ตอน 15

บทที่ 15 : รับตัวเจ้าสาว


ทันทีที่กวนเล่ยปรากฏตัวที่ทางเข้าหมู่บ้าน สายตาของชาวบ้านทุกคนก็จับจ้องมาที่เธอราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูด


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านนี้มีหญิงสาวออกเรือนไปหลายคน แต่คนที่ลงทุนเดินทางเข้าไปทำผมในตัวอำเภอและแต่งตัวทันสมัยจัดจ้านถึงเพียงนี้ มีเพียงแค่กวนเล่ยคนเดียวเท่านั้น


ขณะเดียวกัน กวนโย่วซวงที่จัดการธุระของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กำลังช่วยพ่อต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ในลานบ้าน เนื่องจากลูกสาวทั้งสองคนต้องแต่งงานในวันเดียวกัน กวนซิ่งกั๋วและภรรยาจึงเชิญญาติพี่น้องมาทั้งหมด


เมื่อเสียงประทัดดังขึ้น ญาติมิตรต่างก็ทยอยเดินทางกันมาถึง แม้กวนซิ่งกั๋วจะกำชับนักหนาว่าให้กวนโย่วซวงเข้าไปรออยู่ในห้องเพราะมีญาติและเพื่อนบ้านคอยช่วยงาน แต่ตัวเธอเองกลับยังคงวุ่นวายกับการช่วยหยิบจับนั่นนี่ ไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้าสาวที่เอาแต่นั่งรอในห้องเลยแม้แต่น้อย


จางไฉ่เหอจูงมือพาตัวกวนเล่ยเข้ามาในบ้าน ในจังหวะที่กวนโย่วซวงกำลังยกเก้าอี้ตัวใหญ่สองตัวเดินไปที่โต๊ะพอดี เมื่อเห็นว่ากวนโย่วซวงยังคงสวมชุดเก่าของตัวเอง


ผมเผ้าก็แค่เกล้ามวยง่ายๆ แล้วประดับด้วยดอกกุหลาบสองดอก แถมใบหน้าก็แต่งเพียงบางเบาเท่านั้น กวนเล่ยก็รู้สึกถึงความเหนือกว่าที่พุ่งพล่านขึ้นมาในใจ


เธอรีบพูดขึ้นทันทีว่า


“แหม พี่คะ ทำไมยังมาช่วยงานอยู่อีก? ขบวนขันหมากใกล้จะมาถึงแล้ว พี่รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ”


“โอ้โห นี่เล่ยเล่ยหรือเปล่าเนี่ย แต่งตัวเสียจนฉันเกือบจำไม่ได้เลยนะ” ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเอ่ยทัก


“สวัสดีค่ะป้าสอง มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”


“มาสักพักแล้วจ้ะ หนูรีบเข้าห้องไปเถอะ ในลานนี่ฝุ่นเยอะ เดี๋ยวชุดสวยๆ จะเลอะเทอะเอา ดูสิชุดนี้น่ะ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าราคาแพง”


เพราะตระกูลกวนเอนเอียงไปทางกวนเล่ยเสียเหลือเกิน เหล่าป้าๆ น้าๆ ทั้งหลายจึงพลอยเห่อกวนเล่ยไปด้วย เหมือนอย่างเมื่อครู่ที่กวนโย่วซวงง่วนอยู่กับการทำงานนานสองนาน กลับไม่เคยมีใครสักคนบอกให้เธอเข้าไปพักข้างใน


กวนเล่ยคว้ามือของกวนโย่วซวงแล้วพูดว่า “พี่คะ เข้าไปในห้องเถอะ หนูมีของดีจะให้ดู”


ภายในห้อง กวนเล่ยหยิบตลับเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าถือ ซึ่งเป็นพวกกลิตเตอร์ทาตา เธอกล่าวว่า


“พี่คะ หน้าแบบนี้มันจืดเกินไป มาเถอะ เดี๋ยวหนูช่วยแต้มพวกนี้ให้”


“ไม่เป็นไรหรอก พี่ชอบแบบธรรมชาติมากกว่า”


“ไม่ได้สิคะ วันนี้เป็นวันมงคลของเราสองคน หนูอยากให้พี่แต่งหน้าเหมือนกับหนู จริงๆ กะว่าจะชวนพี่ไปทำผมด้วยกัน แต่เช้านี้เรียกยังไงพี่ก็ไม่ยอมตื่นเลย”


เมื่อกวนเล่ยคะยั้นคะยอถึงเพียงนี้ กวนโย่วซวงจึงยอมตามใจ อีกอย่างกลิตเตอร์นี้เป็นรูปดอกท้อสีชมพู ดูแล้วก็น่ารักดีไม่ได้เลวร้ายอะไร


กวนเล่ยใช้นิ้วแตะกลิตเตอร์แล้วค่อยๆ บรรจงทาลงบนโหนกแก้มของกวนโย่วซวง ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบาว่า


“พี่คะ วันนี้พี่ใส่ชั้นในมาหรือเปล่า?”


กวนโย่วซวงรู้สึกแปลกใจ อยู่ดีๆ ทำไมถึงถามเรื่องนี้ “ใส่มาสิ”


“เดี๋ยวพี่ถอดออกนะ แม่บอกว่าคืนส่งตัวเข้าหอ ห้ามใส่พวกนั้นเด็ดขาด” กวนเล่ยกระซิบ


กวนโย่วซวงนึกถึงภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็กขึ้นมาได้ ใบหน้าจึงขึ้นสีระเรื่อ


“ทำไมต้องมีข้อห้ามแบบนั้นด้วยล่ะ?”


“หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แม่คงไม่หลอกเราหรอก เชื่อตามที่แม่บอกเถอะ”


“เปรี้ยง ปัง ปัง...”


ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังต่อเนื่อง เด็กๆ ต่างพากันตะโกนว่า “รถขบวนขันหมากมาแล้ว! มารับเจ้าสาวแล้ว!”


จางไฉ่เหอวิ่งเข้ามาแล้วสั่งว่า


“เล่ยเล่ย ตระกูลจ้าวมาถึงแล้วนะ ลูกรีบเช็กดูอีกรอบซิว่ามีอะไรตกหล่นไหม พวกเขาจะกินข้าวที่นี่มื้อนึงก่อนจะออกเดินทาง”


“ทราบแล้วค่ะแม่”


“กระจกบานใหญ่ที่ต้องสะพายติดตัวน่ะ ต้องจำไว้ว่าให้หันหน้ากระจกออกข้างนอกนะ อย่าติดสลับด้านเชียว แล้วตอนก้าวข้ามธรณีประตูต้องก้าวเท้าซ้ายก่อนด้วย...”


“โธ่แม่ หนูจำได้หมดแล้ว แม่รีบไปวุ่นกับแขกข้างนอกเถอะค่ะ”


“ได้ๆ เดี๋ยวป้าสองของลูกจะยกอาหารมาให้กินรองท้องก่อนนะ จะได้ไม่หิว เพราะช่วงบ่ายต้องคอยรินเหล้าทั้งวัน คงไม่มีเวลาทานอะไรแน่ๆ”


“แม่ไม่ต้องห่วงพวกหนูหรอก เดี๋ยวหนูกับพี่จะจัดการเองค่ะ”


จางไฉ่เหอมองกวนโย่วซวงแวบหนึ่งก่อนจะพูดว่า


“เราก็รีบจัดของให้เรียบร้อยด้วยล่ะ อีกชั่วโมงกว่าๆ ตระกูลกู้ก็จะมาถึงแล้วเหมือนกัน”


ในขณะที่กำลังพูดกันอยู่ เสียงอึกทึกครึกโครมในลานบ้านก็ดังขึ้น กวนเล่ยเขย่งเท้าชะโงกดูที่ลานบ้าน เธอตื่นเต้นจนพูดจาติดขัด


“พี่คะ... เขา... จ้าวหยางพวกเขามาแล้ว พี่รีบดูสิ!”


กวนโย่วซวงปรายตามองไปแวบหนึ่ง


เหมือนกับในเนื้อหาต้นฉบับเปี๊ยบ จ้าวหยางสวมสูทผูกเนกไท รองเท้าหนังขัดมันวาว เดินก้าวยาวๆ เข้ามาด้วยความมั่นใจ เขาไม่รู้ไปเอาวิกผมมาจากไหน ผมเผ้าจัดทรงเรียบแปล้ด้วยแว็กซ์ ไม่มีเส้นไหนกระดิกและเหนือพุงพลุ้ยที่นูนออกมาเล็กน้อยนั้น มีดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ติดอยู่


เขามือหนึ่งถือซองแดงปึกหนา แจกให้กับทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เรียกเสียงชื่นชมยินดีดังก้องไปทั่ว


กวนรุ่ยเจี๋ยที่วันนี้สวมชุดใหม่ก็เดินเข้าไปหา จ้าวหยางยิ้มแล้วพูดว่า


“เสี่ยวเจี๋ยใช่ไหม? มานี่สิ พี่มีของขวัญให้” เขาควักซองแดงจากกระเป๋ากางเกงยัดใส่มืออีกฝ่าย


เขาหล่อจังเลย! นี่แหละผู้ชายในฝันของฉัน กวนเล่ยรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะกระดอนออกมาจากอก


กวนโย่วซวงอดนึกถึงพล็อตในนิยายไม่ได้ ในชาติก่อนตอนที่จ้าวหยางมารับเจ้าสาว เขาก็ทำตัวป๋าแบบนี้แหละ แต่พอกลางดึกกลับนั่งนับเงินใส่ซองเหล่านั้นที่ข้างเทียนไขซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับบ่นเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ยอมขนเอาพวกผ้าห่มหรือพรมที่ญาติๆ ฝ่ายแม่ให้มาด้วย


เพราะของเหล่านั้นถูกจางไฉ่เหอยึดไว้และทยอยส่งต่อไปให้ลูกสาวคนเล็กหมดแล้ว จริงๆ แล้วในงานแต่งของตระกูลกวน นอกจากญาติสนิทจริงๆ แล้ว ของขวัญประเภทผ้าห่มพรมที่ญาติห่างๆ นำมามักเป็นของเกรดต่ำทั้งนั้น เอามาแค่ให้ดูดีต่อหน้าผู้คนเท่านั้น


ตระกูลกวนไม่มีญาติสนิทที่ไหน แม้แต่พี่ชายแท้ๆ ของจางไฉ่เหอเองก็แตกหักกันไปนานแล้ว งานแต่งครั้งนี้พวกเขาก็ไม่มา


กวนโย่วซวงที่ซื้อผ้าห่มไหมเกรดดีที่สุดจากห้างสรรพสินค้าในอำเภอมาให้ตัวเองสองผืน ย่อมไม่ได้ใส่ใจกับของพวกนี้ เธอจึงเอ่ยปากว่า


“ของพวกผ้าห่มกับพรมในลานบ้านนั่น เดี๋ยวตอนไปเอาติดตัวไปให้หมดเลยนะ”


“อะไรนะ?”


“ฉันบอกว่าพวกผ้าห่มที่ญาติๆ เอามาให้ เธอเอาไปที่ตระกูลจ้าวให้หมดเถอะ”


“เอ๋? แล้วพี่ล่ะ? นั่นเป็นของของเราสองคนนะ”


“ไม่เป็นไร ฉันไม่จำเป็นต้องใช้”


“พี่คะ พี่ดีกับหนูจังเลย” กวนเล่ยโผเข้ากอดกวนโย่วซวงด้วยความตื้นตัน


จังหวะนั้นเอง ป้าใหญ่ของพวกเธอก็เดินเข้ามาแล้วยื่นซองแดงให้กวนโย่วซวง


“โย่วซวง นี่เจ้าบ่าวฝากมาให้จ้ะ”


กวนโย่วซวงรับมาเปิดดู พบว่าเป็นธนบัตรใบละ 10 หยวน จำนวน 6 ใบ สภาพใหม่เอี่ยม


“ฝากขอบคุณเขาด้วยนะคะป้า”


ด้วยความที่จ้าวหยางเป็นคนใจป๋าและพูดจาเก่ง เพียงชั่วครู่เดียว ทุกคนในงานต่างก็คิดว่าเขาเป็นเถ้าแก่ใหญ่และชื่นชมว่ากวนเล่ยโชคดีเหลือเกิน แน่นอนว่าบางคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางต่างก็แอบถอนหายใจให้กวนโย่วซวง รวมถึงเหลียงอวี้ถิงด้วย


เหลียงอวี้ถิงร้อนใจจนแทบอยู่ไม่ติด เธออยากจะพูดคุยระบายความในใจกับกวนโย่วซวง แต่เพราะมีกวนเล่ยคอยวนเวียนอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่สะดวก จึงทำได้เพียงช่วยงานอยู่ในลานบ้านพลางภาวนาให้กวนเล่ยรีบออกไปเสียที


เมื่อถึงเวลาฤกษ์ จ้าวหยางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าห้อง เขาแบกกวนเล่ยที่คลุมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวไว้บนหลัง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของทุกคน เขาโบกมือลาด้วยท่าทีสง่างาม


เมื่อกวนเล่ยออกไปพ้นประตูบ้าน เธอถึงกับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าจ้าวหยางไปยืมรถสามล้อมาถึง 6 คัน! หกคันเต็มๆ! หน้ารถทุกคันผูกดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ คันแรกนั้นดูใหม่จนแทบจะเหมือนรถป้ายแดง


เธอรู้ดี นี่คือรถคันเดียวกันกับที่กู้เอ๋อร์หรงเคยไปยืมมาจากเพื่อนบ้านในชาติก่อน!


ชาติก่อนนั้น จ้าวหยางมารับเจ้าสาวด้วยจักรยานแท้ๆ!


นี่คงเป็นลิขิตฟ้าที่ถูกขีดเขียนไว้จริงๆ!


กวนเล่ยขึ้นไปนั่งบนเบาะรถสามล้อ รอคอยให้คนในขบวนช่วยกันขนของสินเดิมติดตัว รวมถึงพวกผ้าห่มพรมขึ้นรถ ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหว รถสามล้อก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป จางไฉ่เหอที่นั่งอยู่ในบ้านร้องไห้โฮออกมา


จนกระทั่งเสียงรถสามล้อห่างไกลออกไป เธอจึงรีบวิ่งตามออกมามองรถที่กำลังเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ ลูกสาวสุดที่รักของเธอจะต้องจากไปตั้งแต่วันนี้ ไม่รู้ว่าตระกูลจ้าวจะดูแลลูกสาวเธอดีแค่ไหน เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้