ตอน 16
บทที่ 16 : การขัดขวาง
จางไฉเหอยืนรอดูอยู่ครู่ใหญ่ กำลังจะหมุนตัวกลับบ้าน แต่ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นรถยนต์ซานตาน่าคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าหมู่บ้าน บนฝากระโปรงรถมีตัวอักษรมงคลสีแดงรูปหัวใจประดับอยู่อย่างโดดเด่น
จากนั้นรถซานตาน่าคันที่สองก็ตามมา...
เธอขยี้ตาตัวเองแรงๆ วันนี้ไม่มีข่าวว่าบ้านใครมีงานแต่งงานนี่นา หรือว่ารถพวกนี้จะมาขบวนรับตัวลูกสาวคนโตของเธอกันนะ?
แต่เธอก็คิดว่าไม่น่าใช่
ฐานะทางบ้านของกู่เอ๋อร์หรงนั้นเธอรู้ดีที่สุด แค่เงินค่าสินสอดสองร้อยหยวนที่เธอเรียกไป ก็ทำเอาครอบครัวฝ่ายชายลำบากอยู่นาน
“อาสะใภ้ นี่คือญาติคนใหม่ของบ้านเราหรือเปล่าครับ?”
เพื่อนบ้านที่รับหน้าที่ต้อนรับแขกอยู่หน้าประตูถามขึ้นพลางยกประทัดเตรียมจุด
“เอ่อ... ไม่น่าใช่หรอกมั้ง หรือว่าเขาจะไปหมู่บ้านอื่นกัน?”
“เดี๋ยวฉันออกไปดูให้”
—
“โย่วซวง! เธอโง่หรือเปล่า ฉันยังนึกไม่ตกเลยว่าทำไมเธอถึงยอมตกลงแลกแต่งกับกวนเล่ย ฉันว่าฐานะทางบ้านของจ้าวหยางคนนั้นน่าจะใช้ได้เลยนะ” เหลียงอวี้ถิงพูดด้วยความเดือดดาล
“เธอก็เคยเห็นกู่เอ๋อร์หรงไม่ใช่เหรอ เธอคิดว่าเขาแย่ขนาดนั้นเชียว?”
“เขาน่ะ... หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่เธอแต่งไปก็ต้องไปใช้ชีวิตด้วยกัน ถ้าบ้านเขายากจน คนที่ลำบากก็คือเธอนะ!”
“วางใจเถอะ ไม่ลำบากหรอก เดี๋ยวเธอก็ส่งฉันขึ้นรถแล้ว”
“ก็ได้ สิ้นปีนี้ฉันแต่งงาน เธอก็ต้องมาส่งฉันเหมือนกันนะ”
กวนโย่วซวงชะงักไปแม่เด็กโง่เอ๊ย! ไปหลงรักไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นเข้าจริงๆ แล้ว!
เธอจะต้องไม่ยอมปล่อยให้เพื่อนกระโดดลงไปในกองไฟนรกนั่นเด็ดขาด เสียงประทัดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นที่หน้าประตู
“รถมาแล้ว โย่วซวง!”
ตอนที่กู่เอ๋อร์หรงก้าวลงจากรถ ผู้คนที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง ส่วนสูง 185 เซนติเมตร ในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูองอาจสง่างาม นี่มันใช่เด็กที่เติบโตมาจากหมู่บ้านซอกเขาแบบนี้แน่หรือ?
เห็นชัดๆ ว่าเหมือนภาพวาดที่มีชีวิตเดินออกมามากกว่า ครอบครัวกวนนี่เลือกลูกเขยได้ดีจริงๆ!
“สวัสดีครับทุกท่าน” กู่เอ๋อร์หรงทักทายอย่างมีมารยาท
เซี่ยหยวนหาง ก้าวลงมาจากรถคันที่สอง ก่อนจะเดินแจกขนมมงคลให้แก่ทุกคน คนขับรถตั้งแต่คันที่สามถึงคันที่หกล้วนเป็นเพื่อนร่วมงานจากสำนักงานการประปาและไฟฟ้าอำเภอ
บนรถแต่ละคันยังมีญาติฝ่ายชายที่มาร่วมขบวนแห่ขันหมากด้วย รวมแล้วทั้งหมดมีถึง 16 คน
จางไฉเหอรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที!
นึกโทษกวนเล่ยที่ตาถั่วไปขอสลับตัวแต่งงาน เธอก็บอกแล้วไงว่าลูกชายบ้านกู่นี่แหละดีกว่าจ้าวหยางตั้งเยอะ
จะพูดอย่างไรดีล่ะ ดูเขามีความซื่อตรงอยู่ในตัว เป็นคนที่น่าจะฝากชีวิตไว้ได้ ไม่เหมือนจ้าวหยางคนนั้นที่ดูภายนอกเหมือนทำดี แต่กลับให้ความรู้สึกกะล่อนปลิ้นปล้อนชอบกล
แต่ถึงตอนนี้ จะมาเสียใจไปก็สายเกินแก้แล้ว
กวนโย่วซวงมองลอดหน้าต่างออกมาเห็นกู่เอ๋อร์หรง ก็รู้สึกแปลกใจและตื่นเต้นไม่น้อย ชุดเครื่องแบบนี้หล่อเหลาเอาการจริงๆ ในนิยายต้นฉบับ หมอนี่ใส่แค่ชุดสูทธรรมดาเองไม่ใช่หรือ!
“ฉันผิดไปแล้ว พอเทียบกันดู ฉันว่าเลือกคนนี้ดีกว่า” เหลียงอวี้ถิงชี้ไปทางกู่เอ๋อร์หรงที่อยู่ในลานบ้าน
“แถมขบวนแห่ขันหมากของพวกเขายังดูดีทุกคน ไม่เหมือนพวกที่บ้านจ้าวส่งมา พวกนั้นตาเหล่ตาขวางดูไม่น่าไว้ใจเลย”
“ฮ่าๆๆ” กวนโย่วซวงอดขำไม่ได้
“อะไรเล่า? ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?”
“เปล่าหรอก พูดซะเห็นภาพเลย แล้วนี่เธอคิดดีแล้วหรือยัง? ในขบวนนี้มีหนุ่มหล่อคนไหนเข้าตาเธอไหมล่ะ?”
“พูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย?” เหลียงอวี้ถิงทำท่าค้อน
“เขามีเจ้าของแล้วนะย่ะ”
ขบวนขันหมากของกู่เอ๋อร์หรงนำของขวัญทั้งหมดมาส่ง หลังทำพิธีไหว้บรรพบุรุษตระกูลกวนเสร็จสิ้น ทุกคนก็เริ่มนั่งกินเลี้ยงตามขั้นตอน
“พี่หรง ใกล้ได้เวลาแล้วครับ ต้องรับตัวพี่สะใภ้ไปให้ถึงก่อนเที่ยง” เซี่ยหย่วนหางกระซิบ
“อืม”
กู่เอ๋อร์หรงพยักหน้า บอกกล่าวกับผู้จัดการงานทางนี้ ก่อนจะตามน้าของกวนโย่วซวงเข้าไปในห้องของเจ้าสาว เมื่อครู่กวนโย่วซวงยังคิดว่าตัวเองมีความอดทนมั่นคงพอ แต่พอคนคนนี้มายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ หัวใจเธอกลับเริ่มเต้นระรัวจนคุมไม่อยู่
เธอก้มหน้าลง เหลียงอวี้ถิงรีบขยับมาบังข้างหน้ากวนโย่วซวงแล้วพูดว่า
“กู่เอ๋อร์หรง เจอกันอีกแล้วนะ! นายต้องสัญญาก่อนว่าต่อไปจะดูแลโย่วซวงให้ดี ฉันถึงจะยอมส่งเธอให้นาย”
กู่เอ๋อร์หรงยกยิ้มมุมปากก่อนจะตอบเบาๆ ว่า
“ได้ครับ ผมสัญญา ผมจะดูแลโย่วซวงให้ดีตลอดไป”
ทันใดนั้น กู่เอ๋อร์หรงก็ล้วงกล่องเล็กๆ ที่ดูประณีตออกมาจากกระเป๋า เปิดออกแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ภายในเป็นแหวนเปล่งประกายวาววับ
“นะ... นายทำอะไรน่ะ?” เหลียงอวี้ถิงอุทานด้วยความตกใจ เธอไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน
กวนโย่วซวงเองก็ชะงัก นี่มันการขอแต่งงานไม่ใช่เหรอ?
เดี๋ยวสิ ในนิยายต้นฉบับผู้ชายคนนี้ไม่ประสีประสาเรื่องความโรแมนติกไม่ใช่หรือไง?
“โย่วซวง ขอบคุณที่ยอมแต่งงานกับผมนะครับ” กู่เอ๋อร์หรงหยิบแหวนออกมาด้วยแววตาซึ้งใจ
“ผมสวมแหวนให้คุณนะครับ”
“ได้เวลาฤกษ์แล้ว! เจ้าบ่าวเจ้าสาวรีบขึ้นรถเร็ว!” เสียงคนข้างนอกตะโกนเร่ง
กู่เอ๋อร์หรงรีบสวมแหวนให้กวนโย่วซวงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมแขน
กวนโย่วซวง : ??
เธอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ใบหน้าร้อนผ่าว หากเหลียงอวี้ถิงไม่ช่วยแต่งหน้าให้ก่อนหน้านี้ ป่านนี้หน้าเธอคงแดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว อกกว้างที่แข็งแกร่ง เสียงหัวใจเต้นหนักแน่นของผู้ชาย และกลิ่นอายฟีโรโมนที่เข้มข้น ทำให้กวนโย่วซวงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมดิ่งลงไป
กู่เอ๋อร์หรงสูดดมกลิ่นกุหลาบที่ข้างขมับของเธอเบาๆ แล้วกระซิบว่า
“หอมจัง”
ผู้คนเริ่มโห่ร้องแซว เด็กๆ พากันร้องตะโกนเขินอาย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโปรยกลีบดอกไม้ใส่พวกเขา กวนโย่วซวงเขินจนไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่หวังให้รีบขึ้นรถไปเสียที
เมื่อกู่เอ๋อร์หรงพาเธอขึ้นรถ เซี่ยหยวนหางก็นำคนอื่นๆ ช่วยกันขนของสินสอด
นอกจากผ้าห่มสองผืน กระติกน้ำสองใบ อ่างล้างหน้าสองใบ และผ้าขนหนูสองผืนที่จางไฉเหอเตรียมไว้ให้แล้ว ของอื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่กวนโย่วซวงซื้อมาเองทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า โซฟา ที่วางอ่างล้างหน้า รวมถึงชุดเครื่องนอน ผ้านวมเตียงคู่ และหมอนอีกอย่างละสองชุด ยังมีเสื้อผ้าและของขวัญอีกมากมาย สรุปสั้นๆ คือท้ายรถทุกคันถูกยัดจนแน่น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ถูกมัดไว้บนหลังคารถ
บรรดาญาติๆ ต่างพากันยืนตะลึง พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้คือสินสอดของกวนโย่วซวง นึกว่าครอบครัวจ้าวเป็นคนซื้อให้เสียอีก จางไฉเหอรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก เห็นพวกเขาขนเฟอร์นิเจอร์ไปเหมือนกำลังกรีดเนื้อออกจากหัวใจเธอ
เธอเดินตรงเข้าไปกระซิบข้างหูของป้ากวนโย่วซวง
เห็นเพียงคุณป้าที่รูปร่างอ้วนท้วนรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังรถของกู่เอ๋อร์หรงแล้วตะโกนว่า
“หลานเขย! ยังมีอีกขั้นตอนที่ยังไม่ทำ นายจะพาโย่วซวงไปตอนนี้ไม่ได้นะ”
กู่เอ๋อร์หรงทบทวนสิ่งที่แม่กำชับและสิ่งที่เขาทำไป ดูเหมือนจะไม่มีอะไรตกหล่นนี่นา เขาดับเครื่องยนต์ แล้วก้าวลงจากรถอย่างมีมารยาท
“ผมไม่ค่อยประสีประสาเรื่องพิธีการ รบกวนคุณป้าช่วยชี้แนะด้วยครับ”
“เสี่ยวเจี๋ยเป็นน้องเมียของนาย นายต้องให้ซองแดงเขาด้วย”
“ผมให้ไปแล้วครับคุณป้า”
“นั่นมันแค่ตอนแรก! เจ้าสาวขึ้นรถแล้วต้องให้เพิ่มอีกรอบ!”
กู่เอ๋อร์หรงชะงักไป เขาไม่เคยนึกถึงข้อนี้มาก่อนเพราะหมู่บ้านเขาไม่มีธรรมเนียมนี้ จึงไม่ได้เตรียมมา ในจังหวะที่เขากำลังลำบากใจ เซี่ยหยวนหางก็ลงจากรถอีกคันแล้วพูดว่า
“ผมมีเงิน 20 หยวนพอดีครับ แต่ไม่มีซองแดง ให้เสี่ยวเจี๋ยไปก่อนแล้วกัน”
“20? นี่นายเห็นหลานฉันเป็นขอทานหรือไง! หลานโย่วซวงแต่งเข้าบ้านพวกนายก็ต้องไปดูแลบ้านงาน สั่งสอนลูกหลานให้พวกนาย นี่มัน...”