ตอน 33
บทที่ 33 : ทำภารกิจ
บ่ายสองโมงครึ่ง ณ จัตุรัสเจียหยวน
หลินมี่นั่งอยู่ที่โซนพักผ่อนหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โชคดีที่วันนี้แดดไม่จัดมากนัก ประกอบกับมีร่มสนามช่วยบังแดด อุณหภูมิจึงอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี
หลังจากจัดการธุระเรื่องร้านค้าเสร็จเรียบร้อย เธอก็ขับรถตรงมาที่นี่ทันที หลังจัดการมื้อเที่ยงด้วยฟาสต์ฟู้ดง่ายๆ หลินมี่ก็หามุมเหมาะๆ เพื่อเฝ้ารอ
ข้อมูลในหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสจากระบบระบุว่า ตอนประมาณสามโมงเย็น เจ้าของเงินที่ทำเงินก้อนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลซึ่งห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำจะปรากฏตัวที่นี่ และทำของชิ้นสำคัญร่วงหล่นโดยไม่รู้ตัว
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นการไล่เรียงไทม์ไลน์จากบทสัมภาษณ์หลังจากเกิดเรื่องไปแล้ว
เจ้าของเงินเป็นชายวัยสามสิบเจ็ดปี ในบ่ายวันนี้ขณะที่เขากำลังเดินผ่านจัตุรัสเจียหยวน ด้วยความที่ถือของพะรุงพะรังทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เขาจึงไปนั่งพักอยู่ข้างกระบะดอกไม้หน้าจัตุรัส
คาดว่าในจังหวะที่ชายคนนั้นหยิบแก้วน้ำออกจากกระเป๋า ถุงพลาสติกสีดำที่ห่อเงินรักษาชีวิตเอาไว้อาจจะร่วงหล่นออกมาพอดี และโชคร้ายที่กิ่งไม้บริเวณขอบกระบะดอกไม้บังถุงนั้นไว้มิด
ชายคนนั้นดื่มน้ำโดยไม่ทันสังเกต จากนั้นก็หิ้วสัมภาระพะรุงพะรังลุกขึ้นเดินจากไป จุดที่ทำของตกไม่ได้เป็นจุดเด่นสะดุดตา มันวางอยู่ตรงขอบกระบะดอกไม้พอดี ส่งผลให้ตลอดทั้งบ่ายไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลย
ถุงพลาสติกสีดำใบนั้นก็ดูธรรมดาเสียเหลือเกิน หลายครั้งคนมักใช้มันต่างถุงขยะ จึงเดาได้ว่าคนเดินผ่านไปมาคงคิดว่าเป็นเพียงขยะที่ใครมาทิ้งไว้
นั่นทำให้เจ้าของเงินต้องระดมพลคนรู้จักช่วยกันหาอยู่นานครึ่งค่อนวัน แม้แต่ขอความช่วยเหลือจากสื่อท้องถิ่นให้นำเสนอข่าวก็ยังไร้วี่แวว จนกระทั่งถึงสี่ทุ่ม พนักงานทำความสะอาดที่รับผิดชอบเขตนี้มาเก็บกวาดขยะ ถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติของถุงพลาสติกสีดำใบนั้น
ส่วนเป้าหมายของหลินมี่นั้นง่ายมาก เธอต้องการเก็บแต้มพลังงาน 70 แต้ม เธอตั้งใจจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ทันทีที่ชายคนนั้นทำถุงเงินร่วง เธอจะรีบแจ้งให้เขาทราบทันที
วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความยุ่งยากที่จะตามมา แต่ครอบครัวของชายคนนั้นก็จะได้เข้าห้องผ่าตัดเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น หลินมี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะช้อปปิ้งออนไลน์ซื้อเสื้อผ้าเพิ่มเสียหน่อย
ห้องแต่งตัวของเธอว่างเปล่าเกินไป เสื้อผ้าใหม่ที่มีอยู่ก็มีแค่สองสามชุดเท่านั้น เธอจึงกดสั่งรัวๆ ในร้านค้าแบรนด์เนมบนแอปฯ เวลาค่อยๆ ผ่านไป ลาเต้เย็นในมือหลินมี่เหลือไม่ถึงครึ่ง ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย
มาแล้ว!
หลินมี่รีบเก็บโทรศัพท์แล้วหันไปมองกระบะดอกไม้ไม่ไกลจากจุดที่เธอนั่ง นั่นคือชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าอิดโรย ผิวพรรณกร้านแดด เขาสวมเสื้อเชิ้ตที่ซักจนสีซีดจาง ผมเผ้าดูยุ่งเหยิง บนหน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
เขาสองมือหิ้วกระเป๋าสัมภาระหลายใบที่มีขนาดต่างกันไป เดินมานั่งลงที่ขอบกระบะดอกไม้อย่างหมดแรง โดยวางกระเป๋าเหล่านั้นไว้ข้างๆ ทั้งสองฝั่ง
จากนั้น เธอก็เห็นชายคนนั้นก้มลงค้นหาของในกระเป๋า ก่อนจะหยิบแก้วน้ำพลาสติกใบใหญ่ขึ้นมา แล้วนั่งดื่มอึกใหญ่ที่ขอบกระบะดอกไม้นั่นเอง
นั่งพักอยู่ประมาณสองนาที ชายคนนั้นก็หิ้วกระเป๋าสัมภาระลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อเห็นดังนั้น หลินมี่รู้ว่า ‘โอกาส’ มาถึงแล้ว เธอแกล้งทำเป็นดื่มกาแฟเสร็จแล้วจะลุกไป พลางทำทีเป็นก้มหน้าดูมือถือแล้วเดินทอดน่องไปยังกระบะดอกไม้
พอถึงจุดหมาย เธอแกล้งทำเป็นโทรศัพท์คุยกับใครบางคน แล้วหยุดเดิน หมุนตัวเป็นธรรมชาติ สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจ เห็นถุงพลาสติกสีดำวางอยู่ที่ขอบกระบะดอกไม้จริงๆ ด้วย!
ต้องเล่นให้สมบทบาท!
หลินมี่มองผ่านๆ ก่อนจะทำท่าเหมือนสังเกตเห็นอะไรผิดปกติ เธอจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วเขี่ยถุงพลาสติกสีดำใบนั้น เมื่อรับรู้ถึงน้ำหนักที่ผิดปกติ เธอจึงเก็บโทรศัพท์แล้วรีบมองตามทิศทางที่ชายคนนั้นเดินจากไป
"ขอโทษนะคะ! ของคุณตกหรือเปล่าคะพี่ชาย! พี่คะ ของคุณตกค่ะ!"
บริเวณนี้เป็นย่านการค้า หลินมี่ไม่รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่กี่ตัว จึงพยายามแสดงท่าทางให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด เมื่อเห็นชายคนนั้นไม่มีปฏิกิริยา หลินมี่จึงหยิบถุงพลาสติกวิ่งตามไป
"พี่ชายคนนั้นน่ะค่ะ ของคุณตก! พี่ที่หิ้วกระเป๋าสีดำน่ะค่ะ!"
โชคดีที่หลินมี่สวมชุดลำลองออกกำลังกายเพื่อให้คล่องตัว เธอจึงไล่ตามทันในเวลาไม่นาน
"พี่คะ ของคุณทำอะไรตกหรือเปล่าคะ?"
ชายคนที่ถูกหยุดไว้มีสีหน้าฉงนระคนหวาดระแวง เขาสองมือขยับกระเป๋าสัมภาระไปข้างหลังโดยสัญชาตญาณ
"ของอะไร?" เมื่อเห็นท่าทางนั้น หลินมี่ก็แอบขำในใจ
"เมื่อกี้พี่เพิ่งนั่งอยู่ที่กระบะดอกไม้ตรงนั้นใช่ไหมคะ? ฉันเพิ่งเก็บถุงสีดำใบนี้ได้ มันเป็นของพี่หรือเปล่าคะ?"
"!!!"
พอได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็หน้าถอดสี รีบนั่งยองๆ ลงกับพื้นแล้วเปิดกระเป๋าใบหนึ่งค้นหา เมื่อพบว่าของหายไปจริงๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
"ใช่! ของผมเอง! ถุงของผมหายไป! รบกวนคุณช่วยคืนให้ผมด้วยนะครับ นั่นเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวเราต้องใช้รักษาชีวิตเลยนะ!"
ชายคนนั้นร้อนรนจนหน้าแดงก่ำ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ สองมือทำท่าทางหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูก หลินมี่สังเกตเห็นว่ามือของเขาหยาบกร้านมาก ข้อนิ้วหนาและเต็มไปด้วยรอยด้าน ดูออกทันทีว่าเป็นคนที่ตรากตรำทำงานใช้แรงงานมาตลอดชีวิต
จากนั้น เธอก็หยิบถุงพลาสติกสีดำออกมาจากด้านหลัง
"พี่ลองดูนะคะ ใช่ใบนี้ไหม?"
ขอบตาของชายคนนั้นแดงระเรื่อ ทันทีที่เห็นถุงพลาสติกสีดำที่คุ้นตาในมือของหลินมี่ แววตาก็สว่างวาบขึ้นมา เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำคว้าเจอทุ่นลอยชีวิต
"ใช่! ของผมเอง! ผมไม่รู้เลยว่ามันหลุดไปตอนไหน ทั้งที่ผมใส่ไว้ในกระเป๋าแท้ๆ"
หลินมี่ยิ้มบางๆ
"สงสัยตอนที่พี่นั่งที่กระบะดอกไม้นั่น ของคงไหลออกจากกระเป๋าโดยไม่รู้ตัวน่ะค่ะ พอดีฉันนั่งดื่มกาแฟอยู่ข้างๆ แล้วเห็นพี่นั่งอยู่สักพัก เลยเดาว่าน่าจะเป็นของพี่ค่ะ"
"ต้องใช่แน่ๆ!"
ชายคนนั้นรับถุงไปอย่างสั่นเทา เขารีบเปิดออกดูทันที เมื่อเห็นปึกเงินสดที่ถูกห่อไว้อย่างดีในถุงพลาสติกและใบเสร็จจากโรงพยาบาลอีกสองสามใบ ร่างกายที่เกร็งแข็งของเขาก็ผ่อนคลายลงทันที ราวกับคนจะหมดแรงทรุดกองลงกับพื้น
"ใช่จริงๆ ด้วย ขอบคุณคุณมากจริงๆ ครับ แม่หนู! คุณช่วยชีวิตผมไว้แท้ๆ คุณคือผู้มีพระคุณของครอบครัวเราเลยนะ!"
น้ำตาของชายคนนั้นเอ่อล้น สองมือกอดถุงใบนั้นแน่นเหมือนกอดชีวิตของตัวเองเอาไว้
"พี่คะ ดูพี่ร้อนใจขนาดนี้ เงินก้อนนี้จำเป็นมากเลยเหรอคะ?" หลินมี่ถามด้วยความห่วงใยตามบท
เมื่อได้ยินคำถามนั้น น้ำตาที่ชายคนนั้นพยายามกลั้นไว้ก็ไหลพรากออกมา เขายกหลังมือที่หยาบกร้านขึ้นเช็ดน้ำตา เสียงเริ่มสะอื้น
"แม่หนู... นี่... นี่เป็นเงินรักษาชีวิตเมียผมครับ เมียผมรอผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล เงินก้อนนี้ผมอุตส่าห์ไปหยิบยืมคนอื่นมาแทบตาย เพื่อจะเอาไปจ่ายค่ารักษาตอนบ่ายนี้ ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ เมียผมคงต้องพลาดโอกาสการรักษา เธอ... เธอยังรอผมอยู่ที่โรงพยาบาลเลย!"