ตอน 27

บทที่ 27 : แฉความลับ


“พี่สะใภ้ พี่ลืมใส่ด่างหมี่ไปหรือเปล่าคะ แล้วตอนนวดแป้งต้องใช้น้ำอุ่นด้วยนะ”


“อ้อ จริงด้วย พี่ลืมไปสนิทเลย”


กวนเล่ยลนลานค้นหาของบนชั้นวางจานในครัว เธอเห็นถุงพลาสติกบรรจุผงสีขาวอยู่ถุงหนึ่ง เดาว่านั่นคงเป็นด่างหมี่แน่ๆ จึงคว้าหมับเตรียมจะเทลงไป


“พี่สะใภ้ นั่นไม่ใช่ด่างหมี่ค่ะ” จ้าวเหมยรีบห้ามไว้


“นั่นมันเบกกิ้งโซดา”


กวนเล่ยรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เธอรู้สึกเสียดายจริงๆ ที่ตอนอยู่บ้านไม่ยอมหัดทำกับข้าว ทั้งที่รู้ดีว่าผู้หญิงแต่งออกไปแล้วยังไงก็ต้องทำอาหาร


จ้าวเหมยเห็นท่าทางเงอะงะของอีกฝ่ายก็ถอนหายใจ ปิดประตูห้องครัวแล้วกระซิบ


“ช่างเถอะค่ะ พี่คงไม่ค่อยได้เข้าครัวใช่ไหม เดี๋ยวฉันช่วยเอง ไว้คราวหน้าค่อยสอนใหม่ ด่างหมี่กับโซดาน่ะแยกง่ายจะตาย พี่ลองจับดูนะ ด่างหมี่จะมีความสากๆ เป็นเม็ด ส่วนโซดาจะละเอียดเหมือนแป้งเลยค่ะ”


กวนเล่ยลองสัมผัสดูถึงได้รู้ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ


“จริงๆ ก็ไม่ได้ยากหรอกค่ะ ที่บ้านเรามีเครื่องนวดแป้ง แต่ช่วงนี้มันพังเลยเอาไปซ่อม พี่ไม่ต้องถึงขั้นต้องมานั่งรีดแป้งเองหรอก ตอนฉันแต่งออกไปแรกๆ นั่นสิหนักกว่าเยอะ บ้านเขามีคนตั้งสิบคน นวดแป้งทีนึงเล่นเอาเหนื่อยแทบขาดใจ”


จ้าวเหมยลงมือจัดการอย่างคล่องแคล่ว กวนเล่ยคิดว่าการสร้างสัมพันธ์อันดีกับจ้าวเหมยนั้นจำเป็นมาก ไม่ว่ามองมุมไหน ผู้หญิงคนนี้ก็มีศักยภาพทั้งเรื่องเงินทองและยังช่วยแบ่งเบาภาระเธอได้มากในตอนนี้


เธอคิดได้ดังนั้นจึงถอดต่างหูเงินที่สวมอยู่ออกมา มันเป็นต่างหูที่แม่ของเธอจ้างช่างเงินทำขึ้นให้เป็นของขวัญตอนที่เธอไปแสดงงิ้วเมื่อปีนี้ บนตัวเรือนประดับลายดอกกุหลาบอย่างประณีต


“จ้าวเหมย ถ้าเธอไม่รังเกียจ เอาต่างหูคู่นี้ไปใส่เถอะนะ”


จ้าวเหมยชะงักไปเล็กน้อย เธอรีบวางมือที่เต็มไปด้วยแป้งแล้วปฏิเสธ


“แบบนี้ได้ยังไงคะ ของมีค่าขนาดนี้ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก พี่เก็บไว้เถอะค่ะ”


“ไม่เป็นไรหรอก พี่ตั้งใจจะให้เธอตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่มันยุ่งๆ เลยไม่มีโอกาสสักที ตอนนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว ให้ของขวัญกันนิดหน่อยจะเป็นไรไป อีกอย่างเธอก็ช่วยพี่มาตลอด”


กวนเล่ยยัดต่างหูใส่มือจ้าวเหมยแกมบังคับ


“แหม ก็แค่เรื่องนวดแป้งเองค่ะ ไม่มีอะไรหรอก” จ้าวเหมยเริ่มนวดแป้งต่อพลางบุ้ยปากไปทางหน้าต่าง


“คนอื่นๆ น่าจะยังนอนอยู่ แต่พี่ก็ช่วยดูทางให้ด้วยนะ อย่าให้แม่เห็นเข้าล่ะ”


กวนเล่ยยิ้ม “แม่เห็นก็ไม่เป็นไรหรอก พี่ว่าแม่เป็นคนดีนะ ดูอ่อนโยนดีออก”


จ้าวเหมยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ดีก็ดีค่ะ แต่... ชอบบงการไปหน่อย”


“งั้นก็เหมือนแม่พี่เลย แม่พี่ก็ชอบจู้จี้จุกจิกเหมือนกัน”


จ้าวเหมยที่ทำงานไวทำแป้งเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช่วยหั่นมันฝรั่งและผักกาดขาวให้เสร็จสรรพ เธอตั้งใจจะช่วยผัดเครื่องสำหรับราดหน้าให้ด้วย แต่เจ้าหนูเหอเหอเหมือนจะตื่นขึ้นมาแล้วร้องไห้จ้าอยู่ในห้องข้างๆ เธอจึงกำชับขั้นตอนที่เหลือให้กวนเล่ยอย่างละเอียดแล้วรีบไปปลอบลูก


“จำไว้นะคะ ตอนผัดเครื่องต้องใส่ผงปรุงรสด้วย ไม่งั้นมันจะมีกลิ่นคาว พอผัดเสร็จให้ตักพักไว้ เวลาทำน้ำซุปให้ใส่มะเขือเทศก่อน พอน้ำเดือดค่อยตอกไข่ เติมเกลือแล้วก็ใส่น้ำส้มสายชู ขั้นตอนสุดท้ายค่อยตั้งน้ำต้มเส้นค่ะ”


“ตกลง พี่จำได้แล้ว”


*


กวนเล่ยยกชามบะหมี่ไปที่ห้องโถงใหญ่ด้วยความเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ลำพังแค่ขั้นตอนการทำก็วุ่นวายพอแรงแล้ว ตอนจะคีบเส้นใส่ชามยังเกือบทำเอาเธอสติแตก


เพราะเส้นที่จ้าวเหมยนวดไว้เหนียวนุ่มเกินไป คีบขึ้นมาทีไรก็ร่วงลงหม้อทุกที สุดท้ายเธอเลยต้องใช้กระชอนตักแทน ไหนจะต้องคอยตักน้ำซุป ไหนจะต้องเอาผ้ามาเช็ดคราบซุปที่เปื้อนขอบชาม เรียกได้ว่าวุ่นวายจนหัวหมุน


แถมตามคำสั่งของจ้าวหยาง เธอต้องกลับไปที่ครัวเพื่อหยิบน้ำส้มสายชู น้ำมันพริก และกระเทียมมาเพิ่มอีก จ้าวหงไฉ พ่อของจ้าวหยางเริ่มลงมือทานอาหารโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง คนอื่นๆ เองก็เริ่มใช้ตะเกียบเช่นกัน


จ้าวหลานคีบเส้นเข้าปากคำเดียวก็ขมวดคิ้ว


“ทำไมรสชาติจืดชืดขนาดนี้ กินลงได้ยังไง? ที่บ้านไม่มีเกลือแล้วเหรอ?”


“ไม่ใช่ว่ามีผักดองเหรอ?” จ้าวเหมยพูดขณะป้อนข้าวลูก


“ใส่ลงไปในชามรสชาติกำลังดีเลยนะ”


“นั่นมันวิธีกินของเธอ ฉันไม่ชอบแบบนั้น” จ้าวหลานวางตะเกียบลง


“เล่ยเล่ย ไปหยิบเกลือมาให้หลานหลานหน่อยสิ” จ้าวหยางเคี้ยวเส้นบะหมี่แล้วพูดอู้อี้


“น้องเขารสจัดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ต่อไปเวลาทำอาหารก็จำไว้ว่าต้องใส่เกลือในชามของน้องเขาให้เยอะหน่อย”


กวนเล่ยรู้สึกโกรธจนตัวสั่น ในฐานะคนที่เกิดใหม่ เธอรู้ดีว่าจ้าวหลานเป็นคนแบบไหน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น อายุ 24 ปีแล้วยังแต่งงานไม่ได้ เป็นสาวเหลือน้อยแบบนี้จะมีดีอะไร?


เธอยังจำได้ว่าพี่สาวเคยพูดคลุมเครือว่าชื่อเสียงของจ้าวหลานแย่มาก แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น ที่น่าหงุดหงิดคือจ้าวหยางกลับตามใจน้องสาวคนนี้เหลือเกิน ทุกครั้งที่กลับจากตัวอำเภอจะต้องซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางมาให้ตลอด


ทำไมเธอต้องมาคอยปรนนิบัติคนแบบนี้ด้วย? เธอแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและนั่งทานอาหารต่อ


“หูหนวกหรือไง?” จ้าวหลานแผดเสียงอย่างถือดี


“พี่ชายฉันพูดไม่ได้ยินหรือไง!”


จ้าวเหมยทนดูต่อไปไม่ไหว เธอไม่ค่อยลงรอยกับน้องสาวคนนี้เท่าไหร่นัก ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งวันนี้ได้ต่างหูจากกวนเล่ยมา เธอเลยยิ่งเข้าข้างกวนเล่ยเป็นพิเศษ


“นี่เธอ อายุ 24 แล้วนะ ทำไมยังทำตัวไม่มีมารยาทแบบนี้ พี่สะใภ้เขาเพิ่งแต่งเข้าบ้านมา มีสิทธิ์อะไรไปสั่งเขา?”


เฝิงจวนหงถลึงตาใส่จ้าวเหมยเป็นการตำหนิที่เอาแต่ปกป้องคนนอก จ้าวหลานไม่ยอมแพ้


“เธอจะเดือดร้อนอะไรนักหนา ฉันไม่ได้ว่าเธอสักหน่อย อีกอย่างเธอแต่งงานออกไปแล้ว นี่มันเรื่องของบ้านเรา เธอมาเกี่ยวอะไรด้วย?”


“เธอพูดใหม่อีกทีซิ” จ้าวเหมยถลึงตาใส่


“ฉันก็พูดความจริง! เธอแต่งงานไปแล้วแต่ก็นึกจะกลับบ้านแม่ก็กลับ ชาวบ้านเขานินทากันจะตาย เธอคงไม่รู้สินะว่าเขาขำเธอแค่ไหน”


“แล้วเธอเล่า? ขนาดไม่ได้แต่งงาน ท้องป่องมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว...”


“จ้าวเหมย!” จ้าวหยางตวาดลั่น


กวนเล่ยรู้สึกสะใจสุดขีด เธอเงี่ยหูฟังเรื่องซุบซิบของบ้านนี้พลางภาวนาให้พวกเธอแฉกันออกมาอีกเยอะๆ ที่แท้เรื่องชื่อเสียงไม่ดีที่พี่สาวว่าไว้ก็หมายถึงเรื่องนี้เองสินะ!


จ้าวหลานที่ภายนอกดูสูงส่งดั่งดอกบัวขาว ที่แท้เนื้อในกลับร่านไม่เบา กวนเล่ยหัวเราะเยาะในใจ ยิ่งรู้สึกดูถูกจ้าวหลานมากขึ้นไปอีก แต่ในฐานะว่าที่แม่บ้านของครอบครัวนี้ เธอจึงทำเป็นพูดจาประนีประนอม


“จ้าวเหมย จ้าวหลาน พวกเธออย่าทะเลาะกันเลยนะ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ อย่าให้เสียบรรยากาศเลย”


จ้าวหลานไม่ได้สำนึกเลยแม้แต่น้อย เพราะถูกจ้าวเหมยแฉความลับเข้าให้ จึงกำลังโมโหจัดและพ่นคำด่าออกมาแรงกว่าเดิม กวนเล่ยภาวนาในใจ ‘เอาอีกๆ จัดมาอีก!’ สิ่งที่น่าแปลกใจเพียงอย่างเดียวคือ


จ้าวหงไฉทำตัวเหมือนคนหูหนวก ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ยังคงตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวกินต่อไป


“พอได้แล้ว! พวกแกสองคนกลัวฉันอายุยืนเกินไปหรือไง? ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันจนบ้านจะแตกอยู่แล้ว!”


เฝิงจวนเสียฟาดชามข้าวลงกับโต๊ะเสียงดังสนั่น


“เรื่องขี้ผงแค่นี้ต้องเอามาแฉกันให้ได้อะไรขึ้นมา จ้าวหลาน แกอยากกินเกลือก็ไปเติมเอง!”


จ้าวหลานเตะเก้าอี้ทิ้งก่อนจะสะบัดหน้าหนีออกไป กวนเล่ยรู้สึกประทับใจเหลือเกิน!


แม่ผัวคนนี้ ช่างเป็นแม่ผัวที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ! เธอแทบอยากจะรีบกลับบ้านแม่เพื่อไปเล่าเรื่องพวกนี้ให้แม่ฟังเสียเดี๋ยวนี้เลย