ตอน 14
บทที่ 14 คำโกหกที่ปรารถนาดี
วันถัดมาหลังเลิกเรียน สวีอี้หยิบบัตรธนาคารที่แอบหยิบมาจากกระเป๋าของแม่ ‘โจวฮุ่ยหลาน’ ในช่วงเช้า บัตรใบนี้เป็นของธนาคารไอซีบีซีซึ่งแม่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
เขาอ้อมไปที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารแห่งหนึ่ง จากนั้นสอดบัตรเข้าไปและกดรหัสผ่าน ซึ่งก็คือวันเกิดของเขานั่นเอง เพราะเขาเคยได้ยินแม่พูดผ่านหูมาบ้าง
เมื่อหน้าจอแสดงยอดเงินในบัญชีขึ้นมาเป็นตัวเลขห้าหลัก สวีอี้ก็ถอนเงินออกมาห้าพันหยวน เขาแบ่งเงินห้าร้อยหยวนแยกออกมาใส่ไว้ในช่องลับที่ลึกที่สุดของกระเป๋านักเรียน ส่วนเงินอีกสี่พันห้าร้อยหยวนที่เหลือใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินออกจากธนาคาร
ยามเย็นแสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องกระทบใบหน้าพร้อมกับสายลมพัดผ่าน เขาหายใจเข้าลึกๆ แม้เงินจำนวนนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่เขาเคยกังวลแต่มันก็มากพอที่จะใช้จ่ายสำหรับการตรวจร่างกาย
หากผลตรวจออกมาว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงก็นับว่าเป็นเรื่องดี ทุกสิ่งที่เขาทำไปก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์เลวร้ายไม่ให้เกิดขึ้น เมื่อกลับถึงบ้าน กลิ่นหอมของอาหารเย็นก็โชยออกมานอกบ้านแล้ว
พ่อ ‘สวีกั๋วเฉียง’ กลับบ้านเร็วกว่าปกติ เขานั่งถือหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร พลางจิบชาเป็นระยะ โจวฮุ่ยหลานยกจานผักผัดร้อนๆ ออกมาจากครัว เมื่อเห็นสวีอี้สะพายกระเป๋าเดินเข้ามาจึงเอ่ยทัก
“กลับมาแล้วเหรอ วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง? วางกระเป๋าแล้วไปล้างมือก่อนนะ เตรียมตัวกินข้าวได้แล้ว”
“ครับ” สวีอี้ขานรับแต่เขาไม่ได้วางกระเป๋าลงทันที เขานั่งลงบนเก้าอี้แล้วเปิดช่องลับในกระเป๋าออกมา
โจวฮุ่ยหลานที่กำลังยกจานที่สองออกมาเห็นท่าทางลูกชายก็รู้สึกงุนงง ส่วนสวีกั๋วเฉียงก็วางหนังสือพิมพ์ลงและมองดูลูกชายด้วยความสงสัย
สวีอี้หยิบเงินห้าร้อยหยวนที่เตรียมไว้ด้วยท่าทีสุขุม เขาปั้นยิ้มแบบที่เด็กมัธยมปลายเวลาทำผลงานดีๆ ควรจะเป็นก่อนจะเลื่อนเงินนั้นไปทางพ่อ
“พ่อครับ แม่ครับ นี่ครับ” สวีกั๋วเฉียงและโจวฮุ่ยหลานต่างชะงักไป
“เงินนี่... ไปเอามาจากไหน?”
สวีกั๋วเฉียงไม่ได้หยิบเงินทันที แต่ถามด้วยความสงสัยเพราะห้าร้อยหยวนสำหรับเด็กมัธยมปลายไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลย
“เงินรางวัลจากการแข่งขันเขียนเรียงความในเมืองครับ!” สวีอี้ตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายดวงตาใสซื่อ
“พอดีมีการประกวดเรียงความ ‘ปากกาแห่งเยาวชน’ ผมเลยลองส่งผลงานไปร่วมสนุก ไม่นึกเลยว่าจะได้รางวัลที่สาม! ได้เงินรางวัลมาหกร้อยหยวน ผมเก็บไว้ร้อยนึงเพิ่งได้รับเงินจากมืออาจารย์ประจำชั้นวันนี้เลยครับ!”
“รางวัลที่สาม? หกร้อยหยวนเลยเหรอ?” โจวฮุ่ยหลานยิ้มจนแก้มปริอย่างดีใจรีบหยิบเงินขึ้นมา
“ตายจริง! ลูกแม่เก่งขนาดนี้เลยเหรอ! การแข่งระดับเมืองเชียวนะ แค่ได้เข้าร่วมก็เก่งมากแล้ว นี่ถึงกับได้รางวัลที่สามเลย!”
เธอไม่ได้ระแวงอะไร เพราะการแข่งขันระดับเมืองให้เงินรางวัลหลักร้อยก็เป็นเรื่องปกติ ประกอบกับช่วงนี้เห็นลูกตั้งใจเรียน กลับบ้านมาก็ทำการบ้านตลอด เธอจึงเชื่อสนิทใจ
“เดี๋ยวค่อยกินข้าว แม่จะเข้าครัวไปทำกับข้าวเพิ่มให้ลูกรัก!”
โจวฮุ่ยหลานมีความสุขจนรีบหันหลังกลับเข้าครัวไป หยิบเนื้อสามชั้นที่ซื้อเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ออกมาทำอย่างคล่องแคล่ว
สวีกั๋วเฉียงยิ้มออกมา แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มมุมปากแต่แววตาภูมิใจนั้นปิดไม่มิด
“ดีแล้วล่ะ เงินนี่ลูกเก็บไว้ใช้เถอะ ซื้อหนังสือหรือซื้อขนมกินก็ได้ ช่วงนี้เห็นลูกตั้งใจเรียนจนโทรมไปเลย”
“ไม่เป็นไรครับพ่อ ผมเก็บไว้ร้อยนึงก็พอแล้ว”
สวีอี้ดันเงินห้าร้อยหยวนกลับไปทางสวีกั๋วเฉียงด้วยน้ำเสียงจริงจังและดื้อรั้นตามประสาเด็กหนุ่ม
“ผมตั้งใจไว้แบบนี้ครับพ่อ ช่วงนี้ผมเห็นพ่อชอบกดท้องตัวเองบ่อยๆ กินอะไรมันๆ นิดหน่อยก็อึดอัด ผมอยากให้พ่อเอาเงินนี้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ ตรวจให้ละเอียดไปเลยอย่าเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร ส่วนที่เหลือค่อยเอาไว้ซื้อของอร่อยกิน”
เขาย้ำคำว่า ‘ตรวจร่างกาย’ อย่างชัดเจนความกตัญญูที่ลูกชายห่วงใยสุขภาพถึงขั้นนำเงินรางวัลมาบังคับให้เขาไปหาหมอ ทำให้ใจของสวีกั๋วเฉียงอ่อนยวบ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ
เขาจ้องมองแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของลูกชาย คำปฏิเสธที่เคยจะพูดออกมาติดอยู่ที่คอหอย สุดท้ายเขาก็พยักหน้า น้ำเสียงดูอ่อนโยนลงกว่าปกติ
“ได้... พ่อจะฟังลูก พรุ่งนี้พ่อจะให้แม่พาไปโรงพยาบาล”
โจวฮุ่ยหลานที่แอบฟังบทสนทนาอยู่ในครัวถึงกับน้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน ลูกชายของเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแถมช่วงนี้ยังขยันเรียน ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขและภูมิใจที่สุด
เมื่อจานหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหอมกรุ่นถูกยกมาวางบนโต๊ะ โจวฮุ่ยหลานก็เก็บเงินนั้นไว้อย่างดี
“เอาล่ะ พรุ่งนี้เช้าไปเลยนะ เงินนี้ต้องใช้ให้ถูกที่! ลูกเราทั้งกตัญญูทั้งมีความสามารถ ตาเฒ่าสวี คุณน่ะต้องดูแลตัวเองดีๆ รอรับความกตัญญูจากลูกให้ได้นานๆ นะ!”
“ฮ่าๆๆ แน่นอนอยู่แล้ว กินข้าวๆ” สวีกั๋วเฉียงหัวเราะร่วนพลางตักข้าวให้ทุกคน
บรรยากาศมื้อค่ำในครั้งนี้เป็นมื้อที่ผ่อนคลายที่สุดนับตั้งแต่สวีอี้เกิดใหม่ โจวฮุ่ยหลานยิ้มไม่หุบ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระของเพื่อนบ้าน ส่วนสวีกั๋วเฉียงก็คอยเสริมและเล่าเรื่องซุบซิบในโรงงานให้ฟัง ทั้งสามคนกินข้าวไปคุยไปอย่างมีความสุข
เช้าวันต่อมา โจวฮุ่ยหลานและสวีกั๋วเฉียงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวไปโรงพยาบาลของโรงงาน ตอนที่สวีอี้ตื่นมาบนโต๊ะก็เหลือเพียงกระดาษโน้ตและเงินจำนวนหนึ่ง
[ลูกรัก แม่กับพ่อไปโรงพยาบาลนะ เงินวางไว้บนโต๊ะแล้ว ลูกซื้อข้าวเช้ากินตอนไปเรียนด้วยล่ะ]
สวีอี้ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นก่อนจะออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นชีวิตในรั้วมัธยมอีกวัน
วันนี้โรงพยาบาลของโรงงานคนค่อนข้างเยอะเพราะส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าใช้บริการได้แล้ว ทั้งสองมุ่งตรงไปยังส่วนของห้องตรวจที่ไม่เปิดให้คนนอกและรับผิดชอบแค่พนักงานโรงงานเท่านั้น
ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังต้องต่อคิวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง เมื่อถึงคิวของสวีกั๋วเฉียง โจวฮุ่ยหลานก็กำมือแน่นด้วยความประหม่า ในห้องตรวจ นายแพทย์หลี่ฟังอาการจากสวีกั๋วเฉียงพลางบันทึกข้อมูล
“คือหลังจากกินข้าวเสร็จมักจะรู้สึกจุกเสียดแน่นท้อง บางครั้งก็มีอาการเจ็บแปลบๆ โดยเฉพาะถ้ากินอะไรที่มันๆ หรือกินมากเกินไป บางทีก็มีอาการกรดไหลย้อน เรอเปรี้ยว รู้สึกไม่อยากอาหารและไม่มีแรงเลยครับ”
สวีกั๋วเฉียงพยายามเล่าอย่างละเอียดที่สุดนายแพทย์หลี่พยักหน้าและบอกให้สวีกั๋วเฉียงนอนลงบนเตียงตรวจ
“เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะลองกดหน้าท้องดูนะครับ” เขากดลงที่บริเวณช่วงท้องส่วนบนเบาๆ
“ตรงนี้เจ็บไหม? ...แล้วตรงนี้ล่ะ? ...รู้สึกแน่นท้องชัดไหมครับ?”
“อื้ม ตรงนี้แหละครับ กดแล้วรู้สึกตึงๆ เจ็บๆ” สวีกั๋วเฉียงชี้ไปที่ตำแหน่งของกระเพาะอาหาร
หลังตรวจเสร็จนายแพทย์หลี่ล้างมือแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะก่อนจะสรุปผล
“คุณสวี อาการของคุณฟังดูแล้วและจากการตรวจน่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังครับ อาจจะมีภาวะการบีบตัวของกระเพาะอาหารไม่ดีและอาหารไม่ย่อยร่วมด้วย”
นายแพทย์หลี่พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“อาการจุกเสียดหลังอาหาร เจ็บแปลบ กรดไหลย้อน ไม่อยากอาหาร และอ่อนเพลียที่ว่ามาเป็นอาการทั่วไปของโรคกระเพาะ พอระบบย่อยไม่ดี ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง เลยทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่าย”
เขาเสริมด้วยรอยยิ้มเพื่อลดความกังวล
“ช่างในโรงงานเราส่วนใหญ่ก็กินอาหารไม่ตรงเวลา อายุมากขึ้นเลยมีปัญหาเรื่องกระเพาะกันเป็นเรื่องธรรมดา คนเป็นกันเยอะครับ เราแค่ต้องใช้ยาควบคุมอาการ ป้องกันเยื่อบุกระเพาะอาหาร กระตุ้นการย่อยและดูแลตัวเองให้ดีสักพัก หลายคนก็กลับมาหายดีได้ครับ”
“ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลไหมคะ?”
โจวฮุ่ยหลานถามด้วยความเป็นห่วง ความกังวลใจลดลงไปครึ่งหนึ่งแต่ยังไม่หายสนิท
“ยังไม่จำเป็นครับ” นายแพทย์หลี่โบกมือพลางก้มหน้าเขียนใบสั่งยา
“โรคกระเพาะต้องเน้นการดูแลตัวเองเป็นหลัก ผมจะจ่ายยาให้ไปทานที่บ้านก่อน เป็นยาช่วยยับยั้งกรดและป้องกันกระเพาะ แล้วก็ยาช่วยการบีบตัวและย่อยอาหาร ลองดูอาการสักพัก ที่สำคัญคือต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน ต้องกินของอ่อนๆ รสจืด ตรงเวลา เคี้ยวให้ละเอียด กินแค่พออิ่ม โดยเฉพาะต้องงดของมัน ของดิบ ของเย็น และของเผ็ดจัด! อีกหนึ่งสัปดาห์ค่อยมาดูอาการกันใหม่”
เมื่อทั้งสองรับยาและเดินออกมาจากห้องตรวจ ความหนักอึ้งในใจก็หายไปเกือบหมด
“เห็นไหมล่ะฮุ่ยหลาน ฉันบอกแล้วว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอก เดี๋ยวเธอเลิกงานแล้วไปตลาดซื้อของมาทำกับข้าวดีๆ ไว้รอเสี่ยวอี้คืนนี้สิ ช่วงนี้ลูกเรียนหนัก จะได้บอกข่าวดีนี้ให้เขาด้วย เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไป”
น้ำเสียงของสวีกั๋วเฉียงเต็มไปด้วยความผ่อนคลายหลังจากยกภูเขาออกจากอก แถมยังมีรอยยิ้มเอ็นดูในความห่วงใยเกินเหตุของลูกชายที่เขาสัมผัสได้
“ลูกเขาเป็นห่วงคุณหรอก! ถ้าเสี่ยวอี้ไม่คะยั้นคะยอ ป่านนี้คุณจะยอมมาหาหมอไหม? จากนี้ไปต้องจำให้ขึ้นใจนะที่หมอสั่ง! รสจืด! ของอ่อน! งดของมัน! กินแค่พออิ่ม!”
โจวฮุ่ยหลานตบแขนเขาเบาๆ อย่างหมั่นไส้ แต่บนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มแห่งความโล่งใจออกมา