ตอน 10
บทที่ 10 : การใส่ความ
โทสะของหวังเย่วเถาลดลงเล็กน้อย เธอเหลือบมองกวนโย่วซวงแล้วเอ่ยว่า
“เล่ยเล่ยนี่แหละที่รู้ความ ดูสิเฟิงเฟิงกับเสี่ยวเจี๋ยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย หากไม่ใช่เพราะถูกใครบางคนยุยง เสี่ยวเจี๋ยไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่”
กวนเล่ยมองพี่สาวของตนแล้วทำได้เพียงฝืนยิ้มโดยไม่พูดอะไร
“กี่หยวน?” กวนโย่วซวงซดน้ำซุปคำสุดท้ายหมดถ้วยก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อะไรกี่หยวน?” หวังเย่วเถาถามกลับ
“ค่ารักษาพยาบาล”
“หล่อนถามเรื่องนี้ไปทำไม? มีปัญญาจ่ายหรือไง”
“ฉันมีเงินแน่นอน แต่นั่น...” กวนโย่วซวงใช้คางบุ้ยไปที่เฟอร์นิเจอร์บนบันไดหน้าบ้านหลัก
“เห็นไหม? เฟอร์นิเจอร์พวกนั้นฉันเป็นคนซื้อมาเอง”
หวังเย่วเถาอ้าปากค้าง โซฟาชุดนี้ปีที่แล้วตอนที่เธอไปซื้อจักรเย็บผ้าในตัวเมืองเคยเห็นอยู่ เจ้าของร้านบอกว่าเป็นของนำเข้าจากเขตชายฝั่ง ราคาอย่างต่ำก็สามร้อยหยวน เธอถึงกับมีเงินซื้อเชียวหรือ?
“ฉันมีเงิน แต่ฉันจะไม่จ่ายเงินให้ใครพร่ำเพรื่อ เอาใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาให้ฉัน แล้วฉันจะจัดการจ่ายคืนให้”
ใบหน้าของหวังเย่วเถาแดงก่ำ เธอขึ้นเสียง
“หมายความว่าอย่างไร? ไม่เชื่อหรอว่าฉันจ่ายไปยี่สิบแปดหยวน?”
“ใช่ ไม่เชื่อ จนกว่าคุณจะเอาใบเสร็จมาแสดง”
จางไฉเหอรีบวิ่งออกมา
“โย่วซวง! แกพูดจากับอาสะใภ้แบบนี้ได้อย่างไง! ถ้ามีเงินก็รีบจ่ายให้อาสะใภ้สิ ถ้าไม่ใช่เพราะแกไปยุยงเสี่ยวเจี๋ย เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไง”
กวนโย่วซวงหัวเราะเบาๆ
“จากหมู่บ้านกวนเสียกู่เข้าไปในตัวเมือง ค่ารถผู้ใหญ่ห้ามะเหมา เด็กไม่เสียค่าใช้จ่าย ต่อให้พวกคุณไปกันสองคน ค่ารถไปกลับก็แค่สองหยวน ค่าลงทะเบียนโรงพยาบาล ค่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสองหยวน ค่าล้างแผลทำแผลเต็มที่หนึ่งหยวน ตรวจสมองห้าหยวน บวกรวมค่ายาอีกนิดหน่อย ฉันเดาว่าเต็มที่ก็หนึ่งถึงสองหยวน แล้วยี่สิบแปดหยวนนั่นมาจากไหน?”
“แล้วเสี่ยวเจี๋ยบอกว่า ตอนนั้นเฟิงเฟิงถือมีดจะมาปาดมือเขา เสี่ยวเจี๋ยหยิบหินขึ้นมาแค่เพื่อจะขู่ เฟิงเฟิงถึงได้ล้มลงไปกระแทกหินเอง ถ้ากระแทกแค่นั้นแล้วเป็นถึงขั้นสมองกระทบกระเทือน โรคนี้คงเป็นกันง่ายเกินไปแล้วกระมัง? ตกลงว่าหัวของเฟิงเฟิงแตกเพราะฝีมือเสี่ยวเจี๋ยจริงหรอ?”
“เธอหมายความว่ายังไง?”
แม้ปากจะยังแข็ง แต่ท่าทีของหวังเย่วเถาเริ่มอ่อนลง วันนี้เพราะเธอแค้นใจความหยิ่งผยองของกวนโย่วซวง จึงวางแผนหลอกล่อให้ลูกชายยอมเจ็บตัวเล่นละครฉากใหญ่
โดยให้น้องชายไปยั่วยุเสี่ยวเจี๋ยจนอีกฝ่ายหยิบหินขึ้นมา จากนั้นก็อาศัยจังหวะกรีดหัวตัวเองเพื่อสร้างสถานการณ์ว่าถูกทำร้าย เสี่ยวเจี๋ยนิสัยขี้ขลาด ตอนนั้นคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นึกว่าตนเองเป็นคนทำหัวอีกฝ่ายแตกจริงๆ
เธอเลยฉวยโอกาสนี้พาลูกชายไปเที่ยวตัวเมือง ติดพลาสเตอร์แปะแผลสวยๆ แล้วกลับมาเรียกร้องเงินจากบ้านกวน ใครจะไปคิดว่ายัยเด็กนี่จะจับโกหกได้!
“งั้นอาสะใภ้ ต้องการให้ฉันพูดต่ออีกไหม?” กวนโย่วซวงถาม
จางไฉเหออึ้งไป ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูจากท่าทางของหวังเย่วเถาแล้ว เห็นได้ชัดว่าหัวของเฟิงเฟิงไม่ได้แตกเพราะเสี่ยวเจี๋ย! เมื่อนึกถึงตอนบ่ายที่เธอต้องลดตัวลงไปขอโทษขอโพยอีกฝ่าย จางไฉเหอก็เดือดดาลขึ้นมา
“สะใภ้หวัง... เราเป็นเพื่อนบ้านกันมานานกว่ายี่สิบปี ฉันไม่เชื่อเลยว่าเธอจะทำแบบนี้!”
“เปล่าหรอก... หัวเฟิงเฟิงแตกจริงๆ แถมเสี่ยวเจี๋ยก็บอกเองว่าเป็นคนขว้างหิน ฉันก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์... ช่างเถอะๆ เธอพูดถูก เราเป็นเพื่อนบ้านกัน เห็นไส้เห็นพุงกันหมด จะมาบาดหมางกันเพราะเรื่องแค่นี้คงไม่คุ้ม เรื่องนี้ให้มันจบไปเถอะ พวกเธอทำธุระต่อเถอะ ฉันกลับก่อนนะ”
กวนเล่ยงุนงงอย่างมาก เธอใช้สมองทั้งหมดที่มีก็คิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ในชาติที่แล้วเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น! พี่สาวที่แสนซื่อของเธอไม่เคยฉลาดและฝีปากกล้าถึงเพียงนี้มาก่อน!
หลังจากหวังเย่วเถากลับไป จางไฉเหอก็คว้ามือลูกสาวขึ้นมาอย่างหายาก
“โย่วซวง วันนี้ขอบใจมากนะ ช่วยประหยัดเงินในบ้านได้ตั้งเยอะ ใครจะไปคิดว่าหวังเย่วเถาจะคิดคดโกงเราแบบนี้”
“หน้าตาเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างนั้น ในหมู่บ้านนี้คนดีไม่ได้มีเยอะอย่างที่แม่คิดหรอก”
กวนเล่ยชะงักไป พี่สาวเธอดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง หรือว่าเธอจะเกิดใหม่เหมือนกัน? แต่ไม่นานเธอก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อพี่สาวตกลงยอมแต่งงานเปลี่ยนตัว จะเป็นคนเกิดใหม่ได้อย่างไร
ตอนนั้นเอง กวนรุ่ยเจี๋ยก็วิ่งออกมา เขาเตะไปที่ขาจางไฉเหออย่างวางท่า
“แม่ตีผม! แม่ใส่ร้ายผม!”
“โอ๊ย บรรพบุรุษตัวน้อย อย่าเตะสิ แม่ผิดไปแล้ว” จางไฉเหอกล่าวด้วยความโอ๋
“พรุ่งนี้ซื้อปืนฉีดน้ำให้ โอเคไหม?”
“ปืนฉีดน้ำน่ะแม่รับปากไว้ก่อนแล้ว เพื่อแสดงความจริงใจ แม่ต้องซื้อปืนของเล่นให้อีกกระบอก”
“ได้ๆ ซื้อให้ก็ได้”
กวนโย่วซวงอดทนจนถึงขีดสุด “ห้ามซื้อ” เธอกล่าวเสียงเย็น
“เรื่องวันนี้เป็นความผิดของเธอเอง ไม่ได้ตีคนอื่นแท้ๆ ทำไมต้องยอมรับมั่วซั่ว? คนอย่างเธอถ้าอยู่ในยุคสงครามคงกลายเป็นไอ้ขี้ข้าขายชาติในไม่กี่นาทีแน่”
“โธ่ คำว่าขายชาติอะไรนั่น พูดจาน่าฟังซะที่ไหน” จางไฉเหอโอดครวญ
เมื่อนึกถึงนิสัยเกียจคร้านของน้องชาย กวนเล่ยก็เสริม
“ใช่แม่ ครั้งนี้หนูสนับสนุนพี่สาว น้องทำผิดจริงๆ ที่ทำให้แม่ต้องไปลดตัวต่อหน้าแม่ของเฟิงเฟิง ถ้าไม่สั่งสอนให้ดี ต่อไปจะไปสร้างเรื่องให้แม่กับพ่อปวดหัวอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้”
พอเห็นพี่สาวทั้งสองไม่เข้าข้าง โจวรุ่ยเจี๋ยก็ลงไปนอนดิ้นพราดกับพื้น “แง!”
“โอ๊ย บรรพบุรุษจ๋า ลุกขึ้นก่อน พื้นมันเย็น เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”
“ปล่อยให้นอนไป” กวนโย่วซวงกล่าวเสียงเย็น
“แก... แกทำแบบนี้ได้ยังไง...” จางไฉเหอกำลังจะด่าทอ แต่กวนโย่วซวงกลับหยิบธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนใบใหม่เอี่ยมออกมาสะบัด
“เรื่องวันนี้แม่ไม่ต้องยุ่ง เดี๋ยวเงินก้อนนี้หนูจะให้แม่เอง”
จางไฉเหอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก เธอมีเงินหนึ่งร้อยหยวนได้ยังไง?
กวนเล่ยตกตะลึง แม้แต่โจวรุ่ยเจี๋ยยังลืมร้องไห้ แอบลืมตาขึ้นมามอง จางไฉเหอลูบอกตัวเอง
“พูดคำไหนคำนั้นนะ?”
“แน่นอน”
จางไฉเหอมองดูลูกชายแล้วตัดสินใจได้ “ได้ งั้นแม่กลับเข้าห้องล่ะ”
กวนโย่วซวงพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเอง กวนเล่ยหันมองน้องชายเล็กน้อยก่อนจะเดินตามพี่สาวเข้าไป ทิ้งให้คนตัวแสบอยู่กลางลานบ้านคนเดียว
รุ่ยเจี๋ย : “???”
ยามค่ำคืนเงียบสงัด เขาพลันนึกถึงเรื่องผีจนขนลุกอยากจะลุกขึ้น แต่ด้วยความเสียหน้าจึงทำได้เพียงปิดตาแล้วแหกปากร้องโหยหวนต่อไป
*
ภายในห้อง
“พี่ นี่พี่ไปเจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภมาหรือไง?” กวนเล่ยยื่นน้ำให้พร้อมยิ้ม
“โชคช่วยน่ะ วันนี้ไปตัวเมือง ดวงดีเลยเก็บเงินหนึ่งร้อยหยวนได้ที่สถานีรถไฟ”
“นั่นก็คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภโปรยเงินให้พี่แล้วสิ! จริงสิพี่ ที่พี่ซื้อเฟอร์นิเจอร์มา แม่บอกว่านั่นคือสินเดิมของพี่...”
กวนเล่ยชะงักไป สุดท้ายก็กลืนคำพูดส่วนหลังลงคอไป