ตอน 32

บทที่ 32 : ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ในโลกปุถุชน


โจวฮุ่ยหลานกุมมือที่ผอมแห้งและเย็นเฉียบของสามีไว้แน่น ราวกับว่านั่นเป็นสิ่งเดียวที่เธอจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ เธอฟังเสียงเขาพูดสลับกับเสียงลมหายใจที่แหบพร่าและติดขัด


เสียงสัญญาณชีพจรที่ดัง “ติ๊ด...ติ๊ด...” ในห้องผู้ป่วยดูบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกอย่างประหลาด


ทันใดนั้น ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักออกเบาๆ โจวฮุ่ยหลานคิดว่าเป็นพยาบาล เธอรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลนลานแต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอก็ต้องยืนอึ้งสนิท สวีอี้!


ลูกชายของเธอยืนสะพายกระเป๋านักเรียนอยู่นิ่งๆ ที่หน้าประตู สีหน้าของเขาปราศจากความตื่นตระหนกหรือความโกรธขึง มีเพียงความสงบนิ่งที่ดูไม่เข้ากับอายุอานามจนทำให้คนเป็นแม่รู้สึกใจหาย หรือถึงขั้นรู้สึกแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูก


“เสี่ยว...เสี่ยวอี้? ลูก...ลูกมาที่นี่ได้ยังไง...”


เธอตอบสนองกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และพยายามขยับตัวบังเตียงคนไข้ไว้ตามสัญชาตญาณ


“ไม่ใช่ว่าลูกไป...ไปห้องสมุดหรอกหรือ?” หัวใจของเธอหล่นวูบแย่แล้ว เขาต้องรู้เรื่องทั้งหมดแน่ๆ!


สวีกั๋วเฉียงบนเตียงพยายามหันไปมองลูกชาย เขาตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบลนลานพยายามยันตัวลุกขึ้นจนทำให้เกิดอาการไออย่างรุนแรง


“แค่ก...แค่ก...เสี่ยวอี้! กลับไปซะ!...ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ลูกควรมา! อย่าให้เสียการเรียนเลย!”


เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปนด้วยความร้อนใจ สวีอี้ไม่ตอบและไม่เดินหนี เขาปิดประตูเบาๆ แล้วก้าวเดินไปที่ข้างเตียง สายตาเลื่อนจากใบหน้าที่ซูบตอบของพ่อไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและตื่นตระหนกของแม่


ในแววตาของเขานั้นไม่มีความตำหนิ มีเพียงความห่วงใยอันลึกซึ้งและความมั่นคงที่คาดไม่ถึง


“พ่อครับ แม่ครับ” เสียงของสวีอี้แผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง


“อย่าปิดบังผมอีกเลย และอย่าไล่ผมเลย ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว”


ร่างของโจวฮุ่ยหลานอ่อนระทวย ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก ส่วนสวีกั๋วเฉียงหยุดไอและจ้องมองลูกชายเขม็ง ในแววตามีแต่ความเจ็บปวดและไม่อยากจะเชื่อ


สวีอี้ไม่รอช้า เขาเปิดซิปกระเป๋านักเรียนหยิบเอกสารกระดาษเอสี่ปึกหนาออกมา ท่าทางของเขาเยือกเย็นและหนักแน่นเกินวัย เขาเปิดปึกเอกสารที่แสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงหน้าสุดท้าย


หน้าที่มีตัวเลขยอดเงินคงเหลือที่สามารถพลิกชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ได้ชัดเจน ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าพ่อแม่


ยอดเงินคงเหลือ 1,785,642.30 หยวน ตัวเลขยาวเหยียดนั้นสว่างวาบราวกับจะบาดตาภายใต้แสงไฟในห้องผู้ป่วย!


“อึก!”


โจวฮุ่ยหลานสูดหายใจเข้าลึกจนตัวโยน ดวงตาเบิกโพลงจ้องตัวเลขนั้นเขม็ง! หนึ่ง หลักสิบ หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น...หลักแสน...หลักล้าน?! เธอขยี้ตาตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อแล้วมองอีกครั้ง!


หนึ่งล้านเจ็ดแสนแปดหมื่น?! ตลอดชีวิตนี้เธอไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน! นี่มัน...นี่มันอะไรกัน!


จากนั้นเขาก็หยิบเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมา เป็นรายการรายรับจากการแบ่งส่วนแบ่งของแพลตฟอร์มฉีเตี่ยนจงเหวินในนั้นบันทึกรายได้จากรางวัลนักอ่านแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน รวมถึงยอดที่หักส่วนแบ่งไปแล้วและยอดเงินจริงที่ได้รับ


ด้านบนระบุไว้อย่างชัดเจน


[ นามปากกา : หมูสามชั้นตุ๋น ]


[ ผลงาน : บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา ]


ตัวเลขรายได้รายเดือน การสมัครสมาชิกแบบจ่ายเงิน รางวัลจากนักอ่าน และโบนัสความขยัน...จำนวนมหาศาลจนทำให้ตาลายท้ายสุด เขาส่งสำเนาสัญญาฉบับหนึ่งออกมา ที่ช่องลงนามของผู้ว่าจ้างมีชื่อของ ‘โจวฮุ่ยหลาน’ เขียนอยู่ชัดเจน


โจวฮุ่ยหลานมองชื่อในสัญญานั้น เธอจำไม่ได้เลยว่าเคยเซ็นสัญญาแบบนี้ไปเมื่อไหร่


“นี่เป็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ครับ ผมใช้ชื่อแม่เซ็น และใช้ข้อมูลยืนยันตัวตนของแม่”


เขาเลื่อนบัตรธนาคารธนาคารพาณิชย์ของโจวฮุ่ยหลานที่แทบไม่เคยใช้งานใบนั้นไปให้


“พ่อครับ แม่ครับ” น้ำเสียงของสวีอี้ยังคงนิ่งเรียบ ทว่าสร้างคลื่นพายุในใจของพ่อแม่


“เงิน ผมมีแล้ว หนึ่งล้านเจ็ดแสนกว่าหยวน เพียงพอสำหรับการผ่าตัดที่ดีที่สุดของพ่อ การใช้ยาที่ดีที่สุด และการจ้างหมอที่เก่งที่สุดครับ”


ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงและงุนงงของพ่อแม่ เขาพูดทีละคำอย่างชัดเจน


“ช่วงที่ผ่านมาผมเขียนนิยายเรื่องหนึ่งที่บ้านชื่อว่า ‘บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา’ นักเขียนที่ชื่อ ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ ก็คือผมเองครับ”


“หนังสือเรื่องนี้ดังมากในเน็ต และนี่คือค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่ได้มาจนถึงตอนนี้ รวมถึงค่ารางวัลและค่าสัญญาจากทางแพลตฟอร์ม”


“ผมกลัวว่าพวกท่านจะมองว่าผมทำเรื่องเหลวไหลเลยไม่กล้าบอก ได้แต่แอบเขียนผ่านคอมพิวเตอร์ที่บ้านทุกคืน เงินพวกนี้ผมเคาะแป้นพิมพ์ออกมาด้วยตัวเองทีละตัวอักษร เป็นเงินที่มาอย่างถูกต้องแน่นอนครับ!”


เพียงไม่กี่ประโยคเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาในห้องที่เงียบสงัด!


โจวฮุ่ยหลานมึนงงไปหมด เธอสลับมองสัญญาและมองลูกชาย...เขียนนิยาย? เรื่องเส้นทางเร้นลับอะไรนั่น? เธอเหมือนจะเคยได้ยินคนพูดถึง เป็นหนังสือที่ดังมาก...แต่เขียนสิ่งนี้จะทำเงินได้เป็นล้านเชียวหรือ?! เป็นไปได้ยังไง?!


ทว่าเมื่อมองดู ‘หลักฐาน’ ปึกหนาที่สวีอี้จัดเตรียมมาอย่างเป็นระเบียบ เธอก็จำต้องเชื่อ น้ำตาของโจวฮุ่ยหลานทะลักออกมาดั่งทำนบแตก เสียงของเธอสั่นเครือ


“เสี่ยวอี้...ลูกเอ๊ย...” เธอไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลพรั่งพรู


สวีอี้ก้าวเข้าไปกอดแม่ไว้ในอ้อมแขนพลางลูบหลังปลอบใจ


“แม่ครับ ขอโทษที่ทำให้แม่ต้องแบกรับเรื่องทั้งหมดมานานขนาดนี้ ผมแค่อยากเขียนหนังสือเงียบๆ อยากหาค่าขนม ไม่ได้อยากให้พวกท่านต้องกังวล หรือต้องคอยเป็นห่วง”


สวีกั๋วเฉียงเหมือนถูกค้อนตอกใส่กลางหัวใจ ดวงตาเบิกกว้าง ลำคอส่งเสียง


“ฮึ่ก...ฮึ่ก...” ฟังดูคล้ายเสียงพยายามกลั้นสะอื้น หนึ่งล้านเจ็ดแสน? เขียนหนังสือ? คำศัพท์พวกนี้เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย ลูกชายที่ดูแสนธรรมดาของเขาจะหาเงินได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?!


จากนั้นสวีอี้ผละจากแม่แล้วหยิบบัตรธนาคารใบนั้นยัดใส่มือที่สั่นเทาและเย็นเฉียบของเธอ


“แม่ครับ เสี่ยวอี้โตแล้ว ลูกชายของแม่โตแล้ว ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาลูกชายคนนี้ก็จะแบกรับไว้ให้แม่เอง”


“พ่อครับ พ่อต้องเข้มแข็งนะครับ ผมตรวจสอบมาแล้ว ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้ เราต้องรักษาอย่างเต็มที่ เงินมีมากพอ และเราจะได้รับวิธีรักษาที่ดีที่สุด! พ่อต้องอยู่กับผมนะครับ พ่อไม่อยากเห็น...ไม่อยากเห็นผมเขียนเรื่องราวที่ดีกว่านี้ออกมาอีกหรือครับ!”


สวีกั๋วเฉียงปล่อยโฮออกมาทันที! มือที่ผอมแห้งของเขาจู่ๆ ก็มีแรงมหาศาล เขาคว้าข้อมือของลูกชายไว้แน่น!


อุณหภูมิและพลังเหล่านั้นไหลผ่านเข้าไปทั่วร่าง ราวกับกระแสไฟฟ้าที่ทำลายความสิ้นหวังทั้งหมดของเขาลง! เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของลูกชาย ที่นั่นไม่มีความลังเล มีเพียงความรับผิดชอบและความจริงใจ


หนึ่งล้านเจ็ดแสน! เงินที่ได้จากการเขียนนิยาย! แม้จะรู้สึกราวกับฝันไป แต่ตราประทับสีแดงบนสัญญา รายการเดินบัญชีและแววตาของลูกชาย...ทำให้เขาเลือกที่จะเชื่อ!


แรงกระแทกอันมหาศาล ความดีใจที่ได้พบแสงสว่างปลายอุโมงค์ และความภูมิใจในตัวลูกชายที่บรรยายออกมาไม่ถูก พลุ่งพล่านออกมาดั่งภูเขาไฟที่ระเบิดออก


“ดี...ดี...ดีมาก!” สวีกั๋วเฉียงสะอื้นไห้จนน้ำตานองหน้า


“พ่อ...พ่อจะเชื่อลูก...พ่อจะสู้...จะหายให้ได้...เพื่อดู...ดูว่าลูกชายของพ่อจะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่...”


คำพูดต่อจากนั้นถูกกลบด้วยเสียงสะอื้น เวลาเยี่ยมหมดลงอย่างรวดเร็ว สวีอี้พยุงร่างแม่ที่ขาอ่อนแรงและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาเดินออกจากห้องไอซียู ในมือของเธอยังคงกำบัตรธนาคารนั้นไว้แน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนสี


ความอัดอั้นตันใจ ความทุกข์ระทมที่แบกรับไว้ราวกับภูเขาลูกใหญ่ ถูกลูกชายของเธอปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น ในที่สุดเธอก็สามารถพักผ่อนได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียว และไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าลูกชายอันเป็นที่รักอีกต่อไป