ตอน 28

บทที่ 28 : บ่นพึมพำ


กวนโย่วซวงรู้สึกปวดระบมไปทั่วทั้งร่าง เธอถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาและความรู้สึกแรกที่ได้รับรู้ทันทีที่ลืมตาคือความปวดเมื่อยนี้เอง


กู่เอ๋อร์หรงกำลังซุกใบหน้าอยู่กับซอกคอของเธอ ท่าทางกระหายหิวราวกับอดอยากมานาน เมื่อคืนเขาไม่รู้ว่ากุ๊กกิ๊กกับเธอไปกี่รอบต่อกี่รอบ แต่ตอนนี้ยังมีแรงและอารมณ์คึกคักได้ขนาดนี้ คงต้องยอมรับเลยว่าพวกทหารนี่มันของจริง


ไม่เสียแรงที่เคยอ่านกระทู้ในเน็ตมาเลยว่าอย่าได้ประมาทสมรรถภาพของพวกเขา


ร่างเดิมของกวนโย่วซวงนั้นทำงานหนักมาตลอด ร่างกายจึงถือว่าค่อนข้างแข็งแรง หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ด้วยสมรรถภาพร่างกายที่แม้แต่วิ่ง 800 เมตรสมัยเรียนยังไม่ผ่านเกณฑ์ของเธอ เธอคงหมดสติไปตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว


ก็นะ... กู่เอ๋อร์หรงคนนี้ หนึ่งรอบของเขากินเวลาเป็นชั่วโมงขึ้นไปทั้งนั้น!


“ตื่นได้แล้วค่ะ” กวนโย่วซวงที่หมดแรงเต็มทีเอ่ยพลางชี้ไปทางแสงขาวที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างเข้ามา


“ฟ้าสว่างจ้าแล้วนะ”


“ขออีกรอบเถอะน่า” กู่เอ๋อร์หรงพึมพำเสียงอู้อี้ มือเริ่มดึงเสื้อชั้นในของเธอออกอีกครั้ง


กวนโย่วซวงรู้สึกสงสัยเหลือเกิน ในนิยายต้นฉบับ กู่เอ๋อร์หรงเป็นคนเย็นชามาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาไปประจำการต่างที่จนไม่ค่อยได้เจอกับกวนเล่ย ต่อให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน เขาก็แค่ทำธุระให้จบๆ ไป บางครั้งก็ปล่อยผ่านไปเฉยๆ ตลอดทั้งคืนเสียด้วยซ้ำ


ดังนั้นถึงแม้ในนิยายจะไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน แต่การที่กวนเล่ยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ก็คงไม่เกี่ยวกับสภาพร่างกายของเธอหรอก สาเหตุใหญ่ก็น่าจะเป็นเพราะกิจกรรมบนเตียงที่น้อยเกินไปนี่แหละ


ทว่าตัวเขาในตอนนี้... กลับดูเหมือนหมาป่าที่หิวโหยไม่มีผิด


ขณะที่เธอกำลังฟุ้งซ่าน ปากก็ถูกเขางับเข้าให้ “อ๊ะ!” เธอส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บ “เจ็บนะ กัดฉันทำไมเนี่ย?”


“ใครใช้ให้ใจลอยเล่า”


กวนโย่วซวงดันหัวเขาออกแล้วพูดว่า


“ไม่ใช่สิ วันนี้คุณต้องไปรายงานตัวที่หน่วยไม่ใช่เหรอ?”


“หืม? ไม่นะ ใครบอก?”


กวนโย่วซวง : นิยายต้นฉบับบอกต่างหาก!


เธอจำได้ว่าในนิยาย วันนี้กู่เอ๋อร์หรงต้องรีบกลับไปที่หน่วยตั้งแต่เช้ามืด เพื่อไปดูงานต่างจังหวัดกับหัวหน้าและจะกลับมาอีกทีก็เดือนหน้า ทำเอากวนเล่ยไม่พอใจเขาอย่างมาก


*


ในห้องครัว หวงชุนเยี่ยนถือปังตอสับผักบนเขียงดังปัง ปัง ปัง ผ่านมุ้งลวดหน้าต่าง เธอเหลือบมองบ้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นเรือนหอของกู่เอ๋อร์หรงและกวนโย่วซวง


“แดดออกขนาดนี้แล้วยังไม่ตื่นอีกเหรอเนี่ย? คนเรานี่ก็มีวาสนาไม่เท่ากันจริงๆ”


“พอทีเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เมื่อคืนพวกเขากลับกันดึก”


หวังฮุ่ยอิงแม่ของกู่เอ๋อร์หรงเอ่ยพลางวางกุยช่ายที่ล้างสะอาดลงบนเขียง


“แม่ แม่นี่ลำเอียงชัดๆ พวกเขาจะกลับดึกก็เพราะไปร้องรำทำเพลงที่ลานตากข้าวไม่ใช่เหรอ แม่ลืมไปแล้วหรือไง?”


“เรื่องนี้เธอพูดไปแล้ว ก็อย่าพูดซ้ำอีกเลย” หวังฮุ่ยอิงใช้คางบุ้ยใบ้ไปทางนอกหน้าต่าง


“เธอก็รู้นิสัยของอาหรงไม่ใช่เหรอ ก่อนหน้านี้แนะนำให้ตั้งกี่คนเขาก็ไม่เอา พอได้คนที่ถูกใจสักคน จะตัวติดกันบ้างก็เข้าใจได้น่า”


“แม่คะ พูดแบบนั้นก็ถูก หนูเองก็อยากเห็นอาหรงมีความสุข แต่มื้อเช้าของสะใภ้ใหม่ควรต้องลงมือทำเองไหมล่ะ? ให้หนูที่เป็นพี่สะใภ้มาทำเนี่ยนะ ถ้าคนอื่นรู้เข้าจะหัวเราะเยาะเอาได้”


หวงชุนเยี่ยนรู้สึกโกรธเคืองในใจ เมื่อตอนตีสี่กว่าๆ เธอออกไปเข้าห้องน้ำที่หลังบ้าน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงแอบไปฟังแถวๆ เรือนหอ แม่เจ้าเอ๊ย! สองคนนั้นยังไม่หยุดกันเลย เสียงกุกกักนั่นทำเอาเธอหน้าแดงไปหมด!


เธอรู้สึกอารมณ์ค้างจึงวิ่งกลับมาที่ห้องแล้วปลุกกู่หรูอี้ขึ้นมา แต่ใครจะไปรู้ว่าตาบ้านี่เหมือนหมูตายตัวหนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด กว่าจะปลุกให้ตื่นได้ก็ใช้เวลาตั้งนาน แถมยังทำได้แค่ไม่กี่นาทีก็เสร็จสิ้น ทำเอาเธอเตะไปหลายทีด้วยความโมโห


แล้วพอเช้ามา แม่สามียังมาสั่งให้เธอตื่นมาทำกับข้าวอีก เธอจะไม่โกรธได้อย่างไร?


“เฮ้อ เธอเนี่ยปากไวเหลือเกิน จะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไม ต่อให้คนอื่นพูดถึง ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอเสียหน่อย อีกอย่างตอนเธอเพิ่งแต่งเข้าบ้านมา ฉันก็เป็นคนทำกับข้าวให้ไม่ใช่หรือไง?”


หวงชุนเยี่ยนไม่ได้ตอบโต้อะไร เมื่อพูดถึงความจริงแล้ว แม่สามีคนนี้ถือว่าดีมาก แม้จะชอบบ่นจู้จี้จุกจิกบ้าง แต่เรื่องงานการไม่เคยขี้เกียจเลย ตอนที่เธออยู่ไฟหลังคลอด แม้บ้านจะจนกรอบจนแทบไม่มีกิน แต่แม่สามีก็จัดหาอาหารสามมื้อตามเวลาและปริมาณที่เหมาะสมให้เธอเสมอ


ตลอดหนึ่งเดือนเธอทานไข่ไก่ไปถึง 60 ฟอง จนวันเลี้ยงฉลองครบเดือนของลูก ญาติมิตรต่างก็ทักว่าผิวพรรณเธอดูผุดผ่องขึ้น แต่ถึงจะดีอย่างไร เธอก็ยังหวังอยากจะแยกบ้านอยู่ดี


หยวนหยวนก็ 7 ขวบแล้ว การที่ครอบครัวต้องมาเบียดเสียดกันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ อีกอย่าง เงินที่เธอและกู่หรูอี้หามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ก็ยังต้องแบ่งส่งให้พ่อสามีคือกู่อวิ๋นเหลียงส่วนใหญ่


แม้กู่เอ๋อร์หรงจะทำงานกินเงินเดือนหลวง แต่เงินที่ส่งมาให้ที่บ้านก็มีไม่มาก แถมเงินสินสอดส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการหยิบยืมคนอื่นมาทั้งนั้น พอนึกถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา เงินสินสอดส่วนนั้นก็มีส่วนที่เธอหามาด้วยเหมือนกันนะ


*


กวนโย่วซวงก้าวลงจากเตียง รู้สึกขาอ่อนและปวดเอวเป็นระยะ เธอหยิบชุดกระโปรงมาสวมแล้วเดินออกมาที่ลานบ้าน แสงอาทิตย์สีแดงฉานสาดส่องจากทิศตะวันออก สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย


เธอกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำพอดี ก็เห็นพ่อสามีคือกู่อวิ๋นเหลียงเดินถือไม้เท้าเข้ามาทางประตูหน้า ธรณีประตูค่อนข้างสูง เขาพยายามเกาะขอบประตูเพื่อยกขาขึ้นแต่ก็ทำได้ยากลำบาก ดูน่าเวทนามาก กวนโย่วซวงขยับเอวเล็กน้อยก่อนจะรีบก้าวเข้าไปหา


“พ่อคะ เดี๋ยวหนูช่วยค่ะ”


กู่อวิ๋นเหลียงนึกว่าเธอจะแค่ประคอง แต่กลายเป็นว่าเธอเก็บไม้เท้าของเขา แล้วก้มตัวลงช้อนตัวเขาขึ้นหลังอย่างรวดเร็ว


“แม่หนู... พ่อ... พ่อพอเดินเองได้” กู่อวิ่นเหลียงพูดขึ้นหลังจากตั้งสติได้


แม้เขาจะอายุ 54 ปีแล้ว แต่ร่างกายเดิมเป็นคนตัวใหญ่ แม้ไม่กี่ปีมานี้จะผอมลงเพราะโรคเรื้อรังรุมเร้า แต่ก็ยังมีน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 170 จิน (ประมาณ 85 กก.)


ทว่าหญิงสาวที่ดูบอบบางคนนี้ กลับแบกเขาขึ้นหลังได้โดยไม่รู้สึกหนักหนาเลยสักนิด


ในขณะนั้น กู่เอ๋อร์หรงที่จัดที่นอนเสร็จก็เดินออกมาพอดี เขาไม่ได้ตกใจเพราะเคยเห็นพละกำลังของเธอมาแล้ว เขาเพียงแต่มองเธอด้วยสายตาเปี่ยมรักก่อนจะเดินไปหยิบไม้เท้าที่ประตูให้


หวงชุนเยี่ยนตกใจจนเกือบทำมีดบาดมือในบรรดาผู้หญิงด้วยกัน เธอถือว่ามีแรงเยอะพอสมควร งานแบกข้าวสารหรือปุ๋ยก็ทำมาตลอด แต่ขีดจำกัดของเธอคือ 100 จินเท่านั้น มากกว่านั้นขาก็เริ่มสั่นแล้ว


แต่กวนโย่วซวง... กลับมีพละกำลังมหาศาลถึงเพียงนี้!


“แม่... แม่คะ ดูนั่นสิ เธอ... เธอ...” หวงชุนเยี่ยนรู้สึกเหมือนลิ้นพันกันไปหมด


หวังฮุ่ยอิงเองก็มองเห็นเช่นกัน แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจรู้สึกโล่งอกอย่างยิ่ง ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตมาค่อนชีวิต เธอเห็นคนมาก็มาก ได้ยินเรื่องมาก็เยอะ แต่ลูกสะใภ้ที่ปฏิบัติต่อพ่อสามีด้วยความจริงใจถึงเพียงนี้ เธอเพิ่งเคยเห็นและเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก


หากเป็นแค่การเสแสร้งแสดงละคร เธอคงแค่ประคองพ่อสามีเดินช้าๆ ให้คนอื่นเห็นชัดๆ ไม่ใช่การเดินดุ่มๆ รวดเร็วแบบนี้


กวนโย่วซวงวางพ่อสามีลงที่ขอบเตียงเตาแล้วช่วยจัดท่าให้เขานอนลงอย่างเบามือ เพราะคนแก่กลัวความหนาว พวกเขาจึงนอนเตียงเตานี้กันมาตลอด


“พ่อคะ อาการปวดเอวนี้ เป็นมานานแค่ไหนแล้วคะ?” กวนโย่วซวงช่วยถอดรองเท้าให้เขา


“ก็สองเดือนกว่าแล้ว”


“ไปตรวจซ้ำมาล่าสุดเมื่อไหร่คะ? หมอได้สั่งให้ทำกายภาพบำบัดบ้างไหม?”


“ไม่เคยไปเลย กินแต่ยาแก้ปวดก็หายไปเอง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว เกรงใจพวกเธอจริงๆ ที่ต้องมาลำบาก”


“แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยววันนี้หนูกับอาหรงจะพาพ่อไปตรวจซ้ำที่อำเภอเอง”


“อืม ต้องไปตรวจหน่อยแล้วล่ะ ตอนนั้นหมอสั่งให้ไปตรวจทุกเดือน แต่ช่วงนี้งานยุ่งเลยไม่ได้ไป”


กู่เอ๋อร์หรงเดินเข้ามาสมทบ


“พวกเธอเพิ่งแต่งงานกันแท้ๆ วันนี้พาโย่วซวงไปเที่ยวเล่นเถอะ เรื่องเอวของพ่อเอาไว้ทีหลังก็ได้”