ตอน 36

บทที่ 36 : จรดปากกาไม่หยุดยั้ง


เสียงกริ่งสัญญาณบอกเวลาสอบรอบสุดท้ายดังขึ้นอย่างแหลมคม ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับการวางปากกาของเหล่าเด็กนักเรียนที่ทยอยเดินออกจากห้องสอบอย่างเป็นระเบียบ


ที่หน้าประตูโรงเรียน บรรดาผู้ปกครองที่มารอคอยลูกหลานตลอดทั้งวันต่างกรูเข้าไปหา


บ้างก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง บ้างก็คอยนวดไม้นวดมือคลายความเมื่อยล้าให้ โจวฮุ่ยหลานเองก็อยู่ในกลุ่มนั้น เธอยังคงสวมชุดกี่เพ้าสีแดงสดที่สะดุดตา และเพียงกวาดสายตา เธอก็พบสวีอี้ที่เดินรั้งท้ายฝูงชนออกมา


"เสี่ยวอี้! ทางนี้ ๆ!" โจวฮุ่ยหลานโบกมือเรียก


สวีอี้มองเห็นท่าทางของแม่ ท่ามกลางเหล่าผู้ปกครองที่สวมชุดสีแดงสดเช่นเดียวกัน แม่ของเขากลับดูโดดเด่นยิ่งนัก เขารีบก้าวเท้าเข้าไปหา ในมือของโจวฮุ่ยหลานมีเนื้อหมูและซี่โครงติดมาด้วย


"เย็นนี้แม่จะทำของอร่อยให้กิน เป็นรางวัลนะลูก ไปกันเถอะ กลับบ้านเรา"


โจวฮุ่ยหลานคว้ามือลูกชายแล้วพาแทรกตัวออกจากฝูงชน เมื่อกลับถึงบ้านแม่ก็มุ่งตรงเข้าครัวทันที พลางตะโกนบอกออกมาว่า


"เสี่ยวอี้ ลูกไปนอนพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้าวเสร็จแล้วแม่จะเรียก สอบมาทั้งวันคงเหนื่อยแย่แล้วสิ"


"ครับ... ก็พอไหวครับ" สวีอี้วางกระเป๋านักเรียนก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น


เขารู้สึกเหนื่อยล้าจริงๆ ถึงแม้ข้อสอบเหล่านั้นจะไม่ยากสำหรับเขา แต่ก็ต้องใช้สมาธิอย่างมากในการเขียน อีกทั้งยังต้องคอยควบคุมระดับคะแนนไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป สวีอี้หลับตาลงพักผ่อนบนโซฟาครู่หนึ่ง


ไม่นานนัก กลิ่นหอมของเนื้อจากในครัวก็ปลุกให้เขาลืมตาขึ้น เขาเดินไปล้างไม้ล้างมือที่ห้องน้ำ


มื้อเย็นวันนี้ดูพิเศษกว่าทุกวัน โจวฮุ่ยหลานคอยคีบกับข้าวใส่จานให้เขาไม่ขาดปาก พลางเอ่ยถามถึงข้อสอบว่ายากไหม มั่นใจในวิชาพรุ่งนี้หรือเปล่า หรือหัวข้อเรียงความคืออะไร ซึ่งสวีอี้ก็ตอบกลับไปอย่างใจเย็นทีละคำถาม


หลังมื้ออาหารจบลง เขาเข้าไปในห้องนอน หยิบหนังสือและข้อสอบวิชาที่จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาทบทวนเพื่อย้ำความจำอีกครั้งการสอบเกาเข่าที่กินเวลานานถึงสามวันในที่สุดก็จบลง


เมื่อเสียงกริ่งปิดฉากการสอบครั้งสุดท้ายดังขึ้น มันไม่ได้ฟังดูแหลมบาดหูเหมือนครั้งก่อน แต่มันกลับฟังดูเหมือนเสียงไขกุญแจที่ดัง 'คลิก' เพื่อปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งที่เหล่าเด็กมัธยมปลายแบกรับไว้ตลอดสามปีให้หลุดลอยไป


ประตูโรงเรียนมัธยมปินไห่เปรียบเสมือนเขื่อนที่ปล่อยน้ำไหลหลาก เหล่านักเรียนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ หนุ่มสาวส่งเสียงกรีดร้องและโผเข้ากอดกัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความโล่งใจที่ได้ปลดปล่อยจากแรงกดดัน


กลิ่นอายของความวัยเยาว์และความรู้สึกเป็นอิสระที่สะสมมานานได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง


"สอบเสร็จแล้วโว้ย!" เสียงใครบางคนตะโกนก้อง


"สอบเสร็จแล้ว!!!" นักเรียนคนอื่น ๆ ตะโกนตามกันไป ในที่สุดก็จบลงเสียที


สวีอี้เดินตามหลังฝูงชนออกมา เขาไม่ได้ร่วมโห่ร้องยินดีไปกับใคร แต่กลับแทรกตัวแยกออกมาเงียบ ๆ เขาเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาล


แทนที่จะออกไปฉลองอย่างสนุกสนาน เขาอยากเห็นใบหน้าของพ่อ สวีกั๋วเฉียงที่ดูมีเลือดฝาดขึ้นและอยากสัมผัสถึงความรู้สึกอบอุ่นของคำว่าบ้านที่ผ่านพ้นวิกฤตมาได้มากกว่า


เมื่อผลักประตูเข้าไปในห้องพักฟื้นพิเศษ สีหน้าของสวีกั๋วเฉียงดูดีขึ้นมาก เขาเริ่มทานอาหารอ่อนได้แล้ว โจวฮุ่ยหลานกำลังป้อนแป้งรากบัวให้สามีทีละช้อน เมื่อเห็นสวีอี้ผลักประตูเข้ามา ทั้งสองก็หยุดชะงัก


"พ่อครับ แม่ครับ ผมสอบเสร็จแล้ว!"


สวีอี้วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ น้ำเสียงของเขาดูสบาย ๆ เหมือนเพิ่งผ่านการสอบธรรมดา ๆ มา


"ดีแล้ว ๆ สอบเสร็จก็ดีแล้ว นั่งพักก่อนลูก เหนื่อยแย่เลยสิ ทำข้อสอบได้ไหม?"


โจวฮุ่ยหลานยิ้มจนแก้มปริเมื่อเห็นท่าทีผ่อนคลายของลูกชาย


"แม่ครับ" สวีอี้เดินยิ้มไปข้างเตียง ก่อนจะรับชามแป้งรากบัวจากมือแม่มาถือเอง


"ก็ดีครับ ผมว่ามันค่อนข้างง่ายนะ ลองเทียบคำตอบกับเพื่อนดูแล้ว น่าจะออกมาดีครับ"


เขาตักแป้งรากบัวขึ้นมาแล้วยื่นไปจ่อที่ปากพ่ออย่างนุ่มนวล


"พ่อครับ วันนี้อยากอาหารขึ้นไหมครับ?"


สวีกั๋วเฉียงอ้าปากรับอย่างว่าง่าย สายตาที่มองลูกชายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและตื้นตัน


"ดีขึ้นเยอะเลย ถ้าไม่ติดว่าหมอห้ามนะ พ่อคงอยากกินหมูสามชั้นสักชิ้นสองชิ้นแล้ว!"


"จะกินหมูสามชั้นอะไรอีกล่ะ! ได้กินแป้งรากบัวไปก่อนเถอะ ช่วงนี้ก็ทานได้แค่ก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นแหละ อยากกินเนื้อก็นอนพักฟื้นให้หายดีก่อนไป!"


แม่เอ่ยดุขำ ๆ พลางตีไปที่แขนพ่อเบา ๆ สวีอี้หัวเราะพลางป้อนต่อ


"พ่อครับ พ่อตั้งใจรักษาตัวไปนะ เดี๋ยวพอหายดีเมื่อไหร่ พ่ออยากกินอะไรผมจะหาเงินซื้อให้เอง!"


"ดี ดีมาก ลูกชายพ่อเก่งแล้ว"


สวีกั๋วเฉียงยิ้มกว้าง แม้จะเป็นเพียงแป้งรากบัวรสจืดชืด แต่เขากลับรู้สึกเหมือนได้ลิ้มรสอาหารเลิศรส เขามองดูลูกชายแล้วหันไปมองภรรยา จะมีสิ่งใดมีค่าไปกว่าการได้รอดชีวิตกลับมาและมีครอบครัวอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้อีกล่ะ?


เมื่อสวีกั๋วเฉียงเริ่มอิ่ม โจวฮุ่ยหลานก็รับชามจากมือสวีอี้มา


"เสี่ยวอี้ สอบเสร็จแล้วลูกก็ออกไปเที่ยวเล่นบ้างนะ ไม่ต้องมาเฝ้าแม่กับพ่อตลอดหรอก ไปพักผ่อนเสียหน่อยเห็นเขาว่าเด็กที่สอบเสร็จชอบไปเที่ยวพักร้อนกันไม่ใช่เหรอ?"


"ใช่ ไปเที่ยวเถอะลูก ไหนจะสอบไหนจะแต่งนิยายมาตลอด ไปผ่อนคลายบ้าง หาเงินมาได้ก็ต้องใช้บ้างสิ!"


พ่อเอ่ยสนับสนุน


"ไปเที่ยวที่ไหนดีล่ะครับ" สวีอี้นั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ แล้วบิดขี้เกียจ


"ข้างนอกวุ่นวายจะตายไป แถมคนก็เยอะ อยู่ที่นี่คุยกับพ่อแม่เงียบ ๆ แบบนี้สบายใจกว่าครับ"


ทั้งคู่รู้สึกแปลกใจและอุ่นใจในคำตอบของลูกชาย สวีอี้จึงเอ่ยต่อ


"แม่ครับ เดี๋ยวขอเลขบัญชีแม่หน่อยนะ ผมว่าจะไปซื้อแล็ปท็อปสักเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่บ้านมันช้าเกินกว่าจะพิมพ์นิยายแล้วครับ"


โจวฮุ่ยหลานตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ ด้วยความลืมตัว


"ตายจริง แม่ก็ลืมมัวแต่ถามเรื่องสอบ"


เธอดึงบัตรธนาคารออกมาสองใบจากกระเป๋า ใบหนึ่งดูเก่าและอีกใบดูใหม่เอี่ยม เธอส่งใบที่เก่ากว่าให้สวีอี้


"นี่คือบัตรที่แม่เพิ่งไปทำมาวันนี้ แม่โอนเงินเข้าใบใหม่ไปห้าแสนแล้ว ส่วนใบเก่านี้เหลืออีกล้านกว่า พ่อกับแม่ไม่สบายใจที่จะเก็บไว้ พวกเราคุยกันแล้ว เงินที่ลูกหามาได้ ลูกควรเอาไว้ใช้เองเถอะ"


"พ่อครับ แม่ครับ!" สวีอี้ยังไม่ทันได้แย้งก็ถูกแม่ขัดขึ้น


"ไม่เป็นไรหรอก ห้าแสนนั่นพอสำหรับค่ารักษาพ่อแล้ว ถ้าไม่พอเดี๋ยวแม่ค่อยบอกลูกเอง พวกแม่ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากหรอก เก็บไว้กับตัวก็มีแต่จะกังวลใจเปล่า ๆ"


โจวฮุ่ยหลานยัดบัตรธนาคารใบนั้นใส่มือสวีอี้ด้วยท่าทีที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ สวีอี้มองดูแววตาของพ่อแม่แล้วยอมรับมันไว้แต่โดยดี


"ก็ได้ครับ งั้นผมจะเก็บไว้ให้ ถ้าขาดเหลืออะไรต้องบอกผมทันทีนะครับ ตอนนี้ทุกเดือนผมมีค่าลิขสิทธิ์และเงินรางวัลมหาศาลโอนเข้าบัญชี ไม่ต้องประหยัดหรอกครับ อยากซื้อเสื้อผ้าหรือกินอะไรดี ๆ ก็จัดไปเลย"


"ได้! เดี๋ยวพ่อหายดีเมื่อไหร่จะไปเดินห้างซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาใส่ให้หนำใจเลย! อยากรู้นักว่ามันต่างจากเสื้อผ้าทั่วไปยังไง!"


สวีกั๋วเฉียงพูดขึ้นมาประโยคเดียวก็ทำให้บรรยากาศในห้องดูผ่อนคลายลง


"นั่นสิ เดี๋ยวแม่ก็จะลองซื้อมาใส่ดูบ้าง เห็นคนเขาพูดกันว่าใส่สบายนักสบายหนา เดี๋ยวแม่จะพิสูจน์ให้รู้กันไปเลยว่าจริงหรือเปล่า"


แม่เอ่ยสมทบสามีพร้อมรอยยิ้ม ภายในห้องพักฟื้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทอดยาวเป็นเส้นสีทองอาบไล้ร่างของทั้งสามที่โอบกอดกัน


ความโล่งใจที่รอดพ้นจากความตาย ความผ่อนคลายจากการสอบที่สิ้นสุดและความภูมิใจที่เห็นลูกชายเติบโต


ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นความสุขที่อบอุ่นที่สุด