ตอน 6

บทที่ 6: สมาชิกทีมคนใหม่


หลังจากเดินฝ่าพายุหิมะมาได้อีกระยะหนึ่ง หลินจินเซี่ยก็รู้สึกราวกับว่าในปอดของเธอกำลังเต็มไปด้วยเศษน้ำแข็ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าไปมันให้ความรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงทรวงอก

เธอชำเลืองมองแผ่นหลังของเสิ่นอวิ๋นเช่อที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งเริ่มก้าวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสาปแช่งสภาพอากาศเฮงซวยนี้ในใจไปหลายรอบ

หลินจินเซี่ยยกขาอย่างยากลำบากเพื่อดึงมันขึ้นมาจากหลุมหิมะที่ลึกเกือบถึงเอว


“เสิ่นอวิ๋นเช่อ... เรา... หยุดพักกันก่อนดีไหม?”


ตอนนี้เธอไม่ต่างอะไรกับก้อนโมจิที่ดิ้นรนอยู่ในกองน้ำตาลไอซิ่งสีขาว ขยับตัวเพียงนิดเดียวก็กินแรงมหาศาล

“พักสิบนาที”


เสิ่นอวิ๋นเช่อหยุดเดิน เขาหาซากป้ายรถเมล์ที่ถูกหิมะกลบไปครึ่งหนึ่งและพอจะกันลมได้บ้าง ก่อนจะส่งสัญญาณให้หลินจินเซี่ยเข้าไปหลบ

หลินจินเซี่ยแทบจะกลิ้งเข้าไปที่นั่น เธอทรุดตัวลงนั่งบนพื้นที่ว่างที่เสิ่นอวิ๋นเช่อกวาดหิมะออกให้ มือสั่นเทาล้วงเอาหัวมันเผาสองลูกที่ยังอุ่นอยู่ออกจากมิติ


“กินซะ เติมพลังงานหน่อย”

เสิ่นอวิ๋นเช่อรับไป ปอกเปลือกแล้วกัดคำหนึ่ง หลังจากรู้ว่าหลินจินเซี่ยมีมิติเก็บของ เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจกับวิธีเก็บรักษาความร้อนแบบนี้อีกต่อไป

หลังจากพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท พวกเขาโชคดีที่เจออาคารสำนักงานที่พังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง จึงได้จัดการทำความสะอาดห้องที่ยังพอมีสภาพสมบูรณ์เพื่อพักค้างคืน ในค่ำคืนเช่นนี้ การอยู่กลางแจ้งก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย

เสิ่นอวิ๋นเช่อใช้พลังพิเศษธาตุไฟเสกบอลไฟขนาดเล็กขึ้นมาไว้กลางห้องเพื่อขับไล่ไอเย็น


“พลังของนายเก่งขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ” หลินจินเซี่ยขยับเข้าไปใกล้เพื่อผิงไฟพลางกล่าวชื่นชม

“ช่วงนี้ฝึกบ่อยขึ้นน่ะ”


เสิ่นอวิ๋นเช่อขยายขนาดบอลไฟขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างใจเย็น สิ่งที่เขาให้ความสำคัญในการอัปเกรดเป็นอันดับแรกคือพลังธาตุไฟ ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ การสร้างบอลไฟที่ให้ความอบอุ่นได้ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด

เช้าวันต่อมา ทั้งสองก็ออกเดินทางอีกครั้ง ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความโหดร้ายของวันสิ้นโลก ถนนหนทางที่เคยคึกคักตอนนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ซากรถยนต์ถูกทิ้งร้างเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้กองหิมะจนเห็นเพียงหลังคา บางครั้งก็ยังเห็นศพที่แข็งตายในสภาพท่าทางสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

หลินจินเซี่ยเบือนหน้าหนี ใจหนักอึ้ง “อย่ามองเลย”


เสียงของเสิ่นอวิ๋นเช่อดังขึ้นจากข้างหน้า น้ำเสียงยังคงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่กลับทำให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นมาบ้าง “อืม”

โชคยังคงเข้าข้าง ก่อนที่ฟ้าจะมืด ทั้งคู่ก็มาถึงอาคารที่พักของอันอิ๋งอิ๋งได้อย่างปลอดภัย ทางเข้าของตึกนั้นถูกหิมะถมปิดตายตั้งแต่ชั้นสี่ลงมา การจะเข้าทางประตูด้านหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


แต่โชคดีที่เสิ่นอวิ๋นเช่อมีพลังหลากหลาย เขาจึงอาศัยดาดฟ้าของตึกข้างๆ ที่เตี้ยกว่า แล้วใช้พลังธาตุไม้สร้างสะพานเถาวัลย์ที่ดูเปราะบางเพื่อปีนข้ามมาอย่างทุลักทุเล

“ทางนี้! ทางนี้!”


ทันทีที่หลินจินเซี่ยกับเสิ่นอวิ๋นเช่อมาถึงหน้าโถงทางเดิน ประตูบานหนึ่งก็แง้มออก เด็กสาวผมแกละสองข้างใบหน้ากลมมนโผล่หน้าออกมา เธอกวักมือเรียกทั้งสองอย่างตื่นเต้น


แม้ในห้องจะอุ่นกว่าข้างนอกนิดหน่อย แต่ไอเย็นที่กัดกินร่างกายก็ยังพุ่งเข้าใส่ ดูเหมือนว่าอันอิ๋งอิ๋งเองก็ไม่มีอุปกรณ์ให้ความอบอุ่นที่ดีนัก

ห้องนี้เป็นห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ดูออกว่าฐานะทางบ้านก่อนหน้านี้ไม่ธรรมดา แต่ในตอนนี้กลับว่างเปล่า เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงให้อบอุ่น อันอิ๋งอิ๋งได้รื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปหลายชิ้น ในมุมห้องจึงมีกองขี้เถ้าสะสมอยู่

“ในที่สุดฉันก็รอพวกคุณมาได้!” ใบหน้าเล็กๆ ของอันอิ๋งอิ๋งแดงก่ำเพราะความหนาว


“ถ้าฉันยังต้องอยู่คนเดียวต่อไป ไม่หิวตายก็คงคลั่งตายแน่ๆ”

“ของในบ้านที่พอนำมาเผาได้ฉันก็เผาไปเกือบหมดแล้ว” อันอิ๋งอิ๋งถูมือ


“ของกินก็หมดเกลี้ยง เหลือแค่พวกขวดโหลเครื่องปรุงรสที่ฉันเสียดายเลยไม่ได้ทิ้งไป ตอนแรกฉันไม่สามารถติดต่อใครได้เลย แถมพลังจิตก็หมดไวมาก เคยลองพยายามติดต่อคนอื่นแล้ว แต่พวกเขาก็เอาแต่คิดจะจับฉันไปเป็นเครื่องมือไม่ก็เอาตัวเองยังไม่รอด... จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงของพวกคุณ”

พูดจบ ท้องของเธอก็ส่งเสียง “โครก” ออกมาอย่างไม่รักดี อันอิ๋งอิ๋งยกมือปิดท้องด้วยความกระดากอาย เพราะเธอไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว

หลินจินเซี่ยมองท่าทางที่น่าสงสารและประหม่าของอันอิ๋งอิ๋งแล้ว เหมือนเห็นตัวเองก่อนที่จะปลุกพลังขึ้นมา เธอยิ้มแล้วส่ายหัว


“รอเดี๋ยว เดี๋ยวจะได้กินข้าวกันแล้ว”

จากนั้นเธอก็ทำราวกับร่ายเวทมนตร์ หยิบหัวมันและหัวไชเท้าออกมาหลายหัว ตามด้วยเนื้อแดดเดียวห่อกระดาษไขอีกชิ้นหนึ่ง รวมถึงอุปกรณ์ประกอบอาหารเล็กๆ น้อยๆ

อันอิ๋งอิ๋งมองวัตถุดิบที่เรียกได้ว่าหรูหราในยุควันสิ้นโลก รวมถึงเตาแก๊สปิคนิคตรงหน้า น้ำลายของเธอหลั่งออกมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ เธอละล่ำละลักพูด


“พี่จินเซี่ย... พี่เป็นโดราเอมอนเหรอคะ?” ของพวกนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะหยิบออกมาจากเป้ใบเล็กๆ นั่นได้เลย

“ถือว่าเป็นความลับเล็กๆ ของฉันแล้วกัน” หลินจินเซี่ยขยิบตาโดยไม่คิดจะอธิบาย


“กินให้อิ่มก่อนเถอะ”

อันอิ๋งอิ๋งนำเครื่องปรุงรสทั้งหมดในบ้านออกมาสมทบ ทำให้มื้ออาหารนี้เริ่มมีรสเค็มบ้างแล้ว ข้าวต้มเนื้อแดดเดียวง่ายๆ หม้อหนึ่งเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ในเมื่อไม่มีข้าวสวย นี่จึงเป็นทั้งอาหารหลักและกับข้าวในตัว หลินจินเซี่ยตักแบ่งให้ทั้งสามคนจนเต็มถ้วย

อันอิ๋งอิ๋งประคองถ้วย ตักหัวมันที่เคลือบด้วยน้ำมันขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก หัวมันถูกตุ๋นจนนุ่มละมุนแทบจะละลายในปาก อาหารอุ่นๆ ที่ตกถึงท้องช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บและความหิวโหยที่สะสมมานานหลายวันออกไปจนหมด

“อร่อยมากเลยค่ะ!”


อันอิ๋งอิ๋งเอ่ยชมขณะที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ จนพูดไม่ชัด เธอก้มหน้าก้มตากินไม่หยุด ในท้ายที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมาและผสมปนเปไปกับอาหาร


“พี่จินเซี่ย พี่เป็นเทพธิดามาโปรดชัดๆ ฉันขอประกาศเลยว่า ต่อไปนี้พี่คือพี่สาวแท้ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกันของฉัน!”

หลินจินเซี่ยเห็นท่าทางร้องไห้ไปกินไปของเธอแล้วก็ทั้งขำทั้งสงสาร จึงส่งขวดน้ำไปให้


“ค่อยๆ กิน ไม่มีใครแย่งหรอก ในหม้อยังมีอีก”

ไม่นานมื้ออาหารก็ถูกจัดการจนเกลี้ยงหม้อ อันอิ๋งอิ๋งลูบท้องที่พองกลมของตัวเองอย่างมึนงง นี่เธอได้รับการช่วยเหลือแล้วจริงๆ งั้นหรือ?

“พี่จินเซี่ย พี่เสิ่น ต่อไปนี้เรื่องโลจิสติกส์และการสื่อสารทั้งหมด ให้เป็นหน้าที่ฉันเองค่ะ” อันอิ๋งอิ๋งพยายามเสนอตัว


“ความสามารถของฉันในตอนนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของเขตเมือง แม้การติดต่อกับคนอื่นจะลำบากอยู่บ้าง แต่ถ้าแค่รวบรวมข้อมูลอย่างเดียวไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ”

หลินจินเซี่ยพยักหน้า เธอดูออกว่าอันอิ๋งอิ๋งต้องการพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง และสิ่งที่พวกเธอเล็งไว้ตั้งแต่แรกก็คือพลังพิเศษของเธอนั่นเอง ต่างฝ่ายต่างมีความต้องการที่สอดคล้องกัน ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา

ยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามา อุณหภูมิภายนอกลดฮวบลงจนความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ามาในห้องพัก บ้านของอันอิ๋งอิ๋งมีสามห้องนอน แต่เพื่อประหยัดเชื้อเพลิงและรวมกลุ่มเพื่อความอบอุ่น ทั้งสามจึงตัดสินใจนอนในห้องนั่งเล่น

เสิ่นอวิ๋นเช่อรื้อแผ่นไม้บางส่วนออกมาเสริมความแข็งแรงให้ประตูและหน้าต่าง ก่อนจะนำเสื้อผ้าเก่าๆ มาอุดรอยรั่ว อันอิ๋งอิ๋งปูที่นอนและถุงนอนเอาไว้

หลินจินเซี่ยหวนนึกถึงภาพการ “ไปตั้งแคมป์” ที่เธอเคยจินตนาการไว้ก่อนวันสิ้นโลกนับครั้งไม่ถ้วน หากวันสิ้นโลกไม่เกิดขึ้นก็คงจะดี

ทั้งสามผลัดกันเฝ้ายาม เมื่อถึงตาของหลินจินเซี่ย เธอห่อตัวด้วยเสื้อผ้าหนาๆ แล้วนั่งลงริมหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ มองออกไปยังเมืองที่เงียบสงัดซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ

พวกเขาจะประคองตัวไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ...

ยามเช้าหลังอาหารเสร็จสิ้น อันอิ๋งอิ๋งใช้พลังสัมผัสรอบๆ “...หายไปอีกคนแล้วค่ะ”


ในตึกนี้ นอกจากเธอแล้ว ก็เหลือคนอื่นอีกเพียงเก้าคนเท่านั้น เนื่องจากย่านนี้ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ในตอนที่วันสิ้นโลกเริ่มขึ้น หลายคนได้รับข่าวสารจึงรีบอพยพออกไปแต่แรก

จำนวนคนเดิมก็ไม่ได้มีมากอยู่แล้ว แถมต่อมายังล้มตายกันเรื่อยๆ เพราะปัญหาขาดแคลนอาหารและสภาพอากาศ


“จะไปหาเสบียงกันหน่อยไหม?” น้ำเสียงของเสิ่นอวิ๋นเช่อนิ่งเฉยจนเกือบจะเย็นชา

“ฉันว่าไปเถอะ” หลังจากอาลัยให้แก่ชีวิตที่จากไปเพียงชั่วครู่ หลินจินเซี่ยก็คิดว่าการปกป้องตัวเองและพยายามมีชีวิตรอดนั้นเป็นสิ่งที่รอไม่ได้

นอกจากห้องของอันอิ๋งอิ๋งแล้ว อีกสองห้องในชั้นเดียวกันยังคงถูกทิ้งร้างและล็อกประตูไว้อย่างดี โชคยังดีที่เสิ่นอวิ๋นเช่อมีความสามารถในการสะเดาะกลอน

“แกร๊ก” เสียงเบาๆ ดังขึ้น ประตูห้องแรกก็ถูกเปิดออก ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว ห้องนั้นว่างเปล่ามีเพียงเศษวัสดุก่อสร้างที่ถูกทิ้งไว้ ห้องที่สองสภาพดีขึ้นมาหน่อย ดูเหมือนเคยมีคนพักอาศัยอยู่ อาจจะเพราะอพยพไปอย่างเร่งรีบ ในห้องนั่งเล่นจึงมีข้าวของกระจัดกระจาย

อันอิ๋งอิ๋งตาไวเหลือบไปเห็นบิสกิตอัดแท่งหนึ่งกล่องที่ยังไม่ได้แกะ ถือเป็นการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ไม่น้อย

ทั้งสามขนเสบียงที่ค้นเจอไปยังบ้านของอันอิ๋งอิ๋ง พวกเขาพบน้ำดื่มบรรจุขวดที่ยังไม่ได้เปิด ผ้าห่มอีกหลายผืนที่ดูสะอาด และยังพบขนมเล็กๆ น้อยๆ อีกกองใหญ่ ทั้งขนมข้าวอบกรอบ มันฝรั่งทอด ลูกอม และช็อกโกแลต แม้จะยังไม่กล้ากินทันที


แต่นี่ก็ช่วยเติมเต็มจิตใจของพวกเขาได้มากทีเดียว