ตอน 29

บทที่ 29 : เสน่ห์อันน่าปวดหัวที่ไม่อาจหลบเร้น


“เช็คอิน!”


[ ยินดีด้วย โฮสต์ทำการเช็คอินสำเร็จ! ได้รับรางวัลทักษะ : ขับเฟอร์รารีด้วยมือเดียวทักษะจะทำงานอัตโนมัติเมื่อขึ้นรถพร้อมเอฟเฟกต์ ‘จดจ่อเต็มร้อย’ และ ‘หล่อเหลากระชากใจ’ ค่าเสน่ห์ +10 ]


[ หมายเหตุ : ทักษะนี้จะแสดงผลได้ดีที่สุดเมื่อใช้คู่กับรถเฟอร์รารี หากใช้กับรถรุ่นอื่น ประสิทธิภาพจะลดลงครึ่งหนึ่ง ]


อะไรนะ?


หลินฮ่าวที่เพิ่งตื่นนอนตอนเช้าและทำการเช็คอินตามกิจวัตรประจำวัน ถึงกับอึ้งไปทันทีเมื่อเห็นรางวัลที่ระบบมอบให้ ขับเฟอร์รารีด้วยมือเดียว?


ทักษะนี้เนี่ยนะ...แถมยังบวกค่าเสน่ห์อีกสิบแต้ม?


หลินฮ่าวแทบจะกระอักเลือดออกมาถ้าเขามีเฟอร์รารี ค่าเสน่ห์มันจะเพิ่มแค่สิบแต้มรึไง? สิ่งที่เขาขาดอยู่น่ะไม่ใช่เสน่ห์สักหน่อยแต่เป็นรถเฟอร์รารีต่างหากเล่า!


ให้รางวัลอะไรแบบนี้มาได้แทนที่จะให้รถซูเปอร์คาร์เฟอร์รารีสุดเท่สักคันมาเลยไม่ดีกว่าหรือไง? นี่เป็นครั้งแรกที่หลินฮ่าวรู้สึกว่าระบบนี้ช่างพึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย


แล้วนี่ยังมีเอฟเฟกต์ ‘จดจ่อเต็มร้อย’ กับ ‘หล่อเหลากระชากใจ’ อีก... ไม่รู้ว่าเวลาใช้ทักษะมันจะมีเสียง ‘ตึ้ง!’ แล้วใส่เอฟเฟกต์ออร่าวิบวับออกมาด้วยหรือเปล่า


หลินฮ่าวพึมพำบ่นกับตัวเองสองสามคำก่อนจะเลิกสนใจเพราะไม่รู้ว่าระบบจะให้ทักษะที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แบบนี้มาทำไม ที่สำคัญคือตอนนี้เขายังไม่มีรถเลยสักคัน


เรื่องซื้อรถน่ะเหรอ? ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาหลินฮ่าวก็เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแต่เงินที่เขาสามารถนำมาใช้ได้นั้นมีจำกัด ถ้าซื้อรถทั่วไปก็คงหมดตัวพอดี ในระหว่างที่ยังไม่มีแหล่งรายได้ใหม่เข้ามา หลินฮ่าวก็ไม่อยากจะผลาญเงินที่มีอยู่อย่างรวดเร็วขนาดนั้น


แค่จะซื้อรถธรรมดายังตัดสินใจไม่ได้เลยนับประสาอะไรกับเฟอร์รารีล่ะ!


เว้นเสียแต่ว่าเขาจะขายบ้านที่เขตหานหลินฝู่ตี่สักหลังแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ เพราะบ้านสองหลัง หลังหนึ่งเขาก็ต้องอยู่เอง ส่วนอีกหลังก็ปล่อยเช่าไปแล้ว แถมเก็บค่าเช่าปีแรกไปเรียบร้อยแล้วด้วย


[ โฮสต์: หลินฮ่าว ]


อายุ: 24


การเช็คอิน: เช็คอินวันนี้เรียบร้อยแล้ว


ทักษะ:


ทำอาหาร (ระดับเชี่ยวชาญ): [7/1000]


ขับเฟอร์รารีด้วยมือเดียว


[ ภารกิจ: ไม่มี ]


หลังจากตรวจสอบข้อมูลที่อัปเดตของระบบ หลินฮ่าวก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจก่อนจะปิดหน้าต่างโฮโลแกรมลง


เช้านี้เขายังคงทำอาหารทานเองเหมือนเคย หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ หลินฮ่าวก็ออกจากบ้านด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า เขาตรงไปยังตลาดสดใกล้เคียงในย่านมหาวิทยาลัยทันที เพราะวันนี้เขายังไม่ได้ซื้อวัตถุดิบเลย


ตลาดสดแถวนั้นมีอยู่หลายแห่งทั้งใกล้และไกล ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป เมื่อก่อนตอนที่เขาย้ายมาใหม่ๆ ยังไม่ค่อยชำนาญเส้นทาง ทำให้เสียเวลาและเปลืองแรงไปกับการเดินเลือกซื้อของอยู่บ่อยครั้งแต่โชคดีที่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาได้ศึกษาพื้นที่จนเข้าใจดีแล้ว จึงไม่ต้องเดินวนไปวนมาเหมือนคนหลงทางอีก


การทำเสี่ยวหลงเปานั้นต้องใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิด หลินฮ่าวไม่ได้วางแผนจะซื้อทุกอย่างจากตลาดแห่งเดียว เพราะคุณภาพของวัตถุดิบในแต่ละที่ย่อมมีความแตกต่างกัน รสชาติของเสี่ยวหลงเปานอกจากจะขึ้นอยู่กับฝีมือของเขาแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดก็คือวัตถุดิบ


ดังนั้นในเรื่องการคัดสรร เขาจึงพิถีพิถันเป็นพิเศษโดยไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว


ในฐานะเจ้าของร้านที่มีความรับผิดชอบและต้องการความสมบูรณ์แบบ หลินฮ่าวตั้งใจจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ใช่อะไรก็ได้ที่หยิบฉวยมา


เขาตัดสินใจไปที่ตลาดที่ไกลที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นั่นเรียกได้ว่าเป็น ‘ตลาดนัดย่อมๆ’ มากกว่าตลาดสดขนาดใหญ่ ของมันไม่มากนักและเปิดเฉพาะช่วงเช้า บ่ายๆ ก็จะเงียบเหงา เพราะคนที่มาขายส่วนใหญ่เป็นชาวสวนรายย่อยจากแถบชานเมืองหรือหมู่บ้านใกล้เคียง


หลินฮ่าวได้ยินสถานที่นี้มาจากคุณปู่ที่ชอบมานั่งเล่นหมากรุกแถวร้าน จึงถือโอกาสมาลองดูเป็นครั้งแรก และก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ วัตถุดิบที่นี่สดกว่าตลาดแห่งอื่นมาก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผักปลอดสารพิษ


แน่นอนว่าราคาต้องสูงกว่าที่อื่น แต่ผู้คนที่มาซื้อก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย เพราะคนยุคนี้ต่างก็รักสุขภาพและชื่นชอบผักออร์แกนิก แม้ราคาจะแพงกว่าสักหน่อยแต่พวกเขาก็ยินดีจ่าย และเพราะทำกำไรได้ดีขึ้น ชาวสวนเหล่านี้จึงยอมเดินทางไกลเพื่อนำผลผลิตมาขายที่นี่


โชคดีที่หลินฮ่าวมาถึงค่อนข้างเช้า ตลาดจึงยังคึกคักอยู่มาก


“พี่สาวครับ พริกพวกนี้ขายยังไงครับ?”


ในขณะที่กำลังเดินหาวัตถุดิบอยู่นั้น หลินฮ่าวก็หยุดชะงักลงที่แผงขายผักแผงหนึ่ง แม่ค้าเป็นหญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี เมื่อได้ยินคำเรียกของเขา เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


“พ่อหนุ่ม... เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”


“พี่สาวไงครับ!” หลินฮ่าวตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ


“ปากหวานจริงๆ พ่อหนุ่ม อายุอานามฉันน่าจะเป็นแม่เธอได้แล้วนะนั่น”


ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ใบหน้าของแม่ค้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่การถูกเรียกด้วยคำว่า ‘พี่สาว’ ทำให้เธอรู้สึกอ่อนเยาว์ลง และที่สำคัญคือคนพูดเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการ มันช่วยสนองความพึงพอใจลึกๆ ในใจของเธอได้เป็นอย่างดี


หลินฮ่าวไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน แม้อายุฝ่ายหญิงจะมากจริงๆ แต่การพูดจาเอาใจไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร สำหรับเขา การเรียก ‘คุณน้า’ กับ ‘พี่สาว’ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ในเมื่อเป็นแบบนั้น ทำไมไม่เลือกทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้นล่ะ?


“เรื่องพริก...”


แม่ค้ามองเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตร แต่หลินฮ่าวไม่มีเวลามานั่งพูดคุยสัพเพเหระ เพราะเขายังต้องไปซื้อวัตถุดิบอย่างอื่นต่อ หากช้าไปเดี๋ยวจะกลับไปทำเสี่ยวหลงเปาไม่ทัน


“กิโลละสิบหยวน”


ราคาแพงกว่าที่อื่นเกือบเท่าตัว หลังบอกราคา แม่ค้าก็รีบเสริมขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด


“พริกปลูกเองกับมือเลยนะ ปลอดสารพิษ สดใหม่ รสชาติดีแน่นอน”


หลินฮ่าวพยักหน้าโดยไม่ได้ต่อรองราคา เพราะรู้อยู่แล้วว่าของที่นี่มีราคามาตรฐานสูงกว่าที่อื่น แถมเมื่อพิจารณาดูแล้ว คุณภาพของพริกแดงพวกนี้ก็เยี่ยมยอดจริงๆ


“ผมขอชิมหน่อยได้ไหมครับ?”


“ได้สิ”


อาจเพราะหลินฮ่าวมีท่าทีสุภาพ แม่ค้าจึงไม่ปฏิเสธ เขาหยิบพริกเม็ดเล็กขึ้นมาชิมดู รสชาติถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว หลินฮ่าวจึงตัดสินใจซื้อกลับไปทำซอสพริกที่ร้าน


“ทั้งหมดสามสิบเอ็ดหยวนหกเหมาจ้ะ”


หลังจากชั่งน้ำหนักเสร็จ ในขณะที่หลินฮ่าวเตรียมสแกนจ่ายเงิน แม่ค้าก็ยิ้มแล้วบอกว่า


“งั้นปัดเศษออกให้ เหลือสามสิบถ้วนก็พอ”


นี่เขาปัดเศษแบบนี้เลยงั้นหรือ? หลินฮ่าวถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเจอความใจป้ำของแม่ค้า


“ขอบคุณครับพี่สาว”


เมื่อเห็นถึงความหวังดีของอีกฝ่าย หลินฮ่าวจึงไม่ได้ปฏิเสธและโอนเงินไปสามสิบหยวนตามที่เธอบอก


“เอ้อ... เอาต้นหอมไปหน่อยไหม?”


ตอนที่หลินฮ่าวถือถุงพริกเตรียมจะเดินจากไป เขาก็ถูกเรียกไว้


“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับพี่สาว”


แม้ต้นหอมของเธอจะสดน่ากิน แต่ที่สวนของเขายังมีเหลืออยู่พอสมควรจึงยังไม่จำเป็น


“อย่าเกรงใจพี่เลยน่า พี่แถมให้กำหนึ่ง ไม่คิดเงินหรอก...”


พูดจบโดยไม่รอให้หลินฮ่าวตอบรับ เธอก็หยิบต้นหอมสดหนึ่งกำยัดใส่ลงไปในถุงพริกของเขา หลินฮ่าวได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นรอยยิ้มและน้ำใจที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของแม่ค้า


เสน่ห์อันน่าปวดหัวที่ไม่อาจหลบเร้นนี้... ช่างเหลือเกินจริงๆ