ตอน 5

บทที่ 5 : ตระกูลหลิว...สิ้นชื่อแล้ว


เจียงอินลดสายตาลงมองหลิวต้าซู่ชายผู้นี้ในยามนี้ราวกับยอมรับชะตากรรมของตนเองแล้ว หรือไม่ก็อาจรู้ว่าตนคงหนีความตายไม่พ้น เขาจึงทิ้งตัวลงกองกับพื้นเหมือนก้อนเนื้อไร้ค่า แววตาว่างเปล่าดั่งคนตายไปแล้ว


ชายที่ดูภายนอกแสนซื่อและเงียบขรึมผู้นี้ แท้จริงแล้วกลับมีวิธีการทรมานคนอย่างวิปริตผิดมนุษย์ เจียงอินสัมผัสได้ถึงอาการสั่นสะท้านที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายนี้


หลิวต้าซู่เคยเป็นเด็กฝึกงานช่างไม้ ทุกครั้งที่ทำงานผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจารย์ก็จะลงมือทุบตีเขาอย่างหนัก นานวันเข้าจิตใจของเขาก็เริ่มบิดเบี้ยว จากเดิมที่เคยทารุณสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างนกหรือปลา ต่อมาก็เริ่มเป็นแมวจร สุนัขจร กระต่ายป่า...


จนกระทั่งความหฤโหดเหล่านั้นเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ เขาจึงเริ่มหันเขี้ยวเล็บมาที่ 'หลิวต้าหยา'


คมมีดที่กรีดลงบนผิวหนัง... เล็บที่ถูกถอดออกทีละชิ้น... การกดหัวของนางลงในน้ำจนเกือบขาดใจตาย... การฝังร่างของนางลงในดินเพียงเพื่อรอดูอาการดิ้นรนด้วยความหวาดกลัว...


ความทรงจำอันเจ็บปวดและสิ้นหวังเหล่านั้นถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทีละน้อย หางตาของเจียงอินเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ


"ให้ตายสิ! ไอพวกสัตว์นรกนี่ มันไม่ใช่คนจริงๆ" นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคับแค้นใจแทนร่างนี้ในชาติก่อน


หลิวต้าถูกเฆี่ยนจนสลบไปแล้ว แต่คนขับรถม้าก็ยังราดน้ำปลุกเขาขึ้นมาแล้วลงแส้ต่อ จนกระทั่งครบหนึ่งพันแส้ ร่างกายเขาก็แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม เลือดเนื้อแตกละเอียดจนลมหายใจรวยรินใกล้ขาดใจตาย


คนขับรถม้าโยนหลิวต้าทิ้งไปข้างๆ ก่อนจะลากตัวนางหลิวแซ่จางขึ้นไปแทนที่ ด้านล่างฝ่าเท้าของนาง กองไฟถูกจุดขึ้นเผาผลาญทั้งฝ่าเท้า ข้อเท้า และหน้าแข้ง...


ความโกรธแค้นนี้ยังระบายออกไม่หมด จิตใจที่ไม่ปลอดโปร่งมักมีอารมณ์กดทับอยู่ภายในจนไม่อาจสลายไปได้ เจียงอินสะบัดมือเบาๆ ร่างของหลิวต้าซู่ก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากลอยขึ้นกลางอากาศ


สายลมพัดผ่านเบาๆ ส่งความเย็นเยียบไปตามแขนของเขา ก่อนที่ความเจ็บปวดแปลบจะแล่นริ้วขึ้นมา เมื่อเขาก้มมองดู ก็พบว่าเนื้อบนแขนถูกเฉือนออกไปชิ้นหนึ่งเสียแล้ว


"อ๊ากกก!!!"


"หลิวต้าหยา! นังแพศยา ทำไมแกไม่ไปตายซะ! ทำไมแกไม่ตายไปซะที อ๊ากกก..."


หลิวต้าซู่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยความเจ็บปวด นึกแค้นใจที่ตอนนั้นไม่ได้ลงมือฆ่านางให้ตายคามือ


"งั้นข้าขอประทาน... 'เฉือนร่างพันชิ้น' ให้เจ้าก็แล้วกัน"


โลหิตสีแดงฉานย้อมพื้นดินจนชุ่ม ร่างของหลิวต้าที่ตายไปแล้วกำลังถูกฝูงสุนัขป่ารุมทึ้ง ส่วนนางหลิวแซ่จางในยามนี้ก็ดูไม่ต่างจากไก่อบ ร่างกายถูกย่างจนสุกเหลือง ผิวหนังปริ่มไปด้วยน้ำมันน่ารับประทาน...


เจียงอินเผลอคิดไปไกลถึงตอนทาด้วยน้ำผึ้งและโรยผงยี่หร่า... อา... พลาดไปหน่อย


หลิวต้าซู่เหลือเพียงโครงกระดูกที่เกือบเปลือยเปล่า หัวใจของเขาถูกเจียงอินใช้พลังวิญญาณคุ้มครองเอาไว้ชั่วคราวเพื่อให้มันยังคงเต้นต่อไป เจียงอินมองผลงานของตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


ก่อนจะถอนพลังวิญญาณนั้นออก ร่างของหลิวต้าซู่จึงร่วงลงสู่พื้น อวัยวะภายในร่วงหล่นกระจายทั่วทิศและสิ้นใจลงในที่สุด


เพียงเวลาหนึ่งชั่วยาม สมาชิกตระกูลหลิวแปดคน เหลือเพียงหลิวเอ้อร์เหอที่ยังรอดชีวิต แต่เมื่อเขาต้องเห็นคนในครอบครัวถูกทรมานจนตายต่อหน้าต่อตา เขาก็เสียสติจนอุจจาระราดกางเกง นั่งหัวเราะร่าเล่นกองอุจจาระของตัวเองบนพื้น


เจียงอินก้มมองเขาพลางหยิบขวดยาพิษออกมา แล้วเทลงบนดินก่อนจะปั้นเป็นก้อนกลมๆ สีเขียวเหมือนอุจจาระ


"เด็กน้อย พี่สาวให้ขนมนะ"


การเคลื่อนไหวของหลิวเอ้อร์เหอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มจนน้ำลายไหลยืด พลางตบมือชอบใจ


"กินหนม กินหนม..."


เขารีบคว้าก้อนกลมสีเขียวแปลกตานั้นเข้าปากแล้วกลืนลงคอทันที จนลำคอแทบจะยืดออกมาสองลี้


"ฮี่ๆ ขนมอร่อยจัง เอาอีก เอาอีก..."


คำพูดยังไม่ทันขาดคำ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความเจ็บปวดมหาศาลจากช่องท้องทำให้สีหน้าบิดเบี้ยวจนแทบระเบิด


"มี... มีพิษ!"


หลิวเอ้อร์เหอตาเหลือก อยากจะด่าทอแต่ก็เจ็บจนพูดไม่ออก ทำไมถึงไม่เล่นตามกติกา?


เจียงอินยิ้มหวาน "ก็แหงสิ เจ้าโง่เอ๊ย" ศัตรูที่กลายเป็นคนโง่แล้ว จำเป็นต้องปล่อยไปหรืออย่างไร?


หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม หลิวเอ้อร์เหอก็สิ้นใจตายด้วยอาการลำไส้ขาดสะบั้นตระกูลหลิว... สิ้นชื่อแล้ว! รู้สึกดีจังเลยนะ อ้อ เกือบลืมไป ยังเหลืออีกคน... น้องสาวชิงชิงสินะ


เจียงอินดีดลูกไฟเล็กๆ ออกไป เผาร่างของพวกคนตระกูลหลิวจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ศิษย์หลานของนางเคยกล่าวไว้อย่าง 'เปี่ยมคุณธรรม' ว่านี่เรียกว่า 'ฌาปนกิจ' เป็นการทำความดี


ในบ้านเกิดของเธอทุกคนล้วนฝังศพด้วยวิธีนี้ การทำลายหลักฐานมีแต่คนเลวเท่านั้นที่ทำ นางในฐานะศิษย์สำนักฝ่ายธรรมะอันสูงส่ง จะเป็นคนเลวได้อย่างไรกัน?


ภายในรถม้าถูกวางค่ายกลมิติเอาไว้ ภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โต ทว่าพื้นที่ภายในกลับกว้างขวางเหลือคณา เจียงอินสั่งให้คนขับรถม้าออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองผิงโจวก่อนจะนั่งลงบนตั่งเพื่อบำเพ็ญเพียร


'พี่หง' ที่กล่าวถึงในจดหมายต้องการให้คนตระกูลหลิวไปที่ผิงโจว ผลลัพธ์คงมีเพียงสองทาง หนึ่งคือคุมตัวไว้อย่างแน่นหนา สองคือต้องการให้พวกเขาตาย เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้ดีที่สุด ซึ่งหลิวชิงชิงก็ถูกพาตัวไปที่ผิงโจวเช่นกัน


รถม้าเคลื่อนตัวไม่เร็วมาก ยิ่งใกล้เข้าเขตผิงโจว ผู้ลี้ภัยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หากไม่มีสิทธิ์เข้าเมือง ทางการผิงโจวไม่มีทางปล่อยให้ชาวบ้านเหล่านี้เข้าไปได้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีบ้านหรือมีญาติพี่น้องอยู่ในเมืองรอรับ


ผิงโจวอยู่ใกล้กับอันโจวมากที่สุดและยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหนักที่สุด พวกเขาไม่มีศักยภาพพอที่จะรองรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้เลย


ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด หลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความมืดก็เข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว เจียงอินไม่รีบร้อนให้คนขับรถม้าเดินทางต่อ เพราะเศษชิ้นส่วนที่ถูกผนึกไว้ในพื้นที่มิติในห้วงจิตของนาง กำลังก่อกบฏไม่หยุดหย่อน เต้นเร่าๆ เหมือนประทัด


นางต้องหาทางกำราบมันก่อน ไม่อย่างนั้นคงยุ่งแน่


หลังจากจอดรถ เจียงอินเลือกพื้นที่โล่งที่ผู้คนเบาบางแล้ววางค่ายกลเรือนพักพิงส่วนตัวลงไป รถม้าถูกผูกไว้ในลานบ้าน คนขับรถม้าขนฟางและผลไม้มากองใหญ่เพื่อป้อนม้า


เจียงอินไม่ได้เปิดค่ายกลพรางตัวของเรือนพักพิง นางหยิบไก่เก้าวิญญาณที่ยังมีชีวิตออกมาจากมิติ ก่อนจะใช้วิชาดีดนิ้วเพียงชั่วพริบตา ไก่ตัวนั้นก็ถูกจัดการจนสะอาดสะอ้าน


ถ่านทองคำชั้นเลิศถูกนำมาวางกองรวมกัน เจียงอินหมุนไม้เสียบไก่ย่างอย่างตั้งใจ แม้ไก่เก้าวิญญาณตัวนี้จะยังนับว่าเป็นสัตว์วิญญาณระดับต่ำไม่ได้ แต่ด้วยรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยม จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ฝึกตน


เจียงอินค้นหาผงหมักย่างสูตรลับที่ศิษย์หลานของนางจัดเตรียมไว้ให้ ทาด้วยน้ำผึ้งจนหนังกรอบ แล้วโรยผงปรุงรสลงไปทีละนิด... ไม่นานนัก กลิ่นหอมฟุ้งอันเย้ายวนก็กระจายไปทั่ว


หอมมาก~


เจียงอินฉีกน่องไก่แล้วกัดคำใหญ่ กรอบนอกนุ่มใน น้ำหวานของเนื้อพุ่งทะลักออกมาในปาก ต่อมรับรสได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ อร่อย!


ก็แค่ต่างจากฝีมือศิษย์หลานอยู่นิดหน่อยเท่านั้นเอง คิดถึงศิษย์หลานจังนะ วันแรกที่ไม่ได้เจอ


ย่างไก่กินได้เพียงครึ่งเดียว รอบๆ ลานบ้านก็เต็มไปด้วยฝูงผู้ลี้ภัย ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน หรือว่ารู้สึกแปลกประหลาดที่จู่ๆ ก็มีเรือนพักหลังใหญ่ปรากฏขึ้นกลางทุ่งร้างยามดึกแบบนี้


ใครจะไปรู้ว่าข้างในนั้นเป็นคนหรือผี? เซียนเหรอ? เป็นไปไม่ได้! จะมีเซียนที่ไหนโผล่มากลางดึก แถมในนั้นอาจจะกำลังย่างเด็กกินก็ได้ เคยได้ยินมาว่าพวกปีศาจชอบกินเด็กที่สุดเลย


ไม่มีใครกล้าขยับตัว ทุกคนจ้องเขม็งไปที่ลานบ้าน สูดกลิ่นหอมแรงๆ จนแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง


"แม่ครับ ปีศาจข้างในนั้นกำลังย่างเด็กกินอยู่หรือเปล่าครับ? หอมจังเลย"


"พ่อครับ พ่อบอกว่าผมเป็นพี่ใหญ่ เป็นลูกผู้ชาย ต้องปกป้องน้องๆ พ่อเอาผมไปย่างแทนเถอะครับ แบ่งให้ผมกินสักคำก็พอ ผมยังไม่เคยกินเนื้อย่างเลย... ฮือ..."


คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้หญิงสาวข้างๆ ถึงกับน้ำตาคลอ นางรีบปิดปากลูกชายพลางดึงเขากลับไปด้านหลัง ปีศาจอะไรนั่นยังไม่ทันโผล่มา แต่แววตาสีเขียววาวโรจน์รอบตัวกลับจ้องมองพวกเขาด้วยความกระหาย


"เจ้าเด็กน้อย มานี่สิ"


ประตูเรือนเปิดออก ร่างงามสง่าร่างหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู หญิงสาวคนนั้นมองตามเสียง ขาสองข้างพลันอ่อนแรงลงทันที


"คุณพระช่วย! สวยขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ปีศาจจะเป็นอะไรไปได้!"


"แม่ครับ พี่สาวปีศาจเรียกผมไปหา"


เด็กน้อยตัวผอมแห้งดวงตาเป็นประกาย กำลังตื่นเต้นที่จะวิ่งเข้าไปหา ทว่ากลับถูกแม่ฟาดลงบนหัวหนึ่งฉาด


"ไอ้ลูกโง่ หุบปากแกเดี๋ยวนี้เลยนะ!"


รู้งี้ตอนนั้นนางน่าจะคลอดออกมาเป็นไก่อบเสียยังดีกว่า!