษะลงอีกครา


“สามสามีภรรยากราบกันเอง~” ช่างซับซ้อนยุ่งยากเสียจริง


“หนึ่งกราบหัวชนหัว ชั่วชีวิตไม่ต้องพบเจอเรื่องทุกข์โศก” หืม? มีบทกลอนคำคมประกอบด้วยแฮะ


กวนโย่วซวงลอบหัวเราะขำ เธอน้อมศีรษะโขกคำนับให้กู้เอ๋อร์หรง แล้วจึงเงยหน้าขึ้น


ทว่าอาจเป็นเพราะขยับตัวเร็วและออกแรงมากเกินไปหน่อย ศีรษะของเธอจึงโขกเข้ากับคางของกู้เอ๋อร์หรงเข้าอย่างจัง อีกฝ่ายร้อง ‘ซี๊ด’ ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบยื่นมือมาลูบหัวเธอพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่าเจ็บหรือไม่


การกระทำที่หลุดกรอบนี้ทำให้บรรดาแขกเหรื่อพากันโห่ฮาขึ้นมาอีกระลอก กวนโย่วซวงใบหน้าแดงก่ำพลางส่ายหัวปฏิเสธ จะอย่างไรเสีย หัวของเธอก็ย่อมแข็งกว่าคางของเขาอยู่แล้ว!


“สองกราบแกบแนบแก้ม สามีภรรยารักใคร่ผูกพันตราบชั่วฟ้าดินสลาย”


อ่า แก้มแนบแก้ม...กวนโย่วซวงยังไม่ทันรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร กู้เอ๋อร์หรงที่คุกเข่าอยู่ก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ประคองร่างเธอให้แก้มเบียดชิดกันเบาๆ


ในวินาทีนั้น จิตใจของเธอเต้นระสับ สมองพลันขาวโพลนไปหมด


“สามกราบปากแตะปาก ชีวิตคู่สมบูรณ์พูนสุขไร้ที่ติ”


กวนโย่วซวงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหัวใจวายตาย!


นี่มันอะไรกันเนี่ย ในละครโทรทัศน์ยังไม่มีพิธีกราบไหว้พิสดารแบบนี้เลยเธอสงสัยเหลือเกินว่าตาเฒ่าคนนี้กำลังแต่งบทกลอนสดๆ ขึ้นมาเองตรงนี้แน่ๆ!