ตอน 28

บทที่ 28 สัตว์ร้ายในส่วนลึกของจิตใจ


อาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน หลินฮ่าวจึงทำบะหมี่ผักง่ายๆ ให้ตัวเองสักชาม ไม่ใช่แค่เพราะเขายังไม่ได้กินมื้อเย็น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง

เป็นไปตามคาด ทันทีที่บะหมี่ผักทำเสร็จ แถบสถานะทักษะในระบบตรงส่วนของ 'ทักษะการทำอาหาร' ก็อัปเดตความคืบหน้าขึ้นมาทันที

[ โฮสต์: หลินฮ่าว ]

[ อายุ: 24 ]

[ การเช็คอิน: เช็คอินวันนี้แล้ว ]

[ ทักษะ: การทำอาหาร (ระดับเชี่ยวชาญ): [1/1000]

[ ภารกิจ: ไม่มี ]

[ ไอเทม: ไม่มี ]

……

ยังคงเหมือนเดิม ทุกครั้งที่หลินฮ่าวลงมือทำอาหาร ความคืบหน้าของทักษะการทำอาหารจะขยับขึ้นหนึ่งครั้ง ต้องสะสมจำนวนครั้งให้มากพอถึงจะเลื่อนระดับได้

ด้วยเหตุนี้ หากหลินฮ่าวต้องการให้ทักษะการทำอาหารเลื่อนระดับอีกครั้ง เขาจำเป็นต้องลงมือทำอาหารเพิ่มอีกถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าครั้งหนทางยังอีกยาวไกล

โชคดีที่เขามีร้านนี้อยู่ ตราบใดที่มีลูกค้าเข้าร้านทุกวัน อนาคตก็ยังคงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเรียบร้อย หลินฮ่าวก็เริ่มจัดการกับบะหมี่ชามนั้น

นี่เป็นบะหมี่ชามแรกที่เขาทำหลังจากที่ทักษะการทำอาหารเลื่อนระดับเป็นระดับเชี่ยวชาญ แม้จะใช้ห้องครัวเดิมและวัตถุดิบเดิม แต่รสชาติที่ได้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

มันอร่อยขึ้นกว่าเดิมมาก

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ระดับที่ดีที่สุดของหลินฮ่าวในตอนนี้ เพราะนอกจากฝีมือการต้มแล้ว ความอร่อยของบะหมี่ยังขึ้นอยู่กับขั้นตอนการนวดและการรีดแป้งด้วย

เส้นบะหมี่เหล่านี้เป็นของที่เตรียมไว้ก่อนหน้า หากเขาได้ลงมือนวดและรีดแป้งเอง รสสัมผัสคงจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่านี้ แต่ถึงกระนั้น รสชาติในตอนนี้ก็เหนือกว่าที่เคยทำมาแล้ว

นี่คือการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ทักษะเลื่อนระดับขึ้น ความแตกต่างระหว่างระดับชำนาญกับระดับเชี่ยวชาญนั้นห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว

หากจะให้บรรยายด้วยคำพูด ทักษะการทำอาหารของหลินฮ่าวเมื่อก่อนเปรียบเสมือนการเรียนรู้แบบผิวเผิน เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางสายอาหาร แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นเข้มข้น ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

ต่างกันเพียงระดับเดียว แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันมหาศาล

เมื่อก่อนหลินฮ่าวอาจจะไม่เข้าใจถึงความแตกต่างนี้เท่าใดนัก แต่หลังจากทักษะเลื่อนระดับ เขาก็ได้รับความทรงจำ ความเข้าใจ และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารที่แต่เดิมไม่มีอยู่เข้ามาในหัว ทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้งขึ้น

แน่นอนว่าความสามารถของหลินฮ่าวในตอนนี้ยังเทียบไม่ได้กับตอนที่ทำเสี่ยวหลงเปา

หลินฮ่าวคาดการณ์ไว้ไม่ผิด ระดับฝีมือในการทำเสี่ยวหลงเปาของเขาน่าจะสูงกว่านี้มาก หรืออาจจะเต็มระดับไปเรียบร้อยแล้ว การค้นพบนี้ทำให้เขาตระหนักว่าในช่วงเวลานี้ เสี่ยวหลงเปาจะเป็นเมนูชูโรงของร้านต่อไป

หนึ่งทุ่มตรง หลินฮ่าวปิดร้านตามเวลา หากลูกค้าน้อยหน่อยเขาก็อาจจะปิดเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่หลินฮ่าวก็มีความสุขดี หากปิดดึกไปกว่านี้อาจจะทำลายตารางชีวิตประจำวันของเขาได้

เขาออกจากร้านเวลานี้ กลับถึงบ้านใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็นวิ่งออกกำลังกายยามค่ำคืน อาบน้ำ แล้วยังมีเวลาเหลือให้เล่นเน็ตหรืออ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน

ตารางนี้ไม่ได้ตายตัว หากมีธุระอื่นเขาก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา นี่เป็นเพียงการวางแผนคร่าวๆ ของเขาเท่านั้น หลังจากกลับถึงบ้านและอาบน้ำเสร็จ หลินฮ่าวในชุดนอนก็เดินตรงไปที่คอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน

เขาเปิดหน้าเว็บหมวดอาหารของเมืองมหาวิทยาลัยแล้วกวาดสายตามอง พบว่ามีกระทู้พูดถึงเสี่ยวหลงเปาร้านเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายกระทู้ อันที่จริงตั้งแต่ช่วงเที่ยง ลูกค้าหลายคนที่ได้ลิ้มลองเสี่ยวหลงเปาก็พากันแชร์ความรู้สึกและแนะนำต่อๆ กัน

หลังจากบ่มเพาะกระแสผ่านช่วงบ่ายและค่ำมาได้ระยะหนึ่ง ก็ยิ่งมีคนพูดถึงและให้ความสนใจมากขึ้นไปอีก สำหรับสถานการณ์นี้ หลินฮ่าวรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง

เมื่อมีการโปรโมทเช่นนี้ ต่อไปเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าร้านจะไม่มีลูกค้าอีกแล้ว เป้าหมายที่จะทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นขยับเข้ามาใกล้ไปอีกก้าว

คิดแล้วก็น่าตื่นเต้นไม่เบา!

หลังจากอ่านผ่านๆ เล็กน้อย หลินฮ่าวก็ปิดคอมพิวเตอร์ แล้วหยิบหนังสือบนชั้นมานั่งอ่านอย่างเงียบสงบ หนังสือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาซื้อเอง แต่มีอยู่แล้วในบ้านหลังนี้ตอนที่ระบบมอบให้เป็นรางวัล

หนังสือในห้องมีอยู่มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแขนงเดียว ครอบคลุมหลายด้าน ช่วงสองวันที่ผ่านมาเวลาอยู่บ้าน หลินฮ่าวก็มักจะหยิบมาอ่านบ้าง

นิสัยรักการอ่านนี้เป็นสิ่งที่หลินฮ่าวฝึกฝนมาหลังจากเรียนจบและเริ่มทำงาน พูดไปก็น่าขัน สมัยเรียนเขาคลุกคลีอยู่กับหนังสือแทบทุกวัน แม้จะไม่ได้ต่อต้านแต่ก็ไม่ได้มีความสนใจอะไรมากนัก

ทว่าหลังจากออกจากโรงเรียนเข้าสู่โลกของการทำงาน หลินฮ่าวถึงได้พบว่าสิ่งที่เคยเรียนมาส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาใช้จริง ในขณะที่ทักษะจำเป็นบางอย่างเขากลับไม่มี

เพื่อที่จะปรับตัวและทำงานให้ลุล่วง หลินฮ่าวจึงต้องใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน และมีเวลาอยู่กับหนังสือมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หลังจากได้รับระบบมา นิสัยนี้ก็ยังคงอยู่กับหลินฮ่าวเพียงแต่เมื่อก่อนเขาอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับงานหรือการทำงาน แต่ตอนนี้ไม่มีข้อจำกัดนั้นแล้ว หลินฮ่าวรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง

ความยิ่งใหญ่ของคนคนหนึ่งไม่ได้มาจากทรัพย์สินและความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจและโลกทางปัญญาของเขาด้วย

การปรากฏขึ้นของระบบทำให้สิ่งที่เคยเอื้อมไม่ถึงกลับได้มาอย่างง่ายดาย ทรัพย์สินที่ได้มานี้มาง่ายจนเกินไป หากคุณธรรมภายในของเขาไล่ตามไม่ทัน ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

อันที่จริงหลินฮ่าวก็กังวลว่า หากวันหนึ่งระบบหายไป สิ่งที่เคยได้มาทั้งหมดกลายเป็นเพียงความฝัน จนเขากลายเป็นคนไร้ทุกสิ่ง

สิ่งที่หลินฮ่าวทำในช่วงนี้ ทั้งการฝึกนิสัยวินัยในตัวเอง การวิ่งออกกำลังกายยามค่ำคืน หรือการเพิ่มพูนจิตใจผ่านการอ่านหนังสือ... ล้วนทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ระบบไม่ได้มอบให้เขาโดยตรง

สาเหตุที่เขาคิดเช่นนี้ เพราะหลินฮ่าวเคยเห็นตัวอย่างในชีวิตจริงมาแล้ว ตัวอย่างเช่น... คนที่ถูกลอตเตอรี่ก้อนโตและร่ำรวยในชั่วข้ามคืน นี่ควรเป็นเรื่องดีที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนหนึ่งคนหรืออนาคตของทั้งครอบครัวได้ แต่ไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทางที่ดี

เมื่อร่ำรวยขึ้นกะทันหัน หลายคนกลับตั้งสติไม่ได้ เพราะเงินทองได้มาง่ายเกินไปจนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย กลายเป็นนักพนัน จนสุดท้ายหมดเนื้อหมดตัว ชีวิตเดิมๆ ที่เคยมีก็ไม่ย้อนกลับมาอีก

ยังมีตัวอย่างทำนองนี้อีกมากมาย

สถานการณ์ของหลินฮ่าวในตอนนี้ แม้จะต่างจากการถูกลอตเตอรี่ไปบ้าง แต่แก่นแท้ก็ไม่มีอะไรต่างกันเลย เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาจะได้รับในอนาคตนั้น ยิ่งใหญ่กว่าปัจจุบันนี้มากนัก

สำหรับหลินฮ่าวแล้ว การมีอยู่ของระบบเปรียบเสมือนโชคชะตาที่ฟ้าประทานมาให้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เปรียบเสมือนการขัง 'สัตว์ร้าย' ไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ที่พร้อมจะหันมาแว้งกัดเจ้าของได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น

หลินฮ่าวจึงต้องรักษาความตื่นตัวของสมองเอาไว้ตลอดเวลา

มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะขังสัตว์ร้ายในใจไว้ในกรงขังไปตลอดกาล หรือแม้กระทั่งทำให้มันเลือนหายไป...