ตอน 24
บทที่ 24 ชีวิตแบบนี้แหละที่สุขสบาย มีกินมีใช้ให้เพลิดเพลิน
หลี่ต้าขุยรู้สึกกลัวก็ส่วนกลัว แต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาอยากรู้เหลือเกินว่าในลานบ้านนั้นยังมีผีสางอยู่อีกหรือไม่ ไม่อย่างนั้น... ไฉนสหายโม่ ถึงได้ดูนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวได้ถึงเพียงนี้
โม่หรานมีรูปร่างสูงโปร่ง ในยุคสมัยที่ผู้คนขาดแคลนอาหารการกินเช่นนี้ เธอกลับสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าหลี่ต้าขุยเกือบครึ่งหัวเสียอีก
ในจังหวะที่ยื่นตะกร้าให้โม่หราน หลี่ต้าก็อดไม่ได้ที่จะทำตามความอยากรู้อันแรงกล้า เขาแอบเขย่งเท้าชะโงกหน้ามองเข้าไปในลานบ้านที่เปิดกว้างไว้เล็กน้อย
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ทำให้พอนึกภาพออกว่าภายในลานมีวัชพืชขึ้นสูงเกือบท่วมหัว เมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน หญ้าเหล่านั้นก็ไหวเอนไปมาดูน่าขนลุกอยู่บ้าง แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับใบหน้าผีสุดสยองที่เขาเคยเห็นในคืนนั้น
เมื่อไม่เห็นใบหน้าผีที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น หลี่ต้าก็เริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้าง ความกลัวลดน้อยลงไป เขาคิดในใจว่าควรจะบุกเข้าไปสำรวจให้รู้เรื่องไปเลยดีไหม บางทีในคืนนั้นเขาอาจจะแค่ขวัญอ่อนจนเกิดภาพหลอนไปเองก็ได้!
ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องงมงายไร้สาระนั้นไม่ควรเชื่อ บางทีคืนนั้นเขาอาจจะตื่นกลัวเกินไปจนตาฝาดไปเองจริงๆ เมื่อไม่พบสิ่งที่น่ากลัว ดวงตาของหลี่ต้าก็กวาดมองเข้าไปในลานไม่หยุด ความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไว้ไม่อยู่ฉายชัดออกมาจนแทบจะทะลัก
เอาเถอะ ลองเข้าไปดูอีกสักรอบจะเป็นไรไป!
โม่หรานไม่ได้ห้ามปรามที่หลี่ต้าพยายามชะโงกหน้ามอง เพราะค่ายกลลวงตานั้นต้องก้าวเท้าเข้าไปข้างในถึงจะตกอยู่ในวังวน หากมองจากด้านนอกย่อมไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
อีกอย่างสิ่งที่วางไว้ข้างในก็เป็นเพียงค่ายกลระดับต่ำสุดที่มีไว้เพื่อหลอกหลอนคนทั่วไปเท่านั้น ต่อให้หลี่ต้าขุยเดินเข้าไปจนตกใจตาย เธอก็ไม่คิดจะใส่ใจ แค่โดนหลอกให้กลัวไม่ได้ทำให้คนตายเสียหน่อย
ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจช่วยแบกซี่โครงหมูมาให้ ก็ไม่ควรไปแกล้งให้เขาตกใจโดยไม่มีเหตุผล เมื่อสังเกตเห็นว่าหลี่ต้าขุยทำท่าจะก้าวเท้าเข้ามาในลานบ้าน เธอจึงรีบคว้าตะกร้าซี่โครงหมูแล้วถอยหลังออกมาทันที
“ขอบใจท่านหัวหน้าทีมและพี่หลี่มากนะที่อุตส่าห์ลำบากมาส่ง ดึกมากแล้ว เชิญกลับไปเถอะค่ะ”
เธอกล่าวขอบคุณอย่างฉะฉาน ก่อนจะรีบหันหลังเดินเข้าลานบ้านแล้วปิดประตูลงกลอนทันที ไม่เปิดโอกาสให้หลี่ต้าได้ก้าวเท้าเข้ามาสำรวจตรวจสอบแต่อย่างใด
หลี่ต้าขุยยืนตะลึงอยู่หน้าประตูที่ถูกปิดไปแล้ว เขายังลังเลอยู่เลยว่าจะเข้าไปดูดีไหมว่าข้างในไม่มีผีจริงๆ ในขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาก็ถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอยเต็มแรงหนึ่งฉาด
“ยืนบื้ออะไรอยู่เล่า กลับบ้านไปกินข้าวได้แล้ว!”
หลี่กั๋วเฉียงพูดจบก็หันหลังเดินทันทีโดยไม่คิดจะรอ ทำงานมาทั้งวันจนท้องหิวโส เขาหงุดหงิดเจ้าลูกชายหัวทึบที่มัวแต่เขย่งเท้าชะเง้อดูผีอยู่ได้ เสียเวลาจริงๆ... เจ้าลูกคนนี้ไม่ได้แอบมีใจอกุศลอะไรกับสหายโม่ที่อยู่ตัวคนเดียวหรอกนะ!
หลี่ต้าขุยเห็นพ่อถือไฟฉายเดินจ้ำอ้าวไปแล้ว กลัวว่าจะถูกทิ้งไว้กลางทางจึงรีบก้าวเท้าตามไปพลางนวดท้ายทอยตัวเองพลางบ่นพึมพำ
“พ่อครับ วันหลังอย่าฟาดท้ายทอยผมบ่อยนักเลย ยิ่งตียิ่งรู้สึกว่าสมองมันทึบลงยังไงไม่รู้...”
“ก็นั่นมันสมองทึบๆ ของแกไงล่ะ ถ้าไม่ตีก็คงไม่ตื่นเสียที นี่ฉันกำลังช่วยเปิดสมองให้แกอยู่ รู้ไว้ด้วยนะว่าแกมีเมียมีลูกแล้ว เหตุการณ์เมื่อครู่ถ้าแกคิดจะย่างเท้าเข้าไปในลานบ้านสหายโม่ล่ะก็ บอกไว้เลยนะว่าถ้าคิดจะทำเรื่องสกปรกโสมมละก็ พ่อจะหักขาแกทิ้งเสีย!”
ได้ยินคำพูดนั้น หลี่ต้าขุยก็ตกใจนี่พ่อเขาพูดจาประสาคนใช่ไหม เขาจะเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร เขารักเมียเขาจะตายอยู่แล้ว
“พ่อครับ ผมอาจจะโง่ไปบ้าง แต่พ่อก็ไม่ควรมาใส่ร้ายกันนะ ผมเป็นคนแบบนั้นที่ไหนล่ะ เรื่องนี้วันหลังอย่าพูดส่งเดชไป ถ้าใครได้ยินเข้าจะทำให้ชื่อเสียงของสหายโม่เสียหาย อีกอย่างถ้าเมียผมได้ยิน เธอจะคิดมากเอานะครับ...”
“ถ้าไม่ใช่คนแบบนั้นก็ดีแล้ว ฉันก็แค่เตือนสติแกไว้ เผื่อวันหลังจะได้รู้จักวางตัว ในหมู่บ้านมีกี่ตาที่จับจ้องตำแหน่งหัวหน้าทีมของฉันอยู่ อย่าให้ใครมาหาเรื่องเล่นงานได้ก็พอ...”
เสียงสนทนาของทั้งสองค่อยๆ ห่างออกไป โม่หรานส่ายหน้าอย่างขบขัน ท่านหัวหน้าทีมกังวลเกินเหตุไปแล้ว หลี่ต้าขุยขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักเมียที่สุดในหมู่บ้าน
เมื่อครู่เขาคงแค่สงสัยสถานการณ์ในลานบ้านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร หากมีจริงด้วยการสังเกตการณ์ที่เฉียบคมของเธอในตอนนี้ ไม่มีทางที่จะดูไม่ออกแน่นอน
เธอถือซี่โครงหมูเข้าบ้าน ปิดประตูให้เรียบร้อยแล้ววูบหายเข้าไปในมิติเทพวารี ซี่โครงหมูมากมายขนาดนี้ กินได้อีกนานเลยทีเดียว โม่หรานชอบกินซี่โครงหมูมาก จึงได้บอกหัวหน้าทีมไปว่าเธอต้องการแค่ซี่โครง
ส่วนพวกเนื้อติดมันเธอไม่เอา เธอเกลียดการกินเนื้อติดมันที่สุด เพราะมันเลี่ยนจนเกินไป
เมื่อเข้ามาในมิติ เธอก็หอบตะกร้าซี่โครงไปที่ห้องครัว ตั้งแต่ได้มิตินี้มา เธอก็มักจะแอบทำอาหารกินเองอยู่เสมอ แม้ภายหลังเธอจะบรรลุพลังระดับแก่นกำเนิดจนไม่ต้องพึ่งพาอาหารแล้ว แต่เธอก็ยังชอบทำกินเองอยู่ดี อาหารสามมื้อเธอก็แทบไม่เคยขาด
ของที่อยู่ในมิติไม่มีวันเน่าเสีย เธอหยิบซี่โครงออกมาเพียงไม่กี่ชิ้นมาจัดการปรุงเมนูซี่โครงหมูกระเทียม ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้รอวันหลังอยากกินค่อยทำใหม่
ในระหว่างที่รอต้มซี่โครง เธอก็ออกไปเก็บผักสดจากแปลงผักในมิติมาด้วย ขากลับยังเด็ดแตงกวาติดมือมาอีกสองสามลูก ได้กินเนื้อคู่กับผัก สุขภาพดีแน่นอน
เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ครู่เดียวอาหารสามอย่างก็เสร็จสิ้น ซี่โครงหมูกระเทียมเมนูโปรด ผักผัดน้ำมัน และแตงกวาตบ มื้ออาหารที่เรียบง่ายแต่เธอกลับกินได้อย่างมีความสุข
ข้าวที่ใช้คือข้าววิญญาณที่นำมาจากแดนเซียน กลิ่นหอมฟุ้ง รสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง โม่หรานอดใจไม่ไหวฟาดไปเสียสามชามเต็มๆ กินอิ่มหนำสำราญแล้ว โม่หรานก็ลูบท้องพลางรำพึงในใจว่า ชีวิตแบบนี้แหละที่สุขสบาย มีกินมีใช้ ไม่ต้องเข่นฆ่าฟันกันให้เหนื่อย สบายจริงๆ
ทว่าสถานการณ์ทางฝั่งของที่พักยุวปัญญาชนกลับต่างออกไป พวกเขาเกือบจะเปิดศึกวางมวยกันเสียแล้ว เหตุผลไม่มีอะไรมาก พออาหารเสร็จปุ๊บ ทุกคนก็เหมือนผีหิวโหยที่กลับชาติมาเกิดต่างคนต่างแย่งกันกิน
ทั้งที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าแต่ละคนควรได้กินเนื้อกี่ชิ้น แต่พอถึงเวลาจริงทุกคนดูเหมือนจะลืมข้อตกลงนั้นไปหมดสิ้น ต่างคนต่างคีบเนื้อยัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว กลัวว่าถ้าช้าไปเนื้อที่เหลือจะตกไปอยู่ในท้องคนอื่น
เพราะเนื้อสัตว์นั้นหายากยิ่ง สามชั่งที่ได้มา คืนนี้พวกเขาต้มกินไปแค่ชั่งเดียวเพื่อแก้อยาก ส่วนที่เหลือเอาไปหมักเกลือแล้วแช่ไว้ในบ่อน้ำเย็น เตรียมจะค่อยๆ กินกันไปในอีกหลายวันข้างหน้า
เนื้อหนึ่งชั่งให้คนวัยผู้ใหญ่เจ็ดคนกิน มันไม่พออุดช่องว่างระหว่างฟันด้วยซ้ำ ไม่นานเนื้อในจานก็เกลี้ยง หลินอีมักจะทำตัวเสแสร้งจนชิน พอจะกินจังหวะก็เลยเชื่องช้าไปหน่อย ผลปรากฏว่าพอคีบได้แค่สองชิ้น เนื้อในจานก็หมดเกลี้ยงเสียแล้ว
เธอตาแดงก่ำมองดูหวังกุ้ยฟางที่กำลังเคี้ยวเนื้ออย่างตะกละตะกลาม ก่อนจะยืนยันว่าหวังกุ้ยฟางกินส่วนแบ่งของเธอไป
“สหายหวัง คุณทำแบบนี้ได้ยังไง เราตกลงกันแล้วว่าคนละเจ็ดชิ้น แล้วคุณมาแย่งส่วนของฉันไปทำไม ฉันรู้ว่าคุณอยากกินเนื้อมาก แต่ก็ไม่เห็นต้องแกล้งกันขนาดนี้เลย! ฉันไปทำอะไรให้คุณนักหนา ถึงต้องคอยกลั่นแกล้งกันตลอด...”
พูดจบน้ำตาก็ไหลพรากราวกับโดนรังแกอย่างหนัก ยุวชนคนอื่นๆ ที่แอบคีบเนื้อเพิ่มไปคนละชิ้นสองชิ้นเริ่มรู้สึกร้อนตัว แต่เห็นว่าหลินอีไม่ได้พาดพิงถึงพวกเขา ก็เลยเลือกที่จะก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไปเงียบๆ
หวังกุ้ยฟางไม่ยอมรับคำครหานี้แน่ เนื้อทุกคนกินด้วยกัน ทำไมถึงมาจ้องเล่นงานเธอคนเดียว เธอไม่ได้รีบโต้ตอบหลินอี แต่จัดการยัดเนื้อชิ้นสุดท้ายในชามเข้าปาก ก่อนจะพูดออกมาทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ
“พ่นคำเท็จอะไรออกมาน่ะ! ตาไหนของเธอเห็นว่าฉันกินส่วนของเธอ ฉันกินแค่เจ็ดชิ้นที่เป็นส่วนแบ่งของฉันเท่านั้นแหละ!”