ตอน 20
บทที่ 20: ทำยังไงดี! เจอผีเข้าแล้ว!
“นังแก่หนังเหนียว! เนื้อหายไปไหนหมด ทำไมถึงเดินมือเปล่ากลับมาแบบนี้!”
ลุงรองหลี่หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเดือดดาล สัญชาตญาณเขาสั่งให้หยิบกล้องยาสูบที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมาฟาดคน แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
สีหน้าของเขาแข็งค้าง ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่สะดุดล้มหน้าป่าเล็กเมื่อครู่ คงทำกล้องยาสูบใบโปรดหล่นหายไปเสียแล้ว จะย้อนกลับไปหาตอนดึกดื่นป่านนี้เขาก็ไม่กล้า กลัวจะเจอผีหลอกเข้าอีกรอบ
คงต้องรอจนกว่าฟ้าสาง เพราะถึงผีจะดุแค่ไหน แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันแสกๆ พวกมันก็คงไม่ออกมาหรอก!
ยายเฒ่าหลัวเห็นท่าทีที่ลุงรองหลี่จะหยิบกล้องยาสูบก็รู้ว่าเขาจะลงไม้ลงมือ หล่อนจึงหดคอแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ
“ตาเฒ่า... เนื้อพวกนั้นถูกฝูงหมาป่าเจ้าเล่ห์นั่นคาบไปหมดแล้ว จะมาโทษฉันไม่ได้นะ ทั้งที่ฉันอุตส่าห์หยิบชิ้นที่ติดมันที่สุดมาได้สามชิ้นแท้ๆ...”
“ไอ้พวกเวรนั่น! ฉันยังไม่ทันจะอุ่นใจเลย เนื้อก็โดนหมาฉกไปหมด ไอ้พวกเหลือเดนเอ๊ย มันเลวมากนะ มันร่วมมือกันลากฉันออกมาจากลานนวดข้าว ไม่ยอมให้ฉันหยิบชิ้นใหม่เพิ่มอีก...”
หล่อนบ่นอุบอิบพร้อมกับพ่นน้ำลายกระจาย โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าสีหน้าของลุงรองหลี่ในตอนนี้ช่างดูเหลือเชื่อนัก
ลุงรองหลี่กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกยิกๆ ขณะก้มลงมองก้อนเนื้อก้อนโตสามชิ้นในมือที่ถูกกัดแหว่งไปเกือบหนึ่งในสามส่วน เขารู้สึกเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ ที่แท้สิ่งที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยยากไปแย่งคืนมาจากปากหมา...
ก็คือส่วนแบ่งของบ้านตัวเองนั่นเอง! ความดีใจที่ได้เนื้อมาฟรีๆ มลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความโกรธแค้น
“นังแก่ไร้ประโยชน์! แค่เนื้อสามชิ้นยังรักษาไว้ไม่ได้ แกนอกจากจะอาละวาดเป็นแล้วทำอะไรได้อีก!”
เสียงตะคอกดังลั่นทำให้ยายเฒ่าหลัวที่กำลังบ่นพึมพำถึงกับเงียบกริบ เมื่อเห็นว่าลุงรองหลี่กำลังอยู่ในจุดที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ หล่อนก็ก้มหน้าหงุดเงียบกริบไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
ลุงรองหลี่ที่กำลังเดือดจัด ด่าไม่กี่คำยังไม่หนำใจ จึงเงื้อเท้าถีบไปที่ยายเฒ่าหลัวเต็มแรง ทำให้หล่อนเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าไปกระแทกกับก้อนหินข้างทางจนร้องซี้ดด้วยความเจ็บปวด
“กลับไปบ้านฉันค่อยจัดการแกต่อ ไอ้ตัวล้างผลาญ! ไปทำกับข้าวให้ฉันกินเดี๋ยวนี้ อยากให้ฉันอดตายรึไง!”
ลุงรองหลี่เริ่มตั้งสติได้เมื่อระบายอารมณ์ไปบ้างแล้ว เขาเห็นว่าแถวนี้ยังมีบ้านเรือนคนอื่นอยู่หลายหลัง กลัวจะเสียหน้า จึงลดเสียงลงแล้วเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านไป ทิ้งคำด่าทอพึมพำไว้ตามทาง
“ถ้ากูรู้ว่ามึงไม่ได้เรื่องขนาดนี้ กูไปรับเนื้อเองแต่แรกดีกว่า... งานก็เสีย การก็ไม่ได้เรื่อง นังแก่หนังเหนียว แค่เนื้อสามชิ้นยังรักษาไว้ไม่ได้...”
ยายเฒ่าหลัวได้ยินคำด่าทอก็รู้สึกน้อยใจ อยากจะร้องไห้โฮออกมา แต่พอเห็นลุงรองหลี่หันมาถลึงตาใส่ ก็กลัวจนตัวสั่น ทำได้เพียงรีบลุกขึ้นเดินกะเผลกตามหลังเขากลับไปที่บ้านดินหลังเก่า
ฟ้ามืดเกินไปจนหล่อนไม่ได้สังเกตว่าสิ่งที่ลุงรองหลี่ถืออยู่นั้นคืออะไร จนกระทั่งถึงบ้านและจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดขึ้นมา หล่อนถึงได้เห็นว่าเป็นเนื้อสามก้อนที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก หล่อนถึงกับตาสว่างขึ้นมาทันที
“ตาเฒ่า! นี่แกไปเอาเนื้อมาจากไหนเนี่ย! มันช่างน่ากินเสียจริง”
ดวงตาของหล่อนเป็นประกาย น้ำลายสอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้เนื้อจะดูสกปรกไปบ้าง แต่ถ้าล้างให้สะอาดแล้วนำไปตุ๋น ก็น่าจะอร่อยไม่น้อย
ลุงรองหลี่ที่เพิ่งดับโทสะไป กลับมาเดือดพล่านอีกครั้งเพราะคำถามของหล่อน นังแก่นี่ช่างหาเรื่องเข้าตัวจริงๆ!
เมื่ออยู่ในบ้านแล้ว ลุงรองหลี่ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ เขาคว้าไม้ไผ่ขนาดเล็กมาฟาดลงบนตัวยายเฒ่าหลัวไม่ยั้ง ทำเอามึนงงไปหมด ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
ไม้ไผ่ลำเล็กนี้คืออาวุธชั้นดี เพราะมันทำให้เจ็บที่สุดแต่ไม่ถึงกับกระดูกหัก ลุงรองหลี่เตรียมของพวกนี้ไว้เยอะแยะเพื่อเอาไว้ใช้สั่งสอนเมียเวลาไม่ได้ดั่งใจ ยายเฒ่าหลัวเองก็ชินเสียแล้ว ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ไม่กล้าหลบ เพราะยิ่งหลบก็จะยิ่งโดนหนักกว่าเดิม
ลุงรองหลี่ฟาดไม้ไผ่ใส่ร่างนางเฒ่าหลัวอย่างเต็มแรงพลางด่าทอ
“ยังจะกล้าถามอีกว่าเนื้อมาจากไหน! กูอุตส่าห์เอาชีวิตไปเสี่ยงแย่งมาจากปากหมาสามตัวนั่น ถ้าไม่ใช่เพราะมึงปล่อยให้หมาลากเนื้อไป กูคงไม่ต้องเกือบโดนหมากัด แถมเกือบจะหัวใจวายตายเพราะผีหลอกแล้ว! กูจะตีมึงให้ตาย นังแก่หนังเหนียว! เพราะมึงคนเดียวที่ทำให้กูเก้อแถมยังต้องมาขวัญหนีดีฝ่อแบบนี้...”
ยายหลัวคงชินกับการโดนซ้อมจนได้ที่ หล่อนขดตัวยอมรับแรงฟาดโดยไม่คิดจะโต้ตอบ เพราะรู้ดีว่าตัวเองผิดที่รักษาเนื้อไว้ไม่ได้...
เมื่อลุงรองหลี่ตีจนเหนื่อยหอบแล้วหยุดมือ หล่อนถึงค่อยๆ ลุกขึ้นมาด้วยความระบม
“ตาเฒ่า... ฉันจะไปทำกับข้าวเย็นแล้วนะ”
ลุงรองหลี่ถลึงตาใส่แล้วออกคำสั่ง
“จำไว้ว่าล้างเนื้อให้สะอาดแล้วตุ๋นให้หมด เย็นนี้ห้ามมึงกินเนื้อ! ไอ้ตัวล้างผลาญ เนื้อตั้งสามชิ้นตอนนี้เหลือไม่ถึงสองชิ้น ส่วนของมึงถือว่าให้หมาแดกไปก็แล้วกัน!”
ยายหลัวขยับปากอยากจะพูดว่าถ้านำไขมันไปเจียวเป็นน้ำมันจะได้กินได้นานกว่านี้ แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของสามี หล่อนก็ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหยิบก้อนเนื้อที่เปื้อนโคลนเดินออกไปทางห้องครัวท่ามกลางความมืด
ชีวิตยายเฒ่าหลัวมีลูกสาวสามคน แต่หลังจากแต่งงานออกไปก็ไม่ค่อยกลับมาหา คงเพราะเข็ดขยาดกับการโดนเฆี่ยนตีจนไม่อยากกลับมาดูหน้าพ่อแม่แล้ว หล่อนนึกถึงลูกสาวทั้งสามแล้วก็เศร้าใจ ทำไมกันนะนางถึงไม่มีลูกชายสักคน ถ้ามีลูกชาย ลุงรองหลี่คงไม่ทุบตีนางแบบนี้...
ขณะล้างเนื้อ น้ำตาก็หยดแหมะลงมา ทำไมโชคชะตาถึงได้อาภัพนักที่ให้กำเนิดมาได้เพียง 'สินค้าขาดทุน' เหล่านั้น...หล่อนโยนความโชคร้ายทุกอย่างในชีวิตไปโทษว่าเป็นเพราะลูกสาวทั้งสาม ซึ่งช่างน่าขบขันสิ้นดี
...
ในที่พักยุวปัญญาชนเหล่ายุวปัญญาชนต่างมองกองซี่โครงหมูที่ถูกยกเข้ามาในลานบ้านด้วยความหิวโหย
“หัวหน้าหมู่บ้านคะ นี่คือซี่โครงที่เอามาให้พวกเราที่ค่ายยุวปัญญาชนหรือคะ?”
หลินอีถามด้วยแววตาเป็นประกาย เมื่อเทียบกับเนื้อติดมันแล้ว เธอชอบกินซี่โครงที่ไม่มีมันมากกว่า โดยเฉพาะซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่โม่หรานทำ เธอชอบที่สุดเลย
พอนึกถึงโม่หราน เธอถึงได้นึกขึ้นได้ว่าป่านนี้แล้วทำไมโม่หรานถึงยังไม่กลับมาค่ายยุวปัญญาชน แน่นอนว่าเธอไม่ได้เป็นห่วงหรอก แต่แค่อยากหาโอกาสคุยกับโม่หรานตามลำพังเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายก็เท่านั้น
เธอรู้สึกว่าตั้งแต่โม่หรานลงจากเขากลับมา ท่าทีที่มีต่อเธอก็เปลี่ยนไป แววตาที่มองเธอนั้นเย็นชา ไม่มีความใสซื่อเหมือนก่อน หลินอีรู้สึกลนลาน เธอกลัวว่าโม่หรานจะเชื่อคำพูดของไอ้เจ้าเอ้อร์โก่วแล้วตีตัวออกห่าง
ถ้าเป็นแบบนั้น เธอจะหาโอกาสลงมือในวันข้างหน้าได้ยากขึ้น
“พวกนี้ไม่ใช่ของพวกคุณหรอก เป็นของสหายโม่ต่างหาก หมูป่าตัวนี้สหายโม่เป็นคนล่าได้ พวกนี้เป็นส่วนที่เธอบอกให้เก็บไว้ให้”
หลี่กั๋วเฉียงรู้สึกโชคดีที่เขาตัดสินใจตามมาด้วยตนเอง เพราะสหายโม่ไม่อยู่ที่ค่ายยุวปัญญาชน แสดงว่าเธอคงไปที่บ้านของตระกูลจวินจริงๆ เด็กคนนี้ช่างใจร้อนเหลือเกิน จะทนอยู่ที่นี่ไปอีกคืนจะเป็นไรไป!
ดึกดื่นแบบนี้ เขาเองก็ไม่อยากจะไปที่เฮงซวยนั่นนัก เกิดเจอผีขึ้นมาจะทำยังไง! แต่ก็ยังโชคดีที่เขารอบคอบพาหลี่ต้าขุย ลูกชายคนโตมาด้วย หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ให้ลูกชายแบกเขาวิ่งหนี ก็น่าจะไม่มีปัญหา เพราะลูกเขาก็ตัวใหญ่เหมือนยักษ์ขนาดนี้...
“อ๋อ... เป็นของหรานหรานหรอกหรือคะ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเก็บไว้ให้เองค่ะ ฉันสนิทกับเธอที่สุด หัวหน้าหมู่บ้านวางใจได้เลย ฉันจะเอาไปให้ถึงมือเธอแน่นอนค่ะ”
คำพูดหน้าไม่อายของหลินอีทำให้หลี่กั๋วเฉียงขมวดคิ้ว
“สหายหลิน เรื่องนี้ให้ฉันนำไปส่งให้สหายโม่ด้วยตัวเองดีกว่า ลืมบอกพวกเธอไป สหายโม่ได้เช่านอกหมู่บ้านเอาไว้ เธอกำลังจะย้ายออกจากค่ายยุวปัญญาชนแล้ว ฉันก็เลยมาแจ้งให้พวกเธอทราบ...”
เขาหันไปเรียกบุตรชายที่ตัวใหญ่ราวกับหอคอยเหล็ก
“มัวยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ! ยกซี่โครงพวกนี้ขึ้นมา แล้วตามฉันไปส่งให้สหายโม่เดี๋ยวนี้!”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากค่ายยุวปัญญาชนไปทันที