ตอน 34
บทที่ 34 : เธอมาแล้ว
บนโต๊ะ แสงเทียนริบหรี่วูบไหวไปตามแรงลม ชายฉกรรจ์คนหนึ่งสวมเสื้อคลุมผ้าสีน้ำเงินซีดจาง บนศีรษะโพกด้วยผ้าที่ถักทอจากด้ายห้าสี รอบคอก็ห้อยเครื่องรางรูปร่างประหลาดเอาไว้หลายต่อหลายเส้น เขากำลังกระโดดโลดเต้นไปมาอยู่ข้างเตียงของเธอ มือซ้ายของเขาถือชามไม้ มือขวาถือไม้กวาดขนาดเล็กพลางจุ่มน้ำในชามแล้วสะบัดไปที่ตัวเธอ
เธอสะดุ้งเฮือกพลันลุกขึ้นนั่งแล้วตะโกนถาม
“คุณกำลังทำอะไร!”
กู่เอ๋อร์หรงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มาตลอดรีบกระโจนลุกขึ้น เขาสาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเธอ พลางใช้มือแตะที่หน้าผากด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
“ผมตกใจแทบตาย นึกว่าคุณจะไม่ฟื้นขึ้นมาเสียแล้ว”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเก็บชามลง ก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างในปากแล้วกล่าวว่า
“วิญญาณร้ายถูกขับออกไปเรียบร้อยแล้ว”
หวังฮุ่ยอิงยกมือลูบหน้าอกตัวเองพลางกล่าวขอบคุณไม่หยุด ก่อนจะหยิบเงิน 20 หยวนยัดใส่มือชายผู้นั้น
กวนโย่วซวง : !!
ตอนแรกเธออยากจะโพล่งออกไปว่าเขามันก็แค่พวกต้มตุ๋น แต่จะให้อธิบายเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างไรดี? สุดท้ายเธอจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือเมื่อครู่ไฟดับกะทันหัน ทำให้เธอยังไม่ได้กดถอนเงินออกมา
ดูท่ากู่เอ๋อร์หรงจะตกใจมาก สีหน้าของเขายังคงซีดเซียวมาจนถึงตอนนี้ เขาใช้มือลูบใบหน้าของกวนโย่วซวงพลางถามว่ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างหรือไม่ หวังฮุ่ยอิงแทรกขึ้น
“ถามอะไรอย่างนั้น? เมื่อกี้เพิ่งเดินเฉียดประตูนรกมา พลังกายต้องบอบช้ำไปมากแน่ๆ แม่จะไปต้มไข่หวานให้กินบำรุงหน่อยนะ”
กวนโย่วซวงทำได้เพียงยิ้มทั้งน้ำตาและพยักหน้าตอบตกลง เวลาสิบโมงครึ่ง เฉกเช่นคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันคู่อื่นๆ กู่เอ๋อร์หรงขี่จักรยานพากวนโย่วซวงมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านกวนเสียกู่
เส้นทางค่อนข้างขรุขระ กวนโย่วซวงจึงบอกขึ้น
“ถึงหมู่บ้านแล้วลงเถอะ”
“เธอก็ให้เขาปั่นมาส่งถึงที่สิ จะลงทำไม?” เหลียงอวี้ถิงพูดพลางวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อวี้ถิง เธอมาทำอะไรที่นี่?” กวนโย่วซวงกระโดดลงจากจักรยาน
“ก็มารอเธอน่ะสิ! เป็นไง แต่งงานไปแล้วไม่คิดจะเห็นฉันเป็นเพื่อนแล้วหรือไง?”
เหลียงอวี้ถิงจับตัวเธอให้หันมาแล้วจ้องมองซ้ายมองขวาอย่างไม่รู้จักพอ
“มองอะไรของเธอ?” เหลียงอวี้ถิงดึงกวนโย่วซวงออกไปอีกทางแล้วกระซิบ
“พวกคนแก่พวกนั้นไม่ได้รังแกคุณใช่ไหม? ฉันได้ยินมาว่าผู้ชายแถวกู่เจียไถป่าเถื่อนยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก”
กวนโย่วซวงหลุดขำพรืด กู่เอ๋อร์หรงแสร้งไอแก้เก้อ เหลียงอวี้ถิงรู้สึกตัวว่าพูดอะไรผิดไป จึงรีบแก้ตัว
“ฉันไม่ได้หมายถึงเขา ฉันหมายถึงพวกคนที่มาแกล้งตอนส่งตัวเข้าหอน่ะ”
“ไม่ได้แกล้งหรอก เราเปลี่ยนไปจัดแบบอื่น ไปร้องเพลงเต้นรำกันที่ลานฟางข้าวแทน”
“หา? เต้นรำเนี่ยนะ?”
เหลียงอวี้ถิงทำหน้าประหลาดใจ ครั้งที่แล้วตอนที่คณะเต้นรำจากในเมืองมาจัดกิจกรรมโปรโมทในหมู่บ้าน เธอชวนกวนโย่วซวงไปดู แต่เธอกลับไม่มีความสนใจเลยสักนิด
คนแบบนั้นเนี่ยนะ บอกว่าไปเต้นรำที่ลานฟางข้าว!
“เดี๋ยวว่างๆ จะเล่าให้ฟังนะ ฉันขอเข้าบ้านก่อน”
“ได้ ไว้เจอกันนะ”
*
“แม่คะ หนูว่าพี่สาวคงไม่มาแล้วล่ะ” กวนเล่ยจิบน้ำชาพลางถอนหายใจ
“ไม่หรอก วันนี้เป็นวันเยี่ยมบ้านเรื่องสำคัญขนาดนี้ ต่อให้พี่คุณไม่รู้เรื่อง คนตระกูลกู่จะไปไม่รู้ได้ยังไง? รอก่อนเถอะ”
“ไม่ใช่ไม่รู้ค่ะ แต่พี่เขยงานยุ่งมาก ดูเหมือนจะลางานไม่ค่อยได้ วันนี้อาจจะกลับเข้าเมืองไปแล้วก็ได้ อีกอย่างพี่สาวขี่จักรยานไม่เป็น จะมาเองก็คงลำบาก”
จางไฉเหอกางโต๊ะพับออกแล้วพูด “ช่างเถอะ ไม่รอแล้ว กินกันก่อนเถอะ”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงประตูก็ดังขึ้น เธอเดินออกไปดูก็เห็นกวนโย่วซวงกับกู่เอ๋อร์หรงเดินเข้ามา กู่เอ๋อร์หรงสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวขี้ม้าดูทะมัดทะแมง ส่วนกวนโย่วซวงสวมชุดเดรสแขนยาวสีดำ ทำให้ดูผิวพรรณผุดผ่องและมีสง่าราศี
ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้ามา!
จางไฉเหอเหลือบมองของในมือพวกเขาทันที เห็นมีเพียงใบชาสองจินกับเหล้าสองขวด เธอรู้อยู่แล้วเชียว ไอ้ลูกเนรคุณพวกนี้ไม่มีวันเอาของดีๆ มาฝากเธอหรอก เธอแค่นเสียงเหอะในลำคอแล้วเดินเข้าบ้านไป
ขณะนั้นเอง กวนเล่ยวิ่งออกมา เมื่อเห็นกู่เอ๋อร์หรง เธอก็ตกตะลึง เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
ชาติก่อนเขาเร่งรีบกลับหน่วยงานตั้งแต่วันรุ่งขึ้น และกว่าจะกลับมาอีกครั้งก็ผ่านไปตั้งหนึ่งเดือน หันไปดูพี่หญิงที่ใบหน้าเบิกบาน แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอกลืนความไม่พอใจลงไป แล้วรีบคว้ามือกวนโย่วซวงพลางแสร้งทำเป็นดีใจ
“พี่สาว ทำไมเพิ่งมากันคะ? พวกเราคอยกันตั้งนานแล้ว”
“มีธุระนิดหน่อยน่ะ”
“ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าวันเยี่ยมบ้าน? จงใจชัดๆ คิดว่าแต่งออกไปจากบ้านนี้แล้วฉันจะจัดการอะไรแกไม่ได้ใช่ไหม?”
จางไฉเหอกระชากม่านประตูเสียงดังโครมครามแล้วเดินพรวดออกมา “วันแต่งงานที่พูดไว้ยังจำได้ไหม?”
กวนโย่วซวงเริ่มปวดหัว! มีลูกเขยอยู่ด้วยทั้งคน แต่จางไฉเหอกลับไม่ไว้หน้าลูกสาวคนโตเลยสักนิด! ทำไมต้องมามีแม่แบบนี้นะ! เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีอะไรค่อยเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ ฉันคอแห้งแล้ว ขอเข้าไปดื่มน้ำก่อน” จากนั้นก็จูงมือกู่เอ๋อร์หรงเดินดิ่งเข้าบ้านไป
“โย่วซวง!” กวนโย่วซวงถึงได้เห็นว่าพ่อของเธอนั่งอยู่ที่มุมห้องมาตลอด
“พี่สาว มากันแล้วหรือครับ” จ้าวหยางที่นั่งไขว่ห้างอยู่รีบบี้ก้นบุหรี่แล้วลุกขึ้นรินน้ำให้
คำว่า 'พี่สาว' ที่หลุดออกจากปากจ้าวหยางทำเอากวนโย่วซวงแทบจะอาเจียน เธอพยายามซ่อนความรังเกียจในแววตาแล้วกล่าว
“คุณอายุมากกว่าฉัน ต่อไปเรียกแค่ชื่อก็พอ”
“แบบนั้นได้ยังไงกันครับ? พี่เป็นพี่สาวของเล่ยเล่ย ต่อให้ผมแก่จนเดินไม่ไหวก็ยังต้องเรียกว่าพี่ครับ”
กวนโย่วซวงเกลียดผู้ชายที่ทำตัวกะล่อนปลิ้นปล้อนคนนี้เหลือเกิน เมื่อนึกถึงอีกด้านที่ไม่มีใครรู้เธอก็รู้สึกคลื่นไส้จนพะอืดพะอม กวนโย่วซวงดื่มน้ำหนึ่งอึกแล้วหันไปถามจางไฉเหอ
“แม่คะ เมื่อกี้แม่จะถามอะไรนะ?” จางไฉเหอเรียกกวนรุ่ยเจี๋ยเข้ามา
“เงินค่าส่งตัวเจ้าสาววันนั้นน่ะ พวกคุณยังไม่ได้ให้เสี่ยวเจี๋ยเลยนะ”
จ้าวหยางเหลือบมองกู่เอ๋อร์หรงด้วยสายตาเหยียดหยาม ในใจนึกดูแคลน เขาคิดว่าไอ้นี่คงรวยเสียอีก ที่แท้ก็เป็นแค่ไอ้จนที่แม้แต่เงินค่าส่งตัวเจ้าสาวยังไม่มีปัญญาจ่าย แหวนเพชรที่กวนโย่วซวงใส่อยู่นั่นคงเป็นของปลอมสินะ
กวนโย่วซวงวางแก้วลงบนโต๊ะพลางพูดอย่างใจเย็น
“แม่คะ ทำไมยังมาทวงเรื่องนี้อีก วันนั้นฉันเตรียมเงินไว้ให้เสี่ยวเจี๋ยสองร้อย แต่เขาไม่อยู่นี่คะ แม่จัดแจงให้เขาไปส่งตัวเล่ยเล่ยแล้ว”
“เขาก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่ไง แกก็ให้ไปสิ”
“จะเหมือนกันได้ยังไงคะ? ฉันไม่ได้แต่งงานวันนี้เสียหน่อย แม่ไม่รู้หรือไงว่าเงินค่าส่งตัวเจ้าสาวน่ะเขาหมายถึงอะไร?”
กวนโย่วซวงถอนหายใจพลางกล่าวต่อ
“ฉันล่ะสงสัยจริงๆ เป็นลูกสาวแม่เหมือนกัน น้องสาวมีน้องชายแท้ๆ ไปส่งตัว แต่ฉันล่ะ? ต้องไปอาศัยลูกพี่ลูกน้องคนอื่นมาส่ง ใครรู้ก็คงคิดว่าพวกแม่เสียดายไม่อยากจัดงานแต่งสองรอบ เลยให้เราแต่งวันเดียวกันแถมมีน้องชายคนเดียวเลยจนปัญญา
“แต่ถ้าคนไม่รู้ คงคิดว่าฉันไปทำเรื่องชั่วช้าสามานย์อะไรมา ถึงได้ถูกพ่อแม่ฝั่งบ้านเดิมปฏิบัติเช่นนี้”
ใบหน้าของจางไฉเหอแดงสลับขาว เธอรู้สึกถึงความไม่ปกติว่าเริ่มจะควบคุมลูกสาวคนนี้ไม่ได้แล้ว เธอเกิดความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอชี้หน้ากวนโย่วซวงด้วยความโกรธจนริมฝีปากสั่น
“ดี! ฉันเลี้ยงแกมาเตรียมสินเดิมให้ ส่งแกแต่งงาน สุดท้ายแม้แต่เงินค่าส่งตัวเจ้าสาวให้น้องชายแกยังไม่อยากจะจ่าย! ลูกสาวเหมือนกัน แทบไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ดูแค่วันเยี่ยมบ้านวันนี้ก็พอ เล่ยเล่ยเขาเอาอะไรมา แล้วแกน่ะเอาอะไรมา!”