ตอน 26

บทที่ 26 : ซื้อ ซื้อ ซื้อ!


ระหว่างที่พนักงานกำลังจัดระเบียบสินค้า หลินมี่ก็เดินตรงไปยังโซนเครื่องประดับ สร้อยคอทองคำเค เส้นละเอียดทอประกายเงางามดูเรียบหรู ต่างหูขนาดกะทัดรัดที่เจียระไนด้วยมือดูประณีตงดงาม รวมถึงแหวนเงินดีไซน์แปลกตาอีกหลายวง ทำเอาเธอใจสั่นจนอดใจไม่ไหว


ด้วยเหตุนี้ เธอจึงกวาดทุกอย่างที่ถูกตาต้องใจลงตะกร้าแบบไม่ลังเล


ถัดมาในโซนรองเท้า เธอไปสะดุดตากับรองเท้าส้นสูงหัวแหลมสีนู้ด สายรัดรองเท้าดีไซน์ประณีตแฝงไปด้วยความมีระดับ พื้นรองเท้าก็นุ่มสบาย ซึ่งเป็นสไตล์ที่เธอชอบพอดี เพราะสามารถสวมใส่ได้ทั้งในวันสบายๆ และงานที่เป็นทางการ


จากนั้น เธอก็หยิบกระเป๋าถือหนังแท้สีน้ำตาลใบหนึ่งขึ้นมา ความจุพอเหมาะ ดีไซน์คลาสสิก ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของเธอได้เป็นอย่างดี


เมื่อก้าวเข้าสู่โหมด 'ชอปปิ้งแหลก' หลินมี่ก็ปล่อยใจให้หลุดลอยไปอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่เห็นสินค้าถูกใจ เธอก็จะบอกพนักงานด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า "ห่อเลยค่ะ" ความรู้สึกตอนที่ได้พูดคำว่า "ซื้อ ซื้อ ซื้อ!" ออกมานั้นช่างสะใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเหล่าคุณหนูผู้ร่ำรวยในละครที่ใช้เงินซื้อความสุขได้ตามใจปรารถนาจริงๆ


ไม่ต้องกังวลเรื่องราคา ไม่ต้องมัวแต่นั่งคำนวณเงินในกระเป๋า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณและความชอบส่วนตัว... ประสบการณ์การชอปปิงแบบนี้มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!


ในห้องลองเสื้อ หลินมี่จ้องมองภาพสะท้อนในกระจกของตัวเองที่ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน มุมปากของเธอโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ใช่ 'ตัวประกอบไร้ตัวตน' ที่ต้องมานั่งงกเงินทอนไม่กี่ร้อย หรือ 'คนจนซอมซ่อ' ที่ถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป


ทุกการตัดสินใจในตอนนี้ของเธอล้วนเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


เมื่อสวมชุดใหม่ เธอก็รู้สึกราวกับว่ามีวิญญาณดวงใหม่เข้ามาเติมเต็ม หลินมี่ในกระจกดูงดงามและมีความรู้ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับทิ้งตัวลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ เธอนึกขึ้นได้ว่าไม่จำเป็นต้องคอยปกปิดหน้าตาของตัวเองอีกต่อไป ปล่อยให้รัศมีในตัวเปล่งประกายออกมาอย่างเต็มที่


ตอนนี้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องสายตา 'เหยียดหยาม' ของหัวหน้า ไม่ต้องคอยทำตัวกลมกลืนเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกจากเพื่อนร่วมงาน ความมั่นใจที่เปล่งออกมาจากภายในทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีเหลือเกิน... การได้เป็นตัวของตัวเองนี่มันดีจริงๆ!


หลินมี่เดินออกจากห้างสรรพสินค้า เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าบ่ายโมงครึ่งแล้ว ความเพลิดเพลินในการชอปปิงทำให้เธอเกือบลืมเวลาไปเสียสนิท ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามือทั้งสองข้างหิ้วถุงจนเต็มจนไม่เหลือที่ว่าง เธอคงชอปปิงต่อได้อีกยาว


วันนี้เวลาจำกัด เธอเลยจัดชุด รองเท้า และกระเป๋ามาได้สามชุด ซึ่งก็น่าจะพอใช้สอยไปได้สักระยะ ไว้จัดการเรื่องบ้านใหม่เรียบร้อยเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาโละเสื้อผ้าคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงยกชุดอีกที


เมื่อเห็นว่ามือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยถุงชอปปิง หลินมี่ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอควรจะมีอีกสิ่งหนึ่ง... รถยนต์!


ในเมื่อบ้านราคาเจ็ดล้านกว่าเธอยังซื้อได้ รถสักคันก็ไม่ใช่ปัญหา การมีรถเป็นของตัวเองจะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก ยิ่งช่วงนี้เธอต้องออกไปทำภารกิจตามข่าวร้อนแรงอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็คงจะลำบากไม่น้อย


โชคดีที่ปีที่แล้วตอนเรียนอยู่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยมีโรงเรียนสอนขับรถจัดโปรโมชันสำหรับนักศึกษา พ่อเลยออกเงินให้เธอไปสอบใบขับขี่ไว้ คิดแล้วก็ลงมือทำทันที หลินมี่ไม่ได้กินมื้อเที่ยงแต่เรียกแท็กซี่ตรงไปยังโชว์รูมรถยนต์ขนาดใหญ่ใกล้ๆ ทันที


ดูเหมือนคำกล่าวที่ว่า 'คนดูดีเพราะเสื้อผ้า' จะเป็นความจริง วันนี้หลินมี่ที่แต่งตัวดูดีเดินเข้าไปในโชว์รูมรถยนต์แบรนด์หรู จึงไม่มีเหตุการณ์ 'มองคนจากภายนอก' เกิดขึ้นให้เสียอารมณ์ พนักงานขายต้อนรับเธออย่างกระตือรือร้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป


พวกเขาช่วยถือถุงชอปปิงแสนหนักอึ้งของเธอไปเก็บที่ล็อกเกอร์อย่างรู้งาน แถมยังมีบริการเครื่องดื่ม ขนม และชาสำหรับยามบ่ายมาเสิร์ฟ พร้อมทั้งหยิบโบรชัวร์มาแนะนำรุ่นรถอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำเอาเธอรู้สึกเหมือนกลายเป็น 'ศูนย์กลางความสนใจ' ของทุกคน


ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า การมีเงินคือรากฐานของทุกสิ่งจริงๆ


หลินมี่เลือกพนักงานขายหญิงคนหนึ่งที่ดูแล้วถูกชะตาที่สุดให้มาดูแล "ขอเป็นคุณก็แล้วกัน"


หลังจากเดินชมและสอบถามข้อมูลอยู่พักใหญ่ หลินมี่ก็ถูกใจรถสองรุ่น รุ่นหนึ่งคือรถสปอร์ตของปอร์เช่ ดีไซน์ปราดเปรียวดูดึงดูดใจมาก เหมาะกับผู้หญิงและสีก็สวยถูกใจ แต่ตัวรถมีช่วงล่างต่ำและมีแค่สองที่นั่ง เหมาะสำหรับขับเล่นในเมืองเท่านั้น ถ้าต้องรับใครเพิ่มแม้แต่คนเดียวก็ทำไม่ได้


ถึงตอนนี้จะมีเงินแล้ว แต่แนวคิดการใช้จ่ายของหลินมี่ยังคงเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ต่อให้แพงแค่ไหน ถ้าซื้อมาแล้วใช้งานได้จริงไม่คุ้มค่าก็ถือเป็นการสิ้นเปลืองเปล่าๆ


ส่วนอีกรุ่นคือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาส CLS ตัวรถเพรียวยาวดูสง่างามและโฉบเฉี่ยว ราคาของทั้งสองรุ่นใกล้เคียงกันคือประมาณหนึ่งล้านหยวน ซึ่งรถหรูที่แพงกว่านี้ก็มีอยู่ แต่เธอยังไม่คิดจะซื้อในตอนนี้


หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหลินมี่ก็เลือกเมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS สีเขียวเทอร์ควอยซ์ รถคันนี้มีกลิ่นอายความคลาสสิกแบบอังกฤษที่ดูแปลกตา แฝงความหรูหราไว้ภายใต้ความเรียบง่าย สำหรับพาหนะที่ต้องขับออกไปข้างนอกทุกวัน เธอไม่อยากให้มันดูสะดุดตาจนเกินไป ซึ่งสไตล์และสีของรถคันนี้ตอบโจทย์ความต้องการของเธอได้เป็นอย่างดี


"รูดบัตรจ่ายเต็มเลยค่ะ" หลินมี่หยิบบัตรธนาคารออกมาส่งให้พนักงานอย่างเด็ดขาด


"รับทราบค่ะคุณหลิน ดิฉันจะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"


พนักงานขายยิ้มแก้มปริ วันนี้โชคดีจริงๆ ที่เจอลูกค้ากระเป๋าหนักที่ตกลงปิดยอดได้ทันที


"วันนี้ฉันขับรถออกไปเลยได้ไหมคะ?"


หลินมี่ถามด้วยความสงสัย เพราะเธอซื้อของไว้เยอะ ไม่อยากหิ้วของไปไหนมาไหนลำบาก พลางนึกเสียดายในใจว่าเธอน่าจะซื้อรถก่อนแล้วค่อยไปชอปปิงที่ห้าง... พลาดไปเสียได้!


"ได้ค่ะคุณหลิน สำหรับลูกค้าที่จ่ายเต็มจำนวน เรามีช่องทางด่วนให้ค่ะ ใช้เวลาดำเนินการประมาณสองชั่วโมง"


พนักงานกล่าวอย่างสุภาพ


"สองชั่วโมงเหรอ? งั้นฉันไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยกลับมาจัดการให้เรียบร้อยนะคะ"


หลินมี่ดูเวลาตอนนี้บ่ายโมงกว่าๆ หากจัดการเอกสารเสร็จ ก็น่าจะทันไปติดต่อศูนย์ขายบ้านก่อนปิดทำการพอดี ในเมื่อซื้อรถแล้ว เธอก็อยากขับกลับไปเลย จะได้ไม่เสียเที่ยว ไหนๆ ก็วางเงินมัดจำบ้านไปสองล้านหยวนแล้ว เรื่องคงไม่มีปัญหาอะไร


พอได้ยินแบบนั้น พนักงานก็รีบบอกอย่างใส่ใจว่า


"คุณหลินยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงใช่ไหมคะ? ทางเรามีบริการอาหารและเครื่องดื่มไว้รับรองค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาไปที่ห้องพักรับรองนะคะ"


บริการดีขนาดนี้ หลินมี่ก็ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลาไปหาของกินข้างนอกอีก


**


บ่ายสามโมงตรง หลินมี่ก็ได้เป็นเจ้าของรถคันแรกในชีวิต


ราคารวมของรถคันนี้อยู่ที่หนึ่งล้านกว่าหยวน เพราะเธอเลือกชุดแต่งแบบจัดเต็ม ราคาก็เลยขยับขึ้นมาอีกหน่อย แม้จะไม่ใช่รถที่หรูหราที่สุดเมื่อเทียบกับรถมหาเศรษฐีคนอื่น แต่สำหรับคนทั่วไปก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว


หลินมี่เองก็ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรมากนัก ถ้าไม่ได้ระบบช่วยให้มีเงินถุงเงินถัง เธอคงภูมิใจกับรถราคาหลักแสนอยู่แน่ๆ ถึงแม้รถจะยังเป็นป้ายแดง แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความสุขของเธอลงแม้แต่น้อย ขณะนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งคนขับใหม่เอี่ยม หลินมี่รู้สึกว่าชีวิตของเธอกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ทีละก้าว!


เพราะมัวแต่ซื้อรถ ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อย กว่าเธอจะไปถึงศูนย์ขายบ้านก็เป็นเวลาสามโมงครึ่งแล้ว


เป็นอีกวันที่น่าอิจฉาของมี่มี่จริงๆ!