ตอน 34
บทที่ 34 : ที่พักยุวปัญญาชนห้ามวุ่นวายอีกต่อไป
ณ ที่พักยุวปัญญาชน หลังจากหัวหน้าทีมจากไป หวังกุ้ยฟางก็ชูเงินไม่กี่เหมาที่ได้มาขึ้นอย่างผู้ชนะ พร้อมกับกล่าวเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“บางคนคิดว่าถ้าไม่ยอมรับแล้วฉันจะเอาเงินชดเชยมาไม่ได้งั้นเหรอ? ยัยโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดแต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่าโง่แค่ไหน หึ!”
พูดจบ เธอก็ทำเลียนแบบท่าทางเหยียดหยามที่หลินอีเคยใช้กับเธอก่อนหน้านี้ ก่อนจะเชิดหน้าและพ่นลมหายใจใส่ด้วยความสะใจแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
หลินอีโกรธจนตัวสั่นเทาให้กับท่าทางที่ได้ใจของอีกฝ่าย ‘นังตัวดี ได้ทีแล้วยังจะทำปากเก่งอีกนะ!’ เธออยากจะสวนกลับไปสักประโยค แต่ซูเจี้ยนกั๋วกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พอได้แล้ว! นี่ก็สามทุ่มกว่าแล้ว ต่างคนต่างไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีก!”
ที่พักยุวปัญญาชนห้ามวุ่นวายอีกต่อไป... ทุกคนต่างเข้าใจความหมายในคำพูดของซูเจี้ยนกั๋ว แม้แต่หลินอีก็รู้ดีว่าหากขืนอาละวาดต่อไป ภาพลักษณ์ของเธอคงพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
เธอกระทืบเท้าอย่างขัดใจเตรียมจะกลับห้อง ทว่าซูเจี้ยนกั๋วกลับเรียกไว้เสียก่อน
“สหายหลิน เธอช่วยจ้าวหลานหลานเก็บกวาดพื้นให้สะอาดก่อนแล้วค่อยเข้าห้องนะ!”
ซูเจี้ยนกั๋วเองก็กลัวว่าหากปล่อยให้หลินอีกับหวังกุ้ยฟางเข้าไปในห้องกันสองคน จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกจึงรีบเรียกไว้ก่อน หลินอีนั้นเกลียดงานสกปรกพวกนี้ที่สุด เธอจึงไม่อยากจะเสแสร้งทำเป็นคนดีอีกต่อไปแล้วตอบกลับไปว่า
“ทำไมต้องให้ฉันทำ? ฉันเหนื่อยแล้ว อยากกลับไปพักผ่อน”
หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงยังพอมีแก่ใจจะเสแสร้งบ้าง แต่วันนี้ทั้งร่างกายที่มอมแมมและใบหน้าที่ยังแสบร้อนจากการโดนตบ ทำให้เธอไม่มีอารมณ์จะเล่นละครแล้ว
ซูเจี้ยนกั๋วเองก็เผลอพูดออกไปเพราะความร้อนใจ พอเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของเธอก็ไม่ได้บังคับอะไรต่อ แต่เขาก็ยังอดเตือนไม่ได้
“สหายหลิน อย่าไปถือสาหาความกับเธอเลย หัวหน้าทีมกำชับไว้แล้วว่าถ้ามีการทะเลาะวิวาทกันอีก จะต้องถูกส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์มแรงงาน อย่าทำให้ตัวเองมีมลทินเลย”
เขาพูดด้วยความหวังดี แต่หลินอีกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ‘ทำไมตอนหวังกุ้ยฟางเดินเข้าห้องไปไม่เห็นจะพูดอะไรบ้าง ทำไมต้องมาจ้องจับผิดแต่กับฉัน? เมื่อกี้หวังกุ้ยฟางเป็นคนเริ่มลงมือก่อนชัดๆ ทำไมไม่ไปว่ายัยนั่นล่ะ?’
ในใจเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ พอเหลือบไปมองใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านของซูเจี้ยนกั๋ว ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้เขาก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
เธอไม่สนใจคำพูดของซูเจี้ยนกั๋ว เดินจ้ำอ้าวเข้าห้องไปทันที ส่วนหวังกุ้ยฟางที่เห็นเธอเดินเข้ามาก็ได้แต่ฮึดฮัดในลำคอแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อครู่ตอนที่ซูเจี้ยนกั๋วพูดอยู่ข้างนอกเธอก็ได้ยินหมดแล้ว เมื่อนึกถึงคำเตือนของหัวหน้าทีมก่อนจะจากไป เธอเองก็ไม่กล้าก่อเรื่องอีก เพราะกลัวว่าถ้าทำต่อไปแล้วระงับอารมณ์ไม่อยู่จนเผลอลงไม้ลงมืออีก ตัวเธอเองนั่นแหละที่จะต้องไปใช้แรงงานที่ฟาร์ม
ทางด้านลานบ้าน ซูเจี้ยนกั๋วถูกเพิกเฉยก็ได้แต่ส่ายหัวถอนหายใจเงียบๆ เมื่อเห็นจ้าวหลานหลานหยิบไม้กวาดขึ้นมาทำความสะอาดร่องรอยความวุ่นวายบนพื้น เขาก็รีบเข้าไปบอกให้เธอรีบกลับเข้าห้องไปเสีย
เขากลัวว่าหากสองคนนั้นอยู่ด้วยกันในห้องเพียงลำพัง เรื่องราวจะบานปลายอีก จ้าวหลานหลานเชื่อฟังเป็นอย่างดี เธอวางไม้กวาดแล้วกลับเข้าห้องพักสหายหญิงไป
ดูเหมือนทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความสงบแล้ว ซุนฮ่าวอวี่เห็นซูเจี้ยนกั๋วกำลังจะกวาดลานบ้าน จึงนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้แล้วเดินเข้าไปหา
“หัวหน้า ผมจัดการเองครับ พวกคุณกลับไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ไปสายจะถูกหักแต้มงานเอาได้ ผมมีธุระต้องเข้าตัวเมืองพรุ่งนี้และขอลาไว้เรียบร้อยแล้ว นอนดึกหน่อยก็ไม่เป็นไรครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเจี้ยนกั๋วก็ไม่ได้ยืนกรานต่อ เขาส่งไม้กวาดให้ซุนฮ่าวอวี่แล้วเรียกคนอื่นๆ เข้าห้องไปนอน
แน่นอนว่าซุนฮ่าวอวี่ไม่ได้หวังดีจะช่วยทำความสะอาดหรอก เขาแค่กลัวว่าถ้าคนพวกนี้ยังไม่นอนจนถึงห้าทุ่ม เขาจะออกไปนัดพบกับหลินอีไม่ได้ ส่วนที่ว่าขอลาไว้นั้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมพอดีที่จะใช้เป็นข้ออ้างให้คนอื่นรีบเข้านอน
ขณะกำลังกวาดพื้นอยู่ เขาเห็นหลินอีเดินออกจากห้องไปตักน้ำร้อนที่โรงครัว เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีคน จึงแอบย่องเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลัง การกระทำนี้ทำให้หลินอีตกใจจนอ้าปากจะกรีดร้อง แต่เขาก็ใช้มือปิดปากเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว
“อย่าร้อง ถ้ามีคนเห็นขึ้นมา ต่อให้เธออยากปฏิเสธว่าไม่ได้คบกับฉันก็สายไปแล้วนะ”
เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของซุนฮ่าวอวี่ หลินอีก็รู้สึกขยะแขยงจนแทบอาเจียน แต่ก็ยังคงพยักหน้าตอบรับ เธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอกำลังคบกับ ‘คางคก’ ที่น่ารังเกียจอย่างซุนฮ่าวอวี่! มันน่าอายเกินไป!
เมื่อเห็นว่าเธอยอมรับแล้ว ซุนฮ่าวอวี่จึงปล่อยมือที่ปิดปากออก แล้วซุกหน้าลงที่ซอกคอของเธอพร้อมกับสูดกลิ่นหอมลึกๆ การกระทำที่อุกอาจทำให้หลินอีตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน
“ซุนฮ่าวอวี่ นายจะทำอะไรน่ะ ถอยไปนะ!” เธอกดเสียงต่ำด้วยความหวาดกลัว จนน้ำเสียงสั่นเครือ
ซุนฮ่าวอวี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มดูเจ้าเล่ห์และหื่นกระหาย
“ฉันแค่อยากจะมาถามว่า เธอจำเวลากับสถานที่ที่เรานัดกันได้ใช่ไหม?”
หลินอีอยากจะกลอกตาใส่ แต่เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นสภาพที่ก้ำกึ่งแบบนี้ เธอจึงกัดฟันพูดเสียงแผ่ว
“ฉันจำได้แล้ว ปล่อยมือได้หรือยัง?”
เธอไม่กล้าขัดขืนเพราะกลัวจะเกิดเสียงจนเรียกคนอื่นมาพบ เธอไม่อยากให้ใครเห็นฉากนี้เป็นอันขาด ซุนฮ่าวอวี่เองก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรไปมากกว่านี้ที่นี่ ในเมื่อเธอยืนยันว่าจำได้ก็ถือว่าใช้ได้
เขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะหึในขณะที่หลินอียังคงตัวสั่นเทาด้วยความกลัว แล้วจึงยอมปล่อยมือออก
“ฉันจะรอนะ อย่าเล่นตลกกับฉันล่ะ ไม่งั้นคงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ทิ้งคำขู่ไว้เพียงเท่านั้น เมื่อได้ยินเสียงคนเดินใกล้เข้ามาทางโรงครัว เขาก็ทำตัวปกติและกวาดพื้นต่อไป
หวังกุ้ยฟางเดินเข้ามาในโรงครัว เมื่อเห็นซุนฮ่าวอวี่กำลังทำความสะอาดอยู่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอถลึงตาใส่หลินอีที่กำลังตักน้ำร้อนด้วยมือที่สั่นเทา แล้วรีบเดินเข้าไปหา
“ทำอะไรให้มันไวๆ หน่อย ฉันจะรีบล้างหน้าล้างตา!”
หัวใจของหลินอีเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เกือบไปแล้ว... เกือบจะถูกจับได้แล้ว ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะไปโต้เถียงกับหวังกุ้ยฟาง เธอจึงรีบตักน้ำร้อนแล้วจ้ำอ้าวออกไปทันที
หวังกุ้ยฟางรู้สึกแปลกใจที่เห็นเธอไม่โต้ตอบอะไรกลับมา แต่ก็นั่นแหละ เธอไม่ได้สนใจอะไรมากนัก รีบตักน้ำแล้วกลับห้องไปเหมือนกัน เมื่อทั้งคู่ไปแล้ว ซุนฮ่าวอวี่ก็กวาดพื้นโรงครัวแบบขอไปทีแล้วเดินออกจากไป...
…
ภายในมิติเทพวารี โม่หรานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งดั่งนักพรตผู้บรรลุธรรม รอบกายของเธอมีแสงสีรุ้งหมุนวนไม่ขาดสายเมื่อเวลาผ่านไป แสงเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางหายไปจนไร้ร่องรอย เธอจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อสำรวจสภาวะภายในร่างกายและสัมผัสได้ถึงไอพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร ใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ การนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างสำเร็จเสียที แถมยังเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
โม่หรานมองดูเวลา พบว่าเหลืออีกเพียงหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงห้าทุ่ม นั่นหมายความว่าเธอยังสามารถอยู่ในมิตินี้ได้อีกหนึ่งวันเต็มๆ เธอลูบท้องที่เริ่มร้องประท้วงด้วยความหิว ไม่ได้เลือกที่จะฝึกตนต่อ แต่เลือกที่จะออกจากห้องฝึกตรงไปที่ลานบ้านแทน
เธอเด็ดผลไม้สดๆ มาทานรองท้องก่อนจะเด็ดผักเตรียมทำอาหารมื้ออร่อยเพื่อเป็นรางวัลให้แก่ตนเองที่สามารถนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างได้สำเร็จ เมื่อได้ผักมาแล้ว เธอก็เดินไปที่สวนหลังบ้าน มองดูลูกสัตว์วิญญาณตัวน้อยๆ ที่นำมาจากแดนเซียนที่ถูกขังเอาไว้ เธอก็เริ่มลังเล
‘กินเข้าไปก็หมดน่ะสิ...’
แต่ด้วยความอยากอาหารจนห้ามใจไม่ไหว สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจจับกระต่ายวิญญาณที่มีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงออกมาตัวหนึ่ง ‘กินไปก่อนเถอะ ที่เหลือยังมีอยู่อีกตั้งหลายตัว อีกไม่นานก็คงแพร่พันธุ์ออกมาเป็นครอกแล้ว’
ส่วนสัตว์วิญญาณที่แพร่พันธุ์ช้า เธอยังไม่กล้าที่จะแตะต้องพวกมันอย่างน้อยก็ต้องรอให้พวกมันขยายเผ่าพันธุ์ได้มากกว่านี้ก่อน ที่นี่ไม่ใช่แดนเซียน จะหาเนื้อวิญญาณมาเติมสต็อกเองนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย...
โม่หรานจัดการเนื้อกระต่ายแล้วกลับมาที่ห้องครัว ลงมือปรุง ‘กระต่ายผัดเผ็ด’ อย่างมีความสุข
ขณะทานไปเธอก็ต้องสูดปากเพราะความเผ็ด แต่ถึงจะเผ็ดจนริมฝีปากบวมเจ่อเป็นไส้กรอก ความอร่อยของเนื้อสัตว์วิญญาณที่มีพลังงานบริสุทธิ์และรสสัมผัสเลิศรสก็ทำให้เธอรู้สึกฟินจนแทบน้ำตาไหล
เธอเริ่มเสียดายที่ไม่ได้จับสัตว์วิญญาณเข้ามาเลี้ยงไว้ในมิติให้มากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ ความเสียใจในอดีตไม่มีประโยชน์ ในตอนนั้นใครจะไปคาดคิดว่าจะได้ย้อนกลับมาสู่โลกที่พลังวิญญาณเบาบางเช่นนี้
ในแดนเซียนนั้นพลังวิญญาณหนาแน่น สัตว์วิญญาณมีอยู่ดาษดื่น ด้วยระดับพลังที่แข็งแกร่งของเธอ จะล่าเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สัตว์ที่เธอเลี้ยงไว้ในมิติมีเพียงสัตว์กินพืชที่เลี้ยงง่ายด้วยใบไม้เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น...