ตอน 21
บทที่ 21 : ปกป้องภรรยา
หวงชุนเยี่ยนที่กำลังช่วยเก็บขวดเหล้าอยู่โต๊ะข้างๆ ทั้งโกรธทั้งอาย นางพุ่งตัวเข้ามาตบหัวเฉินเว่ยไปฉาดหนึ่ง พร้อมด่าทอ
“เฉินเว่ย ไอ้สารเลว แกไปขุดฮวงซุ้ยบรรพบุรุษบ้านฉันมาหรือไง!”
“โอ๊ย ทำไมมือหนักอย่างนี้ล่ะพี่ ผมก็แค่ยกตัวอย่าง อีกอย่างผมก็ไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย”
“เฉินเว่ย! ถ้าอยากจะดื่มเหล้ามงคลก็ดื่มดีๆ ถ้าไม่อยากดื่ม เชิญกลับไปได้ทุกเมื่อ” กู้เอ๋อร์หรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เรื่องไหนที่ภรรยาผมไม่ชอบ ทำอย่างไรก็ห้ามใครมาบังคับเธอเด็ดขาด!”
ตามลำดับอาวุโสแล้ว กู้เอ๋อร์หรงต้องเรียกเฉินเว่ยว่า ‘อา’ ทว่าเมื่อครู่ เขากลับเรียกชื่ออีกฝ่ายตรงๆ โดยไม่มีคำว่าอาสักคำ!
คนทั้งโต๊ะเงียบกริบราวกับป่าช้าพวกเขาร่วมงานแต่งงานมานับครั้งไม่ถ้วน บนโต๊ะเหล้ามีบ่อยครั้งที่เจ้าสาวจะฟิวส์ขาดเพราะโดนยัดเยียดความต้องการที่เกินไป แต่เจ้าบ่าวที่ตบะแตกกลางงาน... บอกเลยว่าไม่เคยมีมาก่อน!
กู้เอ๋อร์หรงคือคนแรกแต่ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงนิสัยของไอ้หนุ่มนี่ดี หากมันคิดจะตัดหน้าขาดมิตรขึ้นมา ต่อให้เป็นใครหน้าไหนมันก็ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น!
“ดูเอาเถอะๆ ปกป้องกันขนาดนี้เลย เมียแกยังไม่ทันอ้าปากพูดสักคำ แกรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ชอบ ไม่แน่เธออาจจะชอบมากก็ได้นะ”
เจ้าทึ่มเฉินเว่ยยังคงยิ้มระรื่นหน้าระรื่นตา
กวนโย่วซวงอยากจะกระชากไอ้ตัวน่ารำคาญสายตาคนนี้แล้วโยนออกไปนอกประตูบ้านใจจะขาด แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือ งานแต่งงาน เธอจึงต้องข่มกลั้นความพลุ่งพล่านนั้นไว้สุดชีวิต ที่สำคัญที่สุด... ไม่ใช่ว่ามีเขาอยู่หรอกหรือ?
เขาจะปกป้องเธอเอง!
และแล้วในวินาทีถัดมา กู้เอ๋อร์หรงก็กระชากคอเสื้อเฉินเว่ยขึ้นมาตรงๆ ก่อนจะเหวี่ยงร่างอีกฝ่ายออกไปนอกโต๊ะเหล้า แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“แกควรจะทำปากให้มันสะอาดๆ หน่อยจะดีกว่า”
“แก! ดี... ดีมาก มึงนี่มันแน่จริงๆ! ก็แค่ผู้หญิงคนเดียว ล้อเล่นนิดล้อเล่นหน่อยก็ไม่ได้ กูไม่แดกแม่งแล้ว!”
เฉินเว่ยยันตัวลุกขึ้นเตะเก้าอี้กระเด็น ก่อนจะเดินด่าทอกระปอดกระแปดจากไป
บรรยากาศพลันดิ่งฮวบลงสู่จุดเยือกแข็ง
กู้อวิ๋นเหลียงที่ยืนค้ำไม้เท้าพิงกำแพงอยู่ ใบหน้ามืดครึ้มลงทันตา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไป ส่วนกู้เอ๋อร์หรงกลับทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังคงประดับรอยยิ้มพลางเดินไปรินเหล้าคารวะแขกคนต่อไป
หล่อมาก!
กวนโย่วซวงแอบชำเลืองมองเขาเงียบๆ แล้วลอบหอมแก้มเขาในใจไปฟอดใหญ่!
ในที่สุด ด้วยการกระทำอันเด็ดขาดของกู้เอ๋อร์หรงเมื่อครู่ หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากล้อเล่นอย่างเสเพลอีกเลย ขั้นตอนการคารวะเหล้าที่เดิมทีคาดว่าจะต้องยืดเยื้อยาวนานถึงสามชั่วโมง กลับรวบรัดเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น!
เวลาถูกร่นลงไปกว่าครึ่ง!
กวนโย่วซวงจึงได้กลับมายังห้องหอตั้งแต่หัวค่ำ เธอสลัดรองเท้า สะบัดถุงเท้าทิ้ง แล้วนอนแผ่หลาบนเตียงอย่างไร้กิริยา เอาฝ่าเท้าทั้งสองข้างมาถูกันไปมาเพื่อเป็นการนวดบรรเทาความเมื่อยล้า รองเท้าส้นสูงนี่มันใส่ยากใส่เย็นเหลือเกิน
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องคำนึงถึงส่วนสูงที่ต่างกันเกินไปของเธอกับเขา เธอคงเลือกใส่รองเท้าส้นแบนไปแล้ว เธอสูงเพียง 165 เซนติเมตร ซึ่งเตี้ยกว่าเทพบุตรของเธอถึง 20 เซนติเมตรเต็มๆ
ผ่านไปไม่นาน ม่านประตูพลันขยับไหวพร้อมเสียงผลักประตูเปิดออก เธอรีบยันพยุงครึ่งร่างส่วนบนขึ้นมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว สองขาหุบชิด วางท่าทางเรียบร้อยเป็นกุลสตรีทันที
เขามาแล้วเขาเดินถือแอปเปิลที่ปอกเปลือกแล้วสองลูกเข้ามาในห้อง ทำไมเขาถึงรู้ใจเธอขนาดนี้ รู้ด้วยว่าเธอเริ่มหิวอีกแล้ว!
เพียงแต่ภาพลักษณ์ของเธอเมื่อครู่นี้... มันช่างดูไม่งามเอาเสียเลย!
เมื่อกู้เอ๋อร์หรงเห็นเท้าเปลือยเปล่าของเธอ มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาขยับวางจานแอปเปิลลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินตรงเข้ามานั่งลงข้างกายเธอ นี่เขาคิดจะจูบเธอหรือเปล่านะ?
แล้วในวินาทีถัดไป เธอจะโดนเขากดลงกับเตียง แล้วก็... อื้อหือ... หรือเปล่า?
หัวใจเธอเริ่มเต้นรัวด้วยความประหม่าตัวเธอนั้นเป็นพวกโสดซิงมาตั้งแต่เกิด ระยะห่างที่ใกล้ที่สุดกับเพศตรงข้ามไม่เคยต่ำกว่าหนึ่งเมตรเลยสักครั้ง ถึงแม้เพศตรงข้ามที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นสุดยอดหนุ่มหล่อระเบิด แถมยังเป็นสามีตีตราจองของเธอเองก็เถอะ
แต่... แต่เธอยังไม่ทันตั้งตัวเลยนะ!
เธอแอบขยับถอยหนีไปทางด้านข้างตามสัญชาตญาณ ทว่าความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี้มีหรือจะเล็ดลอดสายตาของกู้เอ๋อร์หรงไปได้
เขายิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะช้อนเรียวขาของเธอขึ้นมาตรงๆ ด้วยแรงที่มากพอตัว กวนโย่วซวงรู้สึกราวกับบั้นท้ายของตัวเองหมุนเปลี่ยนทิศไปเก้าสิบองศาในพริบตา หัวใจของกวนโย่วซวงเริ่มเต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมา
คุณพระช่วย! เค้าจะใช้กำลังเผด็จศึกแล้วเหรอ!
มันช่างตื่นเต้นเร้าใจเกินไปแล้ว ใจคอจะรับไม่ไหว!
ทว่าในขณะที่เธอคิดว่าทุกสิ่งกำลังจะดิ่งลงสู่จุดจบที่คาดเดา เขากลับวางเท้าของเธอลงบนตักแกร่งของตนเอง... จากนั้นก็เริ่มลงมือนวดเฟ้นเขา... เขาช่วยนวดเท้าให้เธออยู่อย่างนั้น!
ฝ่ามือของเขาใหญ่โตมาก และเพราะเคยผ่านชีวิตในค่ายทหารมา ผิวสัมผัสจึงค่อนข้างหยาบกระด้าง ทว่าทุกๆ นิ้วอันสากระคายที่กดเน้นลงไปบนผิวเนื้อ กลับยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เท้าของเธอ... ถูกห่อหุ้มอยู่ในถุงเท้าหนาๆ และอุดอู้อยู่ในรองเท้าส้นสูงที่ไม่ระบายอากาศมาตั้งนานสองนาน!
เขากลับเต็มใจนวดมันให้เธอโดยไม่รังเกียจสักนิด!
“ฉันยังไม่ได้ล้างเท้าเลยค่ะ” เธอเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ไม่ต้องใส่รองเท้าคู่นี้แล้ว คุณยังมีรองเท้าคู่อื่นอีกไหม?”
“มีค่ะ แต่ยังอยู่ในหีบสินเดิมที่ขนมาด้วย ยังไม่ได้ย้ายเข้ามาในห้องเลย”
“ได้ เดี๋ยวผมไปขนเข้ามาให้” เขาใช้คางบุ้ยใบ้ไปทางเฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งอยู่บนพื้น
“ฝั่งบ้านคุณให้เฟอร์นิเจอร์เป็นสินเดิมมาด้วย เฟอร์นิเจอร์พวกนี้... ถ้าคุณไม่ชอบ พรุ่งนี้ผมจะขนไปไว้ที่ห้องของเสี่ยวอวิ๋นให้หมด”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เฟอร์นิเจอร์สินเดิมพวกนั้นเอาไปไว้ที่เรือนหลักให้พวกท่านผู้เฒ่าใช้เถอะ”
เหตุผลที่เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์มาด้วยนั้น เป็นเพราะในนิยายต้นฉบับ เรือนหอของตระกูลกู้ถูกจัดเตรียมไว้ซอมซ่ออนาถาอย่างยิ่ง มีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้สองตัว แถมยังไม่ได้ทาสีเคลือบเงาด้วยซ้ำ ตู้เสื้อผ้าอะไรนั่นอย่าได้หวังเลย!
แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีข้าวของเครื่องใช้ครบครันไปหมด
ลำพังแค่เฟอร์นิเจอร์ชุดนี้ คาดว่าเขาคงต้องแบกรับหนี้สินจากการหยิบยืมเงินทองมาไม่น้อยเลยทีเดียว
“หรือจะยกชุดนี้ไปไว้ที่เรือนหลัก แล้วย้ายสองสามชิ้นในเรือนหลักไปไว้ห้องเสี่ยวอวิ๋นแทน เฟอร์นิเจอร์ที่ทางบ้านคุณให้มาดูมีราคาค่างวดทั้งนั้น เก็บไว้ให้คุณใช้เถอะ”
กู้เอ๋อร์หรงยังคงยืนกรานตามความคิดเดิม
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นจริงๆ ค่ะ ฉันคิดว่าชุดที่คุณซื้อมานี่ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบมากค่ะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ งั้นก็ตกลงตามใจภรรยารักแล้วกัน วันหน้าถ้าคุณอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกผมได้เลยนะ ผมจะหาซื้อมาให้เอง”
กวนโย่วซวงหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย รีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางทันที ใบหน้านวลที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อชวนมอง...
กู้เอ๋อร์หรงอดใจไม่อยู่ชั่วขณะ เขาขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะประทับจูบเบาๆ ราวกับแมลงปอสัมผัสผิวน้ำที่ข้างแก้มของเธอ จากนั้นก็รีบผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของกวนโย่วซวงแดงก่ำราวกับมะเขือเทศสุกปลั่งทันที
บรรยากาศในห้องพลันแข็งค้างไปชั่วครู่
เพื่อคลี่คลายความกระอักกระอ่วน กู้เอ๋อร์หรงยกกำปั้นขวาขึ้นมาป้องปากพลางไอแห้งๆ ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“คุณ... คุณกินแอปเปิลรองท้องไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาให้ล้างมือ”
เนื่องจากเคยใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ กู้เอ๋อร์หรงจึงเป็นคนรักความสะอาดอย่างยิ่ง ต่อให้ยามปกติจะขาดแคลนน้ำเพียงใด เขาก็ยังคงรักษาอุปนิสัยล้างมือก่อนอาหารและหลังเข้าห้องน้ำอยู่เป็นนิจ
เขายกกระติกน้ำร้อนขึ้นมารินน้ำอุ่นลงในอ่างล้างหน้า ลองใช้มือจุ่มทดสอบดูก็พบว่าค่อนข้างร้อน
“น้ำเพิ่งต้มวันนี้ ค่อนข้างร้อนไปหน่อย เดี๋ยวผมไปเติมน้ำเย็นที่ห้องครัวมาเพิ่มให้นะ”
กวนโย่วซวงกำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่ต้องวุ่นวายขนาดนั้น ทว่าร่างสูงก็ประคองอ่างน้ำเดินพ้นประตูออกไปเสียแล้ว
หลังจากเสร็จสิ้นงานเลี้ยงเหล้ามงคลแล้ว ก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรให้ต้องจัดการอีก ทุกคนสามารถแยกย้ายกันทำกิจกรรมตามอัธยาศัยได้
พวกญาติฝ่ายเจ้าสาวรวมถึงบรรดาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานจากกรมการพลังงานน้ำต่างก็ถูกส่งตัวกลับไปหมดแล้ว
บริเวณลานบ้าน เสียงจากลำโพงยังคงขับขานบทละครงิ้วอยู่ แขกเหรื่อที่ยังไม่ยอมกลับบ้าน บ้างก็ตั้งวงเล่นเกมทายหมัด บ้างก็นั่งร่ำสุรา สรรเสริญพูดคุยสัพเพเหระ และแน่นอนว่ายังมีอีกบางส่วนที่นอนเมามายไม่ได้สติพิงกำแพงหลับใหลไปเรียบร้อย
ทุกคนต่างกำลังเฝ้ารอคอยช่วงเวลา ‘เย้าห้องหอ’ อันแสนตื่นเต้นเร้าใจที่กำลังจะมาถึง หวงชุนเยี่ยนหอบจานกองโตเข้ามาในห้องครัว เพิ่งจะรวบแขนเสื้อขึ้นเตรียมลงมือล้าง ก็เหลือบไปเห็นกู้เอ๋อร์หรงประคองอ่างล้างหน้าเดินตรงเข้ามาพอดี
“พี่สะใภ้ แถวนี้ยังมีน้ำเย็นเหลืออยู่ไหมครับ?”
“จะล้างมือเหรอ?”
“ครับ”
“มีๆ มีอยู่” หวงชุนเยี่ยนหยิบกระบวยอะลูมิเนียมอันใหญ่ขึ้นมา ตักน้ำเย็นเติมให้อีกฝ่ายจนเต็มกระบวย
หลังจากกู้เอ๋อร์หรงเดินจากไปแล้ว เผิงเสี่ยวหลิงที่ยืนนวดแป้งอยู่ข้างเขียงก็เอ่ยเสียงเบา
“สะใภ้รองคนใหม่ของเธอ นี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ เพิ่งจะแต่งเข้าบ้านมาวันแรก ก็ทำเอาเอ๋อร์หรงหลงจนหัวปักหัวปำ เดินตามไม่ห่างก้าวเลยทีเดียว”