ตอน 12
บทที่ 12 : ไม่เหมาะแก่การแต่งงาน
ในฐานะแก้วตาดวงใจของบ้าน กวนรุ่ยเจี๋ยไม่เคยต้องหยิบจับงานการใดๆ มาก่อน แต่เพราะคำมั่นสัญญาของพี่สาวคนโต ประกอบกับการชี้แนะและช่วยเหลือจากพี่สาวคนรอง
ทีละเล็กทีละน้อย เขากลับทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและจัดวางสิ่งของได้เป็นระเบียบอย่างน่าประหลาดใจ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป พวกเขาก็จัดการกองฟืนเหล่านั้นจนเข้าที่เข้าทาง แถมกวนรุ่ยเจี๋ยยังอาสากวาดลานหลังบ้านให้อีกด้วย
เวลานี้ล่วงเลยมาถึงสามทุ่มกว่าแล้ว ภายในหมู่บ้านเงียบสงัด ร้านรวงปิดทำการไปหมดสิ้น กวนโย่วซวงมอบลูกกวาดหนึ่งกำมือให้เป็นรางวัลแก่น้องชาย พร้อมให้สัญญาว่าเช้าวันพรุ่งนี้จะพาเขาไปซื้อปืนของเล่น
*
แผนกวัสดุ สำนักงานชลประทานประจำอำเภอ
กู่เอ๋อร์หรงยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนรายงาน เสียงปากกาดังสะท้อนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เซี่ยหยวนหางหาวหวอดๆ ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเมื่อไหร่เขาจะเลิกงาน
“นายกลับไปก่อนเถอะ ฉันยังเขียนไม่เสร็จ คืนนี้คงต้องนอนที่ออฟฟิศนี่แหละ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง นายไม่ได้พักมาทั้งสัปดาห์แล้ว ไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อแต่เช้าก็เหมือนกันนั่นแหละ”
“ไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ช่วงบ่ายฉันอยากลางาน คืนนี้ต้องเขียนรายงานฉบับนี้ให้จบ พรุ่งนี้เช้านายช่วยดูให้หน่อย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรฉันจะได้ยื่นส่งไป”
“นี่นายจะแต่งงานวันพฤหัสหน้าไม่ใช่เหรอ? ลาหยุดเร็วขนาดนี้ หรือว่าคิดถึงว่าที่ภรรยาแล้ว?”
“ไปไกลๆ เลยไป” ใบหูของกู่เอ๋อร์หรงแดงระเรื่อ คล้ายถูกจี้จุดสำคัญ
“ฉันแค่อยากกลับไปจัดการธุระเร็วหน่อย พี่ชายก็ยังไม่กลับมา ส่วนพ่อ... นายก็น่าจะรู้ว่าแกเพิ่งได้รับบาดเจ็บที่หลัง”
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง... ทว่า
ตั้งแต่ได้พบกวนโย่วซวงในวันนี้ ภาพลักษณ์อันงดงามนั้นก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวสมอง ตอนบ่ายที่ดูเหมือนเขาจะจดจ่ออยู่กับเอกสาร ที่แท้เขากลับไม่ได้สติเลยแม้แต่น้อย ตอนกรอกข้อมูลบางอย่าง เขาถึงกับเผลอเขียนชื่อของกวนโย่วซวงลงไปโดยไม่รู้ตัว
นับเป็นครั้งแรกที่เขาเสียอาการถึงเพียงนี้
โชคดีที่เซี่ยหยวนหางไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนล้อจนไม่เหลือชิ้นดี กู่เอ๋อร์หรงบังคับตัวเองให้สงบใจ อย่างไรเสียวันหยุดก็ไม่มีคนอยู่ในออฟฟิศ เซี่ยหยวนหางชงชาหนึ่งกาแล้วก็จุดบุหรี่สูบอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นหวังฮุ่ยอิง แม่ของกู่เอ๋อร์หรงนั่นเอง นางบอกว่าหลี่จิ่งผิงโทรมาแจ้งว่ารถสามล้อที่ตกลงกันไว้ถูกญาติยืมไปกะทันหัน อยากให้พวกเขาไปหารถคันอื่นมารับเจ้าสาวแทน
“ลูกดูสิ มันจวนตัวขนาดนี้แล้วจะให้แม่ไปหาที่ไหนล่ะ?” หวังฮุ่ยอิงพูดด้วยความโกรธและร้อนรน
“คนอะไรกัน ทำไมถึงกลับคำพูดได้หน้าตาเฉย ตอนแรกตกลงกันไว้อย่างดี เสียดายบุหรี่หงถ่าซานที่พ่อลูกอุตส่าห์ซื้อไปฝากเขาจริงๆ”
ยังไม่ทันที่กู่เอ๋อร์หรงจะได้ตอบโต้ แม่ก็พูดต่อว่า
“หรงเอ๋อร์ แม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้ดูไม่ค่อยราบรื่นเลย หรือเราจะเลื่อนออกไปก่อนดี? เมื่อกี้แม่เอาวันเดือนปีเกิดของลูกสาวคนโตบ้านตระกูลกวนไปให้ท่านอาสามที่หัวหมู่บ้านดูมา เขาบอกว่าเดือนนี้ไม่เหมาะแก่การแต่งงาน เดือนสิงหาคมโน่นถึงจะเป็นฤกษ์งามยามดี”
“แม่ครับ เลิกงมงายเถอะ เรื่องรถรับตัวเจ้าสาวแม่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“ลูกจะไปจัดการยังไง รถสามล้อทั้งหมู่บ้านมีอยู่คันเดียวนั่นแหละ ลูกจะให้ใช้รถลากผุๆ ไปรับเจ้าสาวหรือยังไง”
“แม่ครับ ใจเย็นๆ ก่อน พรุ่งนี้บ่ายผมจะกลับไปแล้ว พี่กับพี่สะใภ้ล่ะครับเมื่อไหร่จะกลับ?”
“เพิ่งโทรมาเมื่อกี้ บอกว่าโรงงานจ่ายเงินเดือนพรุ่งนี้ กว่าจะเดินทางกลับก็คงมะรืนนี้”
หลังจากวางสาย กู่เอ๋อร์หรงก็นวดขมับตัวเองเบาๆ หมู่บ้านของพวกเขาปกติใช้ลาในการรับเจ้าสาว แต่สองปีมานี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ผู้คนจึงหันมาใช้จักรยาน
และปีนี้หลี่จิ่งผิงในหมู่บ้านไปทำงานต่างถิ่นจนรวยและซื้อรถสามล้อมาได้คันหนึ่ง เป็นรถรุ่นใหม่ที่ดูหรูหรามาก พ่อของเขา กู่ยวิ่นเหลียง จึงได้เข้าไปติดต่อขอหยิบยืมเพื่อใช้ในงานแต่งงานของลูกชายคนเล็กเอาไว้ล่วงหน้า
“อย่ากังวลไปเลย ถึงเวลาเดี๋ยวก็มีทางออก” เซี่ยหยวนหางรินชาส่งให้
“ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้จักรยานไปเถอะ พิธีรีตองไม่สำคัญเท่ากับตัวคนหรอกนะ”
‘สำคัญที่ตัวคน’ กู่เอ๋อร์หรงชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะคำว่า ‘คนคนนี้’ คือเธอ เขาถึงได้อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ เขาคำนวณเงินเก็บของตัวเองแล้วกัดฟันตัดสินใจว่า พรุ่งนี้จะไปเช่ารถยนต์จากในอำเภอมาใช้สักคัน
*
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องเล่นไพ่ในอำเภอ
จ้าวหยางที่ตัดผมสั้นเกรียนคาบบุหรี่ไว้ในปาก พลางเหล่มองไพ่ในมือผ่านม่านควันโขมง เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนตัวใหม่ที่ปลดกระดุมโชว์ขนหน้าอกเต็มๆ
“พี่จ้าว ตาพี่แล้ว รีบหน่อยน่า” ชายหนุ่มผมสีทองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกเบียร์ดื่มพลางเร่ง
“จินฮวา” จ้าวหยางหยิบไพ่สามใบออกมาแล้วโยนลงบนโต๊ะ
“พี่จ้าว ได้ข่าวว่าพี่จะเปลี่ยนตัวเจ้าสาวแล้วเหรอ?”
ชายหนุ่มอีกคนที่มีรอยแผลเป็นบนหน้าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวน
“เออ ข่าวไวกันจริงๆ นะ ฉันเองก็เพิ่งรู้เมื่อกี้”
จ้าวหยางอัดควันบุหรี่แล้วพ่นออกมาเป็นวง ก่อนจะพูดต่อ
“ครั้งนี้ฉันถึงได้รู้ซึ้งว่าโชคหล่นทับเป็นยังไง เชื่อไหมล่ะ? เปลี่ยนตัวคนเนี่ย สินสอดลดไปตั้ง 200 หยวน ฉันยังคิดเลยว่ามันเหลือเชื่อจริงๆ ฮ่าๆๆ”
“หา? จริงดิ สินสอดลดได้ด้วย? แถมลดเยอะขนาดนี้ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีปัญหาอะไรแน่เหรอ”
ชายผมทองถามด้วยความแปลกใจ
“เฮ้ย จะมีปัญหาอะไร พี่น้องกันท้องเดียวกันแท้ๆ” จ้าวหยางโบกมือ
“ฟังจากปากแม่ฉัน เหมือนว่าแม่นางน้องสาวคนนี้จะไปได้ยินชื่อเสียงฉันมาจากไหนไม่รู้ เลยเกิดชอบขึ้นมา แถมยังว่ากันว่าคนน้องคนนี้คล่องแคล่วกว่า แล้วก็หน้าตาสวยกว่าด้วย”
“สุดยอดไปเลยครับพี่” ชายที่มีรอยแผลเป็นชูนิ้วโป้งให้
“จริงสิ วันที่ 16 เดือนนี้ฉันจะจัดงานเลี้ยง พวกเอ็งต้องมาดื่มฉลองให้ได้นะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะเบี้ยวงานคนอื่นก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องมางานพี่จ้าวอยู่แล้ว” ชายที่มีแผลเป็นจุดบุหรี่
“แล้วเรื่องค่าจ้างโครงการของเราล่ะครับ ยังไม่จ่ายอีกเหรอ ที่บ้านผมแทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้ออยู่แล้วนะ”
“ใกล้แล้วๆ ฉันตามเรื่องอยู่ตลอด ไว้ใจได้เลย อย่างช้าเดือนหน้า รับรองได้คืนแน่ๆ อะ เอาเงินพวกนี้ไปใช้ก่อน”
จ้าวหยางล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้น หยิบแบงค์ห้าหยวนยับๆ สองใบส่งไปให้
“ขอบคุณครับพี่จ้าว”
ขณะที่พวกเขากำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“พ่อหนุ่มๆ ใกล้ได้เวลาแล้ว รีบจัดการเช็กบิลกันหน่อยนะ อีกสิบเอ็ดโมงจะปิดร้านแล้ว”
“ได้เลยครับคุณตา คิดเงินมาเลย เดี๋ยวจบตานี้พวกผมก็ไปแล้ว” จ้าวหยางมองไพ่ในมือแล้วพูดขึ้นลอยๆ
คุณตาหยิบสมุดขึ้นมา มองผ่านแสงสลัวแล้วท่องว่า
“เบียร์ 25 ขวด บุหรี่ 6 ซอง เมล็ดทานตะวัน 1 จิน หมากพลู 20 คำ รวมทั้งหมด 98 หยวน”
“98 หยวน? คุณตาคิดผิดหรือเปล่า?” ชายผมทองตาแทบถลนออกมา
“บุหรี่หงถ่าซานซองละเท่าไหร่กัน?”
“9 หยวน”
“คุณตาล้อเล่นน่า ปกติเห็นขายอยู่ซองละ 6 หยวน 5 เหมาไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่นะพ่อหนุ่ม เดือนก่อนขาย 8 หยวน 5 เหมา แต่ล็อตนี้ต้นทุนมันขึ้น เลยปรับเป็น 9 หยวนมาตลอด”
“ได้ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง”
จ้าวหยางทิ้งไพ่แล้วดับบุหรี่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนทำท่าล้วงหากระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงตัวใหญ่ไปมา พลันใบหน้าก็ซีดเผือด
“ฉิบหายแล้ว กระเป๋าตังค์ฉันโดนขโมย”
“หา? ไม่มั้ง? ตอนไหน?”
“แล้วเอาไงล่ะพี่ พวกผมฝากเงินไว้กับพี่นะ”
“ฉันจำได้ว่าตอนกินข้าวเย็นกระเป๋ายังอยู่นี่นา หรือว่าลืมไว้ที่ร้านอาหาร?”
ชายที่มีแผลเป็นและชายผมทองต่างแสดงท่าทีตกใจและลำบากใจ
“นี่มัน...” คุณตาขมวดคิ้วมุ่น