ตอน 8

บทที่ 8: ครอบครัวสายสอง


มุมปากของเสิ่นเถาซีกระตุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้


“ท่านพ่อ... วิชากระบวนท่าเสียงใช้กันแบบนี้จริงๆ หรือเจ้าคะ?”


เวลานี้เสิ่นจ้งกำลังตะโกนก้องใส่คนจากตระกูลเสิ่นที่อยู่เบื้องหน้าด้วยพลังลมปราณ


“เฮ้! พวกเจ้าหยุดก่อน! ข้างหน้ามีฝูงผึ้งอสูรอยู่ เพื่อรักษาชีวิตของพวกเจ้าไว้จงระวังให้ดี!”


เสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมานั้นมีพลังวิญญาณกำกับไว้ จึงมีความกังวานและทะลุทะลวงสูง นกที่เกาะพักอยู่บนต้นไม้ในป่าพากันแตกตื่นบินว่อน พลางบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าไม่ยอมร่อนลงมาอีกเลย


เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เสิ่นอวิ๋นก็ขมวดคิ้วแน่น ‘ทำไมข้าถึงได้ยินเสียงของเสิ่นจ้ง? ไม่ใช่ว่าเขาตายไปแล้วหรอกหรือ?’ ขณะเดียวกัน เสิ่นฮ่าวหรานบุตรชายที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้น


“ท่านพ่อ ข้าดูเหมือนจะได้ยินเสียงของท่านอารองขอรับ!”


เสิ่นเยว่ซีบุตรสาวของเขาก็พูดเสริมเช่นกัน “ข้าก็ได้ยินเหมือนกันเจ้าค่ะ!”


เสิ่นอวิ๋นหันไปมองทางด้านหลัง และในระยะห่างออกไปราวห้าร้อยเมตรนั้น มีร่างสามร่างยืนอยู่จริงๆ ผู้ฝึกตนสายตากว้างไกล ต่อให้ห่างกันขนาดนี้เขาก็จำได้ทันทีว่านั่นคือครอบครัวของเสิ่นจ้ง


เขาขมวดคิ้วแน่นจ้องมองทั้งสามคน


“เป็นพวกเขาจริงๆ ด้วย ไม่นึกเลยว่าครอบครัวอารองของเจ้าจะยังไม่ตาย!”


เมื่อนึกถึงข่าวที่ส่งออกไปก่อนหน้านี้ แล้วกลับมามองคนทั้งสามที่ยืนอยู่อย่างครบถ้วนไร้รอยขีดข่วน เสิ่นอวิ๋นก็กำหมัดแน่น พลางตะโกนกลับไปว่า


“น้องรอง พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!”


“หา? อะไรนะ? พูดให้ดังหน่อย ข้าไม่ได้ยิน!”


เสียงของเสิ่นอวิ๋นนั้นชัดเจนดังกังวาน แต่เขากลับบอกว่าไม่ได้ยินเสียงของเสิ่นอวิ๋นงั้นหรือ? เสิ่นอวิ๋นรู้สึกว่าน้องชายคนนี้กำลังปั่นหัวเขาเล่นอยู่ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


“เจ้าเดินเข้ามาใกล้ๆ หน่อย!”


เสิ่นจ้งไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายังคงทำหน้าเหมือนฟังไม่ถนัด แต่เขาก็พอจะเดาท่าทางของอีกฝ่ายออก


“ข้าไม่ไปตรงนั้นหรอก อันตราย!”


พอได้ยินคำว่าอันตราย ศิษย์ในตระกูลเสิ่นก็เริ่มแตกตื่นพากันมองไปรอบๆ บางคนพึมพำว่า


“กลัวอะไรกัน ท่านอารองพลังวิญญาณต่ำต้อย ฝีมือก็อ่อนด้อย ถึงได้ขี้ขลาดขนาดนี้”


“พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือของตระกูลเสิ่น แถมยังมีท่านอาใหญ่คอยคุมอยู่ จะไปกลัวอะไร?”


เหล่าศิษย์ได้ยินดังนั้นก็เริ่มสงบใจลง เสิ่นฮ่าวหรานจึงกล่าวว่า


“ท่านพ่อ ข้าจะลองเข้าไปดู!” เสิ่นอวิ๋นพยักหน้า


“ไปเถอะ”


เขาไม่กังวลว่าบุตรชายจะเป็นอันตราย เพราะเสิ่นฮ่าวหรานเป็นศิษย์สำนักกระบี่และก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานระดับต้นแล้ว ส่วนเสิ่นจ้งไอ้คนไร้น้ำยานั่นก็เป็นแค่ผู้ฝึกปราณกระจอกๆ เขาจะไปกลัวอะไรกัน?


เมื่อเห็นเสิ่นฮ่าวหรานเดินเข้ามา เสิ่นจ้งก็เลิกตะโกน เขาทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่


“เฮ้อ... การใช้วิชาเสียงนี่มันเปลืองพลังวิญญาณชะมัด ขาดทุนย่อยยับจริงๆ!”


เริ่นซินเยว่มองดูสามีแล้วก็ได้แต่เงียบงัน เสิ่นฮ่าวหรานเดินเข้ามาคารวะทั้งสามอย่างนอบน้อม


“ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้ น้องรอง”


พอได้ยินคำว่า ‘น้องรอง’ เสิ่นเถาซีก็รู้สึกพูดไม่ออก ท่านปู่ของนางเป็นบุตรคนที่สอง ท่านพ่อก็เป็นคนที่สอง มาถึงรุ่นนาง นางก็ยังเป็นบุตรสาวคนที่สองอีก นี่มันเคราะห์กรรมหรือโชคชะตาอะไรกัน ครอบครัวนางถึงได้วนเวียนอยู่กับเลขสองแบบนี้


“ฮ่าวหราน เจ้ามานี่ พ่อเจ้ามีอะไรจะสั่งรึ?” เริ่นซินเยว่ถาม


เสิ่นฮ่าวหรานตอบว่า


“ข้ามาถามว่าเหตุใดท่านอารองถึงบอกว่าทางนั้นมีอันตราย? มันคืออะไรหรือขอรับ?”


เสิ่นจ้งตอบทันควัน “ฝูงผึ้งอสูรระดับสองน่ะสิ อยู่ตรงหน้าพวกเจ้าไม่ไกลนี่เอง! ถ้าไม่เชื่อก็ส่งคนไปดูก็รู้!”


พอเสิ่นฮ่าวหรานได้ยินว่าเป็นผึ้งอสูรระดับสอง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียวจึงถามต่อ


“ท่านอาทราบได้อย่างไรขอรับ?”


เสิ่นจ้งตอบโดยไม่ลังเล “ก็ตอนที่เราเดินเข้ามาแล้วเห็นน่ะสิ มีปัญหาตรงไหนรึเปล่า?”


เสิ่นฮ่าวหรานส่ายหน้า “ไม่มีปัญหาขอรับ ข้าจะรีบไปบอกท่านพ่อเดี๋ยวนี้!”


หลังจากเสิ่นฮ่าวหรานจากไป เสิ่นเยว่ซีก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ท่านอารองกำลังเล่นเล่ห์กลอะไรอีกเจ้าคะ?”


เสิ่นอวิ๋นตอบ “อาของเจ้าก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ชอบก่อเรื่องวุ่นวายไม่หยุด ไม่นึกเลยว่ามาถึงป่ามืดมิดนี่แล้วยังไม่เปลี่ยน”


ที่สำคัญคือเขาไม่ตายและยังมีชีวิตอยู่สุขสบายดี เขาทำได้อย่างไรกัน


ศิษย์คนหนึ่งในตระกูลกล่าวขึ้น


“ข้าว่าพวกเราไม่ต้องไปเชื่อคำพูดท่านอารองหรอก เขาคงแค่หาเรื่องให้พวกเรารอพวกเขาเท่านั้นแหละ”


“ป่าหมอกจันทราแห่งนี้อันตรายขนาดไหน ลำพังแค่สามคนนั้นจะรอดออกไปได้อย่างไร ไม่รู้ว่าเข้ามาได้ยังไงด้วยซ้ำ!”


“เห็นทีคงกลัวจนตัวสั่นเลยอยากให้พวกเราปกป้อง เลยแกล้งสร้างเรื่องขึ้นมา!”


คนอื่นๆ ต่างเห็นดีเห็นงามด้วย


“ท่านอาใหญ่ พวกเราอย่ารอพวกเขาเลย ให้พี่ใหญ่รีบกลับมาแล้วเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ”


“นั่นสิ จะไปสนใจพวกเขาทำไม ทั้งครอบครัวมีแต่พวกไร้ประโยชน์!”


เสิ่นอวิ๋นไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แต่ในแววตากลับฉายความสมเพชและรอยยิ้มเยาะ ‘พวกสวะก็คือพวกสวะ แม้แต่คนในตระกูลยังดูแคลน เสิ่นจ้งเอ๋ยเสิ่นจ้ง ต่อให้เจ้ายังไม่ตาย แล้วยังไง? ความตายก็แค่รอเวลาเท่านั้น!’


เขาออกคำสั่งให้ทุกคนหยุดพักและรอเสิ่นฮ่าวหราน แต่ไม่ทันไร ก็มีเสียงอุทานดังขึ้น ตามด้วยเสียงหึ่งๆ ที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะโอบล้อมพวกเขาไว้หมด


“อ๊าก! ผึ้งอสูรระดับสอง! ไม่สิ ฝูงผึ้งอสูร! หนีเร็ว!”


เสิ่นอวิ๋นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบให้ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำอีกคนช่วยกันคุ้มกันให้ทุกคนหนี ทว่าฝูงผึ้งอสูรขึ้นชื่อเรื่องการโจมตีแบบกลุ่มที่ป้องกันได้ยากยิ่ง แม้แต่เสิ่นอวิ๋นเองก็ได้แต่ต้านทานไว้ชั่วคราวเพื่อหาจังหวะหนีเอาตัวรอด


เสิ่นฮ่าวหรานที่กำลังจะหันหลังกลับมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี สีหน้าของเขาก็ดำมืด


“ท่านพ่อ! ท่านพี่!”


เขากำลังจะพุ่งเข้าไปช่วย เสิ่นเถาซีเองก็ทำท่าจะตามไป แต่เสิ่นจ้งกลับคว้าตัวลูกสาวผู้มีจิตใจเมตตาของเขาไว้


“ไม่ต้องไปหรอก ดูนั่นสิ พวกเขาต้องวิ่งหนีมาทางนี้แน่!”


เมื่อเห็นกลุ่มคนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสิ่นจ้งก็ดึงลูกสาวและภรรยาถอยออกมา


“ยังรออะไรอีกล่ะ เสิ่นอวิ๋นยังรับมือไม่ได้ พวกเราก็หนีสิ!”


ประโยคที่ว่า ‘เสิ่นอวิ๋นยังรับมือไม่ได้’ ทำให้เสิ่นอวิ๋นที่กำลังต้านทานฝูงผึ้งแทบกระอักเลือด แต่ตอนนี้ทำได้เพียงหนีเท่านั้น คนเยอะขนาดนี้จะแอบเข้าพื้นที่มิติก็ทำไม่ได้


เมื่อฝูงผึ้งเริ่มล้อมเข้ามา ทุกคนต่างงัดไม้ตายออกมาป้องกันตัว เสิ่นจ้งกล่าวว่า


“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วไม่ใช่รึว่าให้ระวัง อย่าไปกวนฝูงผึ้งมัน”


เสิ่นฮ่าวหรานดึงอาวุธวิเศษออกมาปกป้องศิษย์ระดับต่ำกว่าที่อยู่ด้านหลัง พลางตะโกนถาม


“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น!”


เสิ่นอวิ๋นเหลือบมองเสิ่นเยว่ซีแต่ไม่ได้พูดอะไร เสิ่นเถาซีเห็นว่าฝูงผึ้งรุมโจมตีไปทางเสิ่นเยว่ซีเป็นพิเศษ นางจึงอุทานว่า


“ท่านพี่ใหญ่... ท่านอย่าบอกนะว่าไปแหย่รังผึ้งมา?”


ได้ยินดังนั้น คนอื่นๆ ก็หันไปมองเสิ่นเยว่ซี เสิ่นเยว่ซีทั้งหลบทั้งร้องไห้


“ออกไปนะ! ท่านพ่อ พี่ชาย ช่วยด้วย!”


เสิ่นอวิ๋นรีบเข้าไปปกป้องบุตรสาว เสิ่นเถาซีก็เข้าใจเหตุการณ์ทันที เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือเสิ่นเยว่ซีแน่นอน เสิ่นเถาซีรีบพาพ่อแม่ถอยห่างจากเสิ่นเยว่ซี พร้อมทั้งเตือนศิษย์คนอื่นๆ


“พวกเจ้าควรอยู่ห่างจากนางไว้นะ ระวังจะตายโดยไม่รู้ตัว”


“เสิ่นเถาซี! แก...”


เสิ่นเยว่ซีโกรธจนหน้าสั่น หลังจากได้รับความคุ้มครองจากบิดาและพี่ชายก็พอได้พักหายใจ นางจ้องมองเสิ่นเถาซีตาเขม็ง


เสิ่นเถาซีกลอกตามองบน ก่อนจะสะบัดมือปล่อยเปลวไฟเผาผึ้งอสูรที่กำลังจะพุ่งเข้ามา


“เจ้า... เจ้าสามารถใช้ปราณธาตุไฟได้แล้วงั้นหรือ?” เสิ่นเยว่ซีเห็นภาพนั้นก็ตกตะลึง


เสิ่นจ้งเองก็มีธาตุไฟเช่นกัน เขาสะบัดมือปล่อยเปลวไฟที่ใหญ่กว่าของเสิ่นเถาซีต้านทานฝูงผึ้งระลอกเล็กๆ เอาไว้ เริ่นซินเยว่กล่าวว่า


“ศิษย์คนไหนมีธาตุไฟ รีบใช้วิชาไฟต้านทานเร็ว!”


ไม่นานนัก เหล่าศิษย์ต่างก็ขยับเข้ามาใกล้ครอบครัวของเสิ่นจ้งโดยไม่รู้ตัว คนที่มีธาตุไฟพากันล้อมเป็นวงกลมคุ้มกันทุกคนไว้ข้างใน


“ท่านพ่อ พวกเราก็เข้าไปข้างในเถอะ!” เสิ่นเยว่ซีกล่าว


เสิ่นเถาซีได้ยินเช่นนั้นก็พูดสวนทันที


“พี่ใหญ่ ท่านจะฆ่าพวกเราหรือไง? ฝูงผึ้งพวกนี้มันพุ่งเป้ามาที่ท่านนะ!”