ตอน 19

บทที่ 19 : ได้บ้านมาโดยไม่ต้องเสียเงิน แถมยังมีเศษเสี้ยวมาส่งถึงที่


“ท่านยอดฝีมือได้โปรดเถิด ขอเพียงท่านช่วยข้าให้พ้นจากเรื่องพวกนั้นได้ บ้านหลังนี้ข้ายกให้ท่านได้ทั้งหลัง! ไม่สิ... ต่อให้ท่านต้องการทรัพย์สินทั้งหมดของข้า ข้าก็ยอม!”


ชายผู้นั้นโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นที่หน้าที่ว่าการเมือง เรียกความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ไม่น้อย เจียงอินคิดในใจว่าวันนี้ช่างโชคดีนัก ไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะก็ได้บ้านมาครอง


“ตกลง”


เจียงอินตอบรับแล้วก้าวเท้าเดินนำเข้าสู่ที่ว่าการไปก่อน นายหน้าค้าบ้านรีบประคองเจ้าของบ้านที่ยังคงสั่นเทาให้ลุกขึ้น


“ท่านก่วนนางตอบตกลงแล้ว พวกเรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”


“ได้! เข้าไป... เข้าไป...”


ชายผู้นั้นตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ต้องอาศัยการประคองจากนายหน้าค้าบ้านจึงจะก้าวขาเดินเข้าไปในที่ว่าการได้ เดิมทีเขานึกจะยกบ้านให้เจียงอินไปเลยโดยไม่ต้องเสียเงิน


ทว่าคนของทางการกลับไม่ยินยอม ตามกฎของทางการแล้ว บ้านหลังนั้นจะต้องเสียภาษีโรงเรือนตามยอดซื้อขายจริงที่แปดพันตำลึง โดยคิดอัตราภาษีหนึ่งส่วนสิบ


พอได้ยินเช่นนั้น ชายผู้นั้นก็แทบคลั่ง!


จะไม่ให้เขาตัดสินใจเรื่องราคาบ้านก็ว่าแย่แล้ว นี่เขายังต้องมาเสียภาษีถึงหนึ่งส่วนสิบ ในขณะที่คนอื่นเสียแค่หนึ่งในยี่สิบส่วนเท่านั้นหรือ?


“ก่วนซานถ้าเจ้าไม่อยากจ่ายเงินภาษี ก็ไม่ต้องขายสิ” เจ้าหน้าที่รัฐแค่นหัวเราะ ไม่ได้เกรงกลัวเลยสักนิดว่าเขาจะไม่ขาย


ก่วนซานโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว เพลิงโทสะสุมอยู่ในอก แต่สุดท้ายเขาก็จำต้องควักเงินแปดร้อยตำลึงออกมาจ่ายแต่โดยดี หลังจากนั้นเขายังต้องควักเงินเพิ่มอีกกว่าร้อยตำลึง กว่าจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านเป็นชื่อของเจียงอินได้สำเร็จ


เมื่อนายหน้าค้าบ้านได้รับเงินแล้วก็จากไป ก่วนซานจึงเอ่ยปากเชิญเจียงอินมาที่ห้องรับรองส่วนตัวในภัตตาคารเซียงชิ่งเขาไม่อยากจะเหยียบเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีกแม้แต่ก้าวเดียว


อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความครหา ก่วนซานจึงพาภรรยาของเขามาด้วย ทันทีที่เข้าสู่ห้องรับรอง ก่วนซานก็หยิบปึกตั๋วเงินออกมาถวาย


“อาจารย์เจียงทรัพย์สินบ้านเรือนโอนให้ท่านเรียบร้อยแล้ว นี่คือเงินหนึ่งหมื่นตำลึง เป็นเงินสดทั้งหมดที่ข้ามี โปรดให้เวลาข้าอีกสามวันเพื่อไปจัดการขายบ้านและที่ดินส่วนที่เหลือของข้าด้วย...”


เขายืนยันคำเดิมที่เคยกล่าวไว้ว่า ขอเพียงเจียงอินช่วยกำจัดสิ่งอัปมงคลพวกนั้นได้ เขาจะยอมยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้ เจียงอินส่ายหน้า ไม่สนใจตั๋วเงินของก่วนซาน แต่หันไปชวนภรรยาของเขาคุยแทน


“เจ้าชื่ออะไร?”


“เรียนท่านอาจารย์ ข้าชื่อหลิวซานเหนียงเจ้าค่ะ”


หลิวซานเหนียงเหลือบมองก่วนซานอย่างประหม่า นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้สูงส่งเช่นนี้ถึงได้มาพูดคุยกับนาง เจียงอินกุมมือนางไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“ในใจเจ้าปรารถนาสิ่งใดที่สุด? หรือมีความปรารถนาอะไรที่อยากทำให้สำเร็จบ้าง?”


หลิวซานเหนียงยิ่งตื่นตระหนก รอยยิ้มบนใบหน้าแทบค้าง สายตาเอาแต่ชำเลืองมองไปทางก่วนซาน อาจารย์ผู้นี้... คิดจะทำอะไรกันแน่? ก่วนซานมองซ้ายมองขวาอย่างมึนงง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


อาจารย์เจียง... จะไม่ได้เล็งเมียเขาไว้หรอกนะ!


ให้ตายเถอะ! เขายอมรับว่าภรรยาของเขางดงามกว่าคนทั่วไป ตลอดหลายปีมานี้ไม่รู้ว่ามีไอ้พวกเสเพลมากี่คนที่คอยจ้องจะแทะโลมเมียเขา แต่นี่เป็นถึงแม่นางน้อยผู้สูงส่ง ไม่น่าจะมาหมายปองเมียเขาหรอกมั้ง!


“อา... อาจารย์... ภรรยาข้าไม่ค่อยประสีประสา หากท่านมีเรื่องอันใด โปรดบอกข้าแทนเถิด”


เจียงอินยังคงเพิกเฉยต่อก่วนซาน นางยืนกรานที่จะถามหลิวซานเหนียงต่อไป แสงสีขาวนวลที่ส่องประกายวูบวาบอยู่เหนือหัวของนางช่างดูงดงามเหลือเกิน หลิวซานเหนียงดึงมือกลับอย่างไม่สบายใจ


“ข้า... ข้าเพียงอยากให้ท่านพี่ปลอดภัยเจ้าค่ะ”


เจียงอินกล่าว “เจ้าเอาแต่เป็นห่วงสามีเจ้า แล้วตัวเจ้าเองไม่มีความปรารถนาบ้างหรือ? ดูเขาสิ แก่จนแทบจะลงโลงอยู่แล้ว”


แม้ว่าอายุจริงของก่วนซานจะเพียงแค่สี่สิบปีเท่านั้น


ก่วนซาน : “...” เมียข้ากำลังจะถูกพรากไปแล้ว!


หลิวซานเหนียงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ข้าอยากมีลูกเจ้าค่ะ...”


นางอายุสามสิบหกแล้ว สตรีคนอื่นในวัยนี้ต่างมีหลานกันหมดแล้ว แต่นางกลับยังไม่มีลูก แม้จะไม่มีลูก แต่สามีก็ไม่เคยคิดจะรับอนุเข้ามาเลย ตลอดหลายปีมานี้เขายอมแม้กระทั่งไปขอรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง แต่ไม่คิดจะรับเมียออกหน้าออกตาเพิ่ม


นางซาบซึ้งในสิ่งที่สามีทำให้นางมาโดยตลอด จึงไม่อยากให้เขาต้องไร้ทายาทเพราะนาง เจียงอินไม่เข้าใจ แต่ให้เกียรติ ทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาความปรารถนาของตน เหมือนกับคนที่ยอมเดินทางไกลฝ่าฟันความยากลำบาก เพียงเพื่อได้เห็นดอกไม้บานสักดอก


“เจ้าอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว?”


หลิวซานเหนียงเงียบไปนานกว่าเดิม ไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใด แต่มุมปากของนางเผยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง


“ลูกชายเจ้าค่ะ...”


ความจริงแล้วไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาวนางก็อยากได้ทั้งนั้น พอจินตนาการถึงเด็กน้อยผิวพรรณผุดผาดสองคนวิ่งเข้ามากอดนางแล้วร้องเรียกท่านแม่ หัวใจของนางก็แทบละลาย


ทว่าในโลกใบนี้ สำหรับสตรีเช่นนาง การได้พบสามีที่เข้าใจนับว่ายากยิ่งนัก หากนางไม่ได้แต่งงานกับสามีผู้นี้ นางคงต้องเผชิญกับชะตากรรมถูกทอดทิ้ง หรือไม่ก็ต้องเหมือนกับภรรยาของคนรู้จักคนอื่นๆ ที่ต้องดื่มยาขมๆ ถ้วยแล้วถ้วยเล่า


หรือถูกเข็มเงินจิ้มแทงเข้าไปในร่างกาย...นางไม่อยากให้ลูกสาวในอนาคตต้องมาผ่านเรื่องราวแบบนี้


“หากเป็นลูกสาว วันหน้าหากข้ากับสามีไม่อยู่แล้ว ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าหากนางต้องตกเป็นเหยื่อของการโดนกลั่นแกล้ง จะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่ไร้ที่พึ่งพิงเช่นนี้”


เจียงอินหยิบกล่องไม้ประณีตออกมาจากแขนเสื้อ ภายในนั้นบรรจุโอสถไว้หนึ่งเม็ด


“กินมันซะ”


“อาจารย์... พวกเรามาคุยเรื่องงานกันก่อนดีหรือไม่?”


ก่วนซานตื่นตระหนก เขาจะกล้าให้ภรรยากินโอสถที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง หลิวซานเหนียงมองเจียงอินอย่างแน่วแน่ ก่อนจะหยิบโอสถในกล่องขึ้นมา โดยไม่สนใจความกังวลบนใบหน้าของสามี นางกลืนโอสถลงไปทันที


โอสถละลายหายไปในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น พลังงานที่ไม่อาจบรรยายได้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ชะล้างคราบไคลและความเจ็บป่วยที่สะสมมานานหลายปีออกไปจนหมดสิ้น รอยตีนกาที่หางตาจางหายไป


ใบหน้าของนางกลับมาเนียนนุ่มและดูอ่อนเยาว์ลงเหมือนลดอายุไปได้เป็นสิบปี เจียงอินยื่นมือไปคว้ากลางอากาศเหนือหัวของหลิวซานเหนียง เส้นด้ายสีดำที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งถูกกระชากออกมา และนั่นทำให้โหงวเฮ้งบนใบหน้าของหลิวซานเหนียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย


“เรียบร้อย ชีวิตนี้เจ้าจะมีลูกได้สองคน”


“ขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้พรเจ้าค่ะ”


ความรู้สึกโล่งเบาสบายตัวเมื่อครู่ ทำให้หลิวซานเหนียงเชื่อมั่นในคำพูดของเจียงอินอย่างหมดใจ ในเวลาเดียวกัน แสงสีขาวนวลเหนือหัวของนางก็ลอยออกมาและตกลงบนฝ่ามือของเจียงอิน


เศษเสี้ยวชิ้นที่หกได้มาอยู่ในมือแล้ว เจียงอินเริ่มรู้สึกถูกชะตากับหลิวซานเหนียงมากขึ้น นางช่างเป็นคนที่ใสซื่อจริงๆ คำปรารถนายังไม่ทันเห็นผลก็ยอมเชื่อใจนางเสียแล้ว


“วางใจเถิด เรื่องวุ่นวายทางฝั่งทางการ ข้าจะจัดการให้เอง”


เจียงอินมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าก่วนซานคนนี้ไปผิดใจกับคนของทางการเข้า เมื่อนึกถึงก่วนซาน เจียงอินจึงเพิ่งนึกได้ว่าปัญหาในตัวเขายังไม่ได้ถูกแก้ไข ทว่าตอนนี้ก่วนซานกลับเอาแต่จ้องหน้าหลิวซานเหนียงตาไม่กระพริบ


“ภรรยา... ภรรยาข้า...”


เขาพึมพำ ภรรยาของเขางามเหลือเกิน จนเขารู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับนางขึ้นมาเสียดื้อๆ ทำอย่างไรดี? เขาอาจจะกำลังจะเสียเมียไปจริงๆ แล้ว!


เจียงอินใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังอากาศตรงหน้าผากของก่วนซาน สายหมอกดำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถูกดึงออกมาจากหน้าผากของเขา ก่วนซานเหงื่อท่วมตัว ร่างกายแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หลิ่วซานเหนียงถึงกับตกใจจนลุกขึ้นยืน


เมื่อไอหมอกดำถูกดึงออกไป เจียงอินได้ส่งกระแสพลังวิญญาณเข้าไปในร่างของเขา ทำให้ผมสีดอกเลาของก่วนซานกลับมาเป็นสีดำสนิท ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยกลับมาเต่งตึงดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นได้ชัด


หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าหลิวซานเหนียง เจียงอินคงจะแค่รับเงินแล้วขับไล่ไอหยินพวกนั้นออกไปก็จบ แต่ทว่าหลิวซานเหนียงช่างดูอ่อนเยาว์งดงาม หากต้องอยู่กับก่วนซานที่ผมขาวโพลนและดูแก่ชราเช่นเดิม มันคงเหมือนดอกไม้งามที่ปักอยู่บนก้อนอุจจาระกระมัง?


ทั้งสองต่างมองการเปลี่ยนแปลงของกันและกันด้วยความตื่นตะลึงจนคุกเข่าลงกับพื้นทันที นี่มันวิชาเซียนชัดๆ!


“ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยเหลือ!”


ก่วนซานรีบหยิบตั๋วเงินมาถวายอีกครั้ง


“โปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ” ถ้ารับเงินไปแล้ว นางจะได้เลิกหมายปองเมียเขาเสียที


เจียงอินส่ายหน้า “ไม่จำเป็น หากวันหน้าเจ้ากล้าทำให้ซานเหนียงเสียใจ ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย”