ตอน 7

บทที่ 7 ขโมยต้นไม้


เสิ่นเถาซีที่กำลังขะมักเขม้นกับการขุดดินสะดุ้งสุดตัว


“ค่ายกลใกล้จะแตกแล้วหรือเจ้าคะ?”


ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เหล่าผู้คนที่กำลังพยายามทำลายค่ายกล รวมถึงเจ้าตระกูลและผู้อาวุโสหลายคน ต่างก็ทรุดตัวลงกับพื้นทันที ทุกคนคุกเข่าลงด้วยความกดดันมหาศาลจนไม่สามารถยืดตัวขึ้นมาได้


บุรุษในชุดคลุมสีหมึกสวมหน้ากากเงินปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ เขามองลงมายังคนเบื้องล่างด้วยสายตาเย็นชา


“ของของข้า พวกเจ้ายังกล้าแตะต้องรึ ใจกล้าไม่เบาเลยนี่”


น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังก้องไปทั่วส่วนลึกของป่า ไม่มีใครกล้าต่อต้าน ในขณะนี้พวกเขาถูกแรงกดดันถาโถมเข้าใส่จนหายใจแทบไม่ออก ทำได้เพียงนึกอยากจะหนีไปให้พ้น ส่วนผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่านั้นเริ่มกระอักเลือดออกมา บางคนถึงกับหมดสติไป


สามคนที่อยู่ภายใต้ค่ายกลมองคนข้างนอกที่จู่ๆ ก็พากันคุกเข่าด้วยความงุนงง จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังมาจากเบื้องบน


เสิ่นเถาซีขุดดินต่ออีกพลั่วแล้วเอ่ยว่า “


ท่านพ่อ ท่านแม่ ทำไมพวกเขาถึงคุกเข่ากันหมดล่ะ? แล้วนั่น… เสียงของคนที่อยู่ข้างนอกนั่น ฟังดูคุ้นๆ ไหมเจ้าคะ?”


เสิ่นจ้งกล่าว


“ใครจะไปรู้ล่ะ คงจะเป็นบ้าไปแล้วมั้ง อย่าไปสนพวกเขาเลย รีบขุดเข้าไว้ตอนที่พวกเขายังไม่เห็นเรา พอเรามุดเข้ามิติไปได้แล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรใครอีก รอให้พวกเขาไปกันหมดก่อนค่อยแอบออกมา!”


“ตกลงค่ะท่านพ่อ พูดมีเหตุผล งั้นเราขุดกันต่อ!”


เสวียนอี้ที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนภายในค่ายกลถึงกับพูดไม่ออก! นึกว่าเขาไม่รู้หรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคอยคุ้มครองอยู่ ป่านนี้ทั้งสามคนคงถูกคนข้างนอกจับได้ไปนานแล้ว


“ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสคือผู้ใดกัน?”


ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นอย่างยากลำบาก


“พวกเราไม่ทราบว่าต้นไม้นี้เป็นสมบัติส่วนตัวของท่าน ล่วงเกินไปแล้ว โปรดอภัยให้ด้วย”


“ไม่รู้? พวกเจ้าคิดว่าต้นไม้นี้มันงอกขึ้นมาเองกลางอากาศหรือไง?” เสวียนอี้แค่นเสียงหัวเราะเยาะ


เหงื่อเย็นผุดพรายไปทั่วร่างของทุกคน ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ เสิ่นเถาซีที่ได้ยินดังนั้นในค่ายกลก็ยิ่งเร่งมือขุดดินเร็วขึ้น นางไม่สนใจหรอกว่าคนข้างนอกนั่นจะเป็นใคร ในเมื่อสมบัติล้ำค่าอยู่ตรงหน้าแล้วจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?


“ท่านพ่อ อย่ามัวแต่มองสิคะ รีบขุดเร็ว!”


เสิ่นจ้งกลับมองทะลุผ่านช่องว่างของต้นไม้ไปยังร่างที่อยู่กลางอากาศ แล้วเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า


“ลูกสาว ข้าว่าคนคนนี้ดูคุ้นๆ นะ เหมือนไอ้หนุ่มที่ชื่อเสวียนอี้ที่เคยมาแย่งข้าวเรากินเลย”


เสวียนอี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศถึงกับเซเล็กน้อย แต่ที่มุมปากกลับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้น ดูท่าครอบครัวนี้ก็ไม่ได้โง่เสียทีเดียว!


เสิ่นเถาซีตอบ “ช่างเขาเถอะค่ะ ในเมื่อเราเห็นก่อน ต้นไม้นี้ก็ต้องเป็นของเรา”


เสิ่นจ้งเห็นด้วย “ใช่ ถือว่าเป็นค่าข้าวที่เขากินของพวกเราไปก็แล้วกัน”


เริ่นซินเยว่... “ไม่ใช่เพราะลูกสาวไปตบเขาจนได้เรื่อง เลยต้องชวนเขากินข้าวหรอกรึ แถมยังเป็นข้าวที่เขาเอามาเองอีก!”


เสวียนอี้อยากจะส่ายหน้า ครอบครัวนี้มันประหลาดจริงๆ แถมยังหน้าหนาเสียด้วย ขณะนั้นคนข้างนอกต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ท่านผู้อาวุโสผู้นี้เอาแต่จ้องมองพวกเขาโดยไม่พูดอะไรต่อ มันหมายความว่าอย่างไรกัน?


เจ้าตระกูลเสิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว


“ในเมื่อต้นไม้นี้เป็นของท่านผู้อาวุโส พวกเราย่อมไม่กล้าบังอาจครอบครอง เป็นพวกเราเองที่บุกรุกเข้ามารบกวนท่าน หวังว่าท่านจะให้อภัย หากท่านต้องการลงโทษ ก็ขอให้ลงโทษพวกคนแก่เช่นเราเถิด โปรดละเว้นเด็กๆ ด้วยเถิด พวกเขาเพียงแค่ตามมาหาประสบการณ์ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด!”


เสิ่นเถาซียังคงขุดดินไปพลางมองเจ้าตระกูลเสิ่นที่พูดอยู่ข้างนอก พึมพำว่า


“ท่านพ่อคะ ท่านปู่ทวดของท่านเลือดจะพุ่งแล้วนะ ท่านจะไม่คิดจะช่วยหน่อยเหรอคะ?”


สีหน้าของเจ้าตระกูลเสิ่นในตอนนี้ดูแย่มาก ภายใต้แรงกดดันจากคนเบื้องบน เขาไม่มีทางต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย เสิ่นจ้งมองเจ้าตระกูลเสิ่นแล้วพูดว่า


“เสวียนอี้คงไม่ฆ่าพวกเขาหรอกมั้ง?”


“ถ้าต้นไม้ไม่โดนขโมย ก็คงไม่หรอกค่ะ”


“งั้นเราจะขโมยต่อไหม?”


เสิ่นจ้งลังเลเพียงชั่วครู่


“ขโมย!”


“ยังไงเสีย ท่านปู่ทวดของลูกและเป็นคุณปู่ของพ่อ ก็คือเจ้าตระกูลเสิ่นนะ มีคนตั้งมากมายขนาดนี้ จะสู้ไอ้หนุ่มรุ่นลูกไม่ได้เลยหรือไง?”


เริ่นซินเยว่แทรกขึ้น “ระดับพลังของเสวียนอี้ดูไม่ธรรมดาเลย น่าจะอยู่ในขั้นหลอมรวมจิตแล้ว”


เสิ่นจ้งชะงัก “งั้นอายุเขาก็มากกว่าพวกเราน่ะสิ?”


เสิ่นเถาซีพูดไม่ออก “ท่านพ่อคะ นี่ใช่เวลามานั่งสนใจอายุเขาไหมคะเนี่ย?”


เสิ่นจ้งพูดต่อ “แต่เดิมพ่อกะจะให้เขาเป็นลูกเขยเสียหน่อย ดันอายุมากกว่าเราซะได้ แบบนี้ไม่ได้หรอก โชคดีนะที่พ่อเลิกคิดเรื่องนี้ไปแล้ว!”


เสวียนอี้ที่อยู่กลางอากาศเซไปอีกรอบ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จงรีบไสหัวไปให้พ้น!”


ทันทีที่สิ้นเสียงเสวียนอี้ แรงกดดันก็หายวับไป ผู้อาวุโสและเจ้าตระกูลแต่ละบ้านต่างรีบพาลูกหลานออกไปจากพื้นที่นี้ทันที แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่จากไปไหนไกลและยังคอยสังเกตการณ์เสวียนอี้ด้วยความระแวดระวัง


ในจังหวะนั้นเอง อสูรระดับสี่สามตัวก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ พุ่งเข้าจู่โจมเสวียนอี้จากสามทิศทาง เสิ่นเถาซีที่เงยหน้ามองเห็นเหตุการณ์พอดีก็เผลอร้องเตือน


“ระวังเจ้าค่ะ!”


ทำเอาเสิ่นจ้งที่กำลังขุดดินอยู่อย่างตั้งใจตกใจจนมือสั่น เกือบเอาพลั่วขุดเท้าตัวเองเข้าให้ เสวียนอี้ที่อยู่ด้านบนเหลือบมองมาที่ต้นไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ อสูรระดับสี่ทั้งสามตัวก็กลายเป็นฝุ่นผงในทันที


เสิ่นเถาซีอ้าปากค้าง กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ


“ท่านพ่อ ท่านแม่... คนคนนี้มันปีศาจชัดๆ เก่งเกินไปแล้ว! เราหนีเถอะ!”


จากนั้นนางก็รีบคว้ามือเสิ่นจ้งและเริ่นซินเยว่หายตัวไปจากจุดเดิม เสวียนอี้ที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นทั้งสามหายตัวไป


แต่เพียงชั่วพริบตา ร่างเล็กของเสิ่นเถาซีก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นางกางแขนโอบรอบลำต้นของต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ แล้วพาคนพร้อมต้นไม้หายวับไปกับตา


มุมปากของเสวียนอี้กระตุกแรง เขาตวัดแขนเสื้ออีกครั้ง ค่ายกลที่ไม่มีใครทำลายได้มาก่อนก็พลันสลายไป ทิ้งไว้เพียงหลุมดินขนาดใหญ่กับความว่างเปล่า จากนั้นร่างในชุดสีหมึกก็หายลับไปเช่นกัน


เจ้าตระกูลที่ต่างตกตะลึงและหวาดกลัวจากการที่เสวียนอี้สังหารอสูรระดับสี่ได้โดยง่าย เมื่อเห็นว่าเขาจากไปแล้วต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


“คนผู้นี้มีพลังลึกลับเกินหยั่งถึง ไม่ทราบว่าเป็นยอดฝีมือจากสำนักใดกัน?” เจ้าตระกูลเสิ่นเอ่ย


เจ้าตระกูลอวี๋ยังคงขวัญเสีย


“สรุปคือไม่ใช่คนจากเมืองเฟิ่งหมิงของเราแน่ๆ พลังของเขาน่ากลัวกว่ายอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตที่ข้าเคยเจอมาก่อนเสียอีก!”


ผู้อาวุโสตระกูลหนิงมองดูหลุมใหญ่แล้วถอนหายใจ


“เฮ้อ ไปกันเถอะ ผลแห่งจิตวิญญาณคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะเอื้อมถึง”


เจ้าตระกูลตงเหมินพูด “นั่นก็แน่อยู่แล้ว ต้นไม้โดนขุดไปแล้วนี่!”


เหล่าตระกูลที่เคยแข่งขันกันต่างยอมถอยทัพกลับไปอย่างพร้อมเพรียง เพราะกลัวว่ายอดฝีมือคนนั้นจะย้อนกลับมาเอาชีวิตพวกเขา


เมื่อดูผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์เห็นว่าทุกคนจากไปแล้ว เสิ่นเถาซีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


“ท่านพ่อ ท่านแม่คะ คิดว่าเสวียนอี้จะรู้ไหมว่าต้นไม้จิตวิญญาณโดนเราขโมยไป?”


เสิ่นจ้งตอบ “เราทำเนียนขนาดนั้น ไม่น่ารู้นะ”


เริ่นซินเยว่ “ทำไมแม่รู้สึกว่ามันราบรื่นเกินไป ชอบกลนะ...”


เสิ่นจ้งครุ่นคิด “ก็จริง แต่มันผ่านไปแล้ว ช่างเถอะยังไงของก็ได้มาแล้ว เถาเถา ลูกปลูกต้นไม้เสร็จหรือยัง?”


เสิ่นเถาซีลุกพรวด “ตายจริง! ลืมเลยค่ะ ทิ้งไว้ในลานหน้าบ้านนั่นแหละ”


ทั้งสามคนรีบออกจากห้องไปเพื่อปลูกต้นไม้ แต่พอออกไปถึงก็พบว่าต้นไม้ที่ควรจะวางกองอยู่บนพื้นนั้น มันฝังรากลงดินไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังดูดซับพลังวิญญาณภายในมิติอย่างกระปรี้กระเปร่าอีกต่างหาก


“เจ้าประคุณเอ๊ย สมเป็นพืชวิญญาณจริงๆ ฝังตัวเองลงดินได้ด้วยแฮะ!” เสิ่นจ้งพึมพำ


เริ่นซินเยว่ตบไหล่เขาเบาๆ


“พูดอะไรน่ะ นี่มันคือการปลูกนะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันปลูกตัวเอง หรือว่าเป็นฝีมือของมิติกันแน่?”


พวกเขาไม่มีคำตอบให้คำถามนี้ จึงทำได้เพียงเลิกสนใจ เสิ่นเถาซีมองผลบนต้นไม้แล้วใช้นิ้วจิ้มๆ


“เหมือนยังไม่สุกเลยค่ะ แต่ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ”


“ผลยังไม่สุก แล้วพวกคนเหล่านั้นจะแย่งกันไปทำไม?” เสิ่นจ้งตั้งข้อสังเกต


ในเมื่อผลยังไม่สุก กินก็ไม่ได้ แย่งไปก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายทั้งสามก็ออกจากมิติหลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครจับตามอง แล้วเร่งรุดหน้าไปตามทางที่คนตระกูลเสิ่นมุ่งหน้าไป


ป่าหมอกจันทร์อันตรายเกินไป ในเมื่อมีเจ้าตระกูลเสิ่นอยู่ด้วย การตามกลุ่มตระกูลเสิ่นออกไปจึงปลอดภัยที่สุด โชคดีที่คนเหล่านั้นยังไปไม่ไกล เริ่นซินเยว่ดึงคนทั้งสองไว้


“แม่จำได้ว่าตอนเราสำรวจผ่านทีวี ข้างหน้ามีฝูงผึ้งอสูรระดับสองอยู่ไม่ใช่เหรอ?”


เสิ่นจ้งดูแผนที่ที่เขาจดไว้


“ดูเหมือนจะใช่!” ทั้งสามสีหน้าเปลี่ยนไป เสิ่นเถาซีถาม


“งั้นเรารีบไปช่วยกันเถอะค่ะ!”


เสิ่นจ้งดึงลูกสาวไว้


“จะบ้าเหรอ! ฝูงผึ้งอสูรระดับสอง ตัวเดียวก็เท่ากับระดับสร้างรากฐานแล้ว ลูกเพิ่งอยู่แค่ขั้นกลั่นลมปราณ จะไปทำอะไรได้?”


เสิ่นเถาซีตอบโดยไม่ลังเล “ก็ต้องไปช่วยคนสิคะ!”


เสิ่นจ้งเคาะหัวลูกสาว “จำไว้ให้ดี ตอนนี้ลูกไม่ใช่ตำรวจแล้ว ลูกเป็นแค่เด็กใหม่!”


เริ่นซินเยว่เอ่ย “ข้างหน้าคือคนตระกูลเสิ่น เราไม่ช่วยจริงๆ เหรอ?”


“เฮ้อ... ช่วย แต่ต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยง พ่อดูแล้วเสิ่นอวิ๋นเป็นคนนำทีม น่าจะมีผู้อาวุโสคอยจับตาดูอยู่ห่างๆ คงไม่เกิดเรื่องใหญ่หรอก!”


ทันใดนั้น เสิ่นเถาซีที่จู่ๆ ก็เงียบไปก็พูดขึ้น


“ท่านพ่อคะ เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่จริงๆ เจ้าค่ะ”


“หมายความว่าไง?” ทั้งสองสามีภรรยามองนางพร้อมกัน


“เถาซีเห็นว่าพวกเจ้าตระกูลกับผู้อาวุโสเมื่อกี้ แยกตัวออกไปหมดแล้วเจ้าค่ะ ไม่ใช่แค่ตระกูลเราแต่รวมถึงตระกูลอื่นด้วย พวกเขากำลังบินกลับไปทางเมืองเฟิ่งหมิง!”


“พวกเขาไม่สนคนของตัวเองแล้วเหรอ?”


“น่าจะสรุปได้ว่า ไม่สนเด็กๆ พวกนั้นแล้วค่ะ” เริ่นซินเยว่เดาใจ


“พวกเขาคงทำข้อตกลงกันไว้ว่าจะไม่ให้ผู้อาวุโสเข้าแทรกแซง เพื่อความเท่าเทียมและป้องกันการลอบกัด แล้วปล่อยให้ลูกหลานแต่ละบ้านหาทางเอาตัวรอดออกมาเอง”


“ท่านพ่อเจ้าคะ ไม่ทันการแล้ว ถึงคนตระกูลเสิ่นจะนิสัยแย่ แต่ยังไงเขาก็เป็นญาติพี่น้องของร่างนี้ เราจะเพิกเฉยไม่ได้”


เสิ่นเถาซีร้อนใจ


คนกลุ่มนั้นถึงจะมีระดับสร้างรากฐานแต่ผึ้งอสูรระดับสองมาเป็นฝูง ต่อให้เป็นระดับสร้างรากฐานก็อาจถูกรุมกินโต๊ะได้ พวกเขาสามารถไม่สนเสิ่นอวิ๋น แต่จะปล่อยให้คนอื่นในตระกูลตายไปต่อหน้าไม่ได้ เริ่นซินเยว่กล่าว


“จริงๆ เราไม่ต้องกังวลเกินไป ผึ้งอสูรปกติไม่จู่โจมคนก่อน ถ้าไม่ไปยุ่งกับมัน”


เสิ่นจ้งตัดสินใจ “งั้นพ่อจะเข้าไปเตือนพวกเขาก่อน”


ทั้งสองเห็นด้วยทว่าขณะที่กำลังจะก้าวเท้าตามไป เสิ่นจ้งที่เพิ่งเดินได้สองก้าวกลับหยุดชะงักแล้วตะโกนสุดเสียงใส่กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้า