ตอน 6
บทที่ 6: ระบบสร้างเหตุการณ์
“ติ๊ง!”
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของสวี่เหวิน
[ท่านได้รับเหตุการณ์สุ่ม ‘เปิดร้านรับเงินคืน’!]
[เงินทุนตั้งตัวที่ได้รับจากพ่อแม่จะถูกทวีคูณขึ้นเป็นสิบเท่าในบัญชีของท่าน โดยเงินจำนวนนี้จะใช้ได้เฉพาะสำหรับการลงทุนในครั้งนี้เท่านั้น]
[หลังจากเริ่มเหตุการณ์ ทุกครั้งที่เกิดการซื้อขายสินค้า ท่านจะได้รับเงินคืนเพิ่มอีกหนึ่งถึงสิบเท่าของราคาสินค้า ขึ้นอยู่กับค่าความพึงพอใจของลูกค้า โดยจำกัดยอดเงินคืนต่อรายการสูงสุดไม่เกินห้าร้อยหยวน]
[ยกตัวอย่างเช่น หากราคาสินค้าสิบหยวนและลูกค้ามีความพึงพอใจระดับสิบ ท่านจะได้รับเงินคืนเพิ่มอีกหนึ่งร้อยหยวน โดยทุกรายการที่คืนเงินให้จะไม่เกินห้าร้อยหยวนต่อครั้ง]
ระบบจัดโปรโมชั่นให้แล้วสินะ!
หัวใจของสวี่เหวินเต้นรัว แม้ระบบจะไม่ได้เปย์ตึกหรือห้องชุดในย่านโรงเรียนดังให้เขาตั้งแต่แรกจนน่าผิดหวังเล็กน้อย แถมยังไม่มีฟังก์ชัน ‘หายใจแล้วได้เงิน’ มาให้ ซึ่งดูเหมือนระบบพยายามจะสื่อว่า ‘อย่าหวังว่าจะได้อะไรมาง่ายๆ โดยไม่ต้องลงแรง’ แต่นี่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สวี่เหวินเป็นคนประเภทที่ชอบดื่มด่ำกับกระบวนการ ไม่ว่าจะหาเงินหรือใช้เงินก็ตาม
เมื่อพิจารณาเงื่อนไขอย่างละเอียด เขาพบว่านี่คือช่องทางสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องในระยะยาว ส่วนเป้าหมายในการเปิดร้าน เมื่อดูจากกลไกการคืนเงินของระบบแล้ว ร้านชานมไข่มุกสไตล์เน็ตไอดอลที่ทำง่ายและคืนทุนไวที่สุดน่าจะเหมาะสมที่สุด
ชานมแก้วละประมาณยี่สิบหยวน สั่งครั้งละหนึ่งถึงสองแก้วก็ตกไม่กี่สิบหยวน หากใส่ใจกับความพึงพอใจของลูกค้าให้อยู่ในระดับแปดถึงสิบได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ในสภาวะที่เหมาะสม หากยอดคืนเงินเฉลี่ยอยู่ที่สามถึงสี่ร้อยหยวนต่อการซื้อหนึ่งครั้ง หากทำเลดีและมีลูกค้าหมุนเวียนมาก เฉลี่ยขายได้วันละสามร้อยแก้ว เขาก็จะได้รับเงินคืนวันละกว่าแสนหยวน เดือนหนึ่งทำรายได้หลายล้าน ปีหนึ่งคงได้เงินเข้ากระเป๋าหลายสิบล้านแบบสบายๆ
พอถึงเวลานั้นแค่หาทำเลดีๆ ตกแต่งร้านให้โดดเด่นสไตล์มินิมอลเหมาะกับการถ่ายรูปเช็คอิน แล้วจ้างอินฟลูเอนเซอร์มารีวิว รับรองว่ากิจการต้องรุ่งแน่นอน เขาไม่จำเป็นต้องสนเรื่องต้นทุน เพราะยังไงเสียเขาก็ไม่ได้กำไรจากยอดขายหน้าร้านอยู่แล้ว แต่กำไรจากการได้รับเงินคืนจากระบบต่างหากคือเป้าหมายหลัก
เมื่อเห็นทิศทางชัดเจน สวี่เหวินจึงเอ่ยขึ้น
“พ่อครับ แม่ครับ ช่วงที่ผมไปอยู่ที่ร้านกาแฟ ผมก็ได้คิดอะไรหลายอย่าง ตอนนี้มีโอกาสดีผ่านเข้ามาครับ”
“ว่ามาสิ?” สวี่เจียงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าลูกชายจะมีความคิดอยากทำธุรกิจจริงๆ จังๆ ขนาดนี้
“ผู้จัดการร้านกาแฟที่ผมทำอยู่เขากำลังจะลาออกมาเปิดร้านชานมครับ เขาเล็งทำเลไว้แล้วแถมยังเป็นมืออาชีพเรื่องนี้มาก แต่ตอนนี้ทุนยังขาดอยู่นิดหน่อย ถ้าผมมีเงินทุนก็สามารถร่วมหุ้นกับเขาได้ครับ”
“ไว้ใจได้จริงเหรอ?” สวี่เจียงถาม แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจพวกนี้ แต่ร้านชานมที่เปิดเรียงรายเต็มถนนเขาก็เห็นอยู่ทุกวัน
“ไว้ใจได้ครับ เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของผมเอง นิสัยดีมาก”
สวี่เหวินอ้างชื่อซุนนาน่าผู้จัดการร้านที่เขาจินตนาการไว้ในหัว และเขาก็ตั้งใจจะให้เธอมาช่วยคุมร้านจริงๆ
ขณะที่สวี่เจียงยังไม่ทันพูดอะไร จ้าวอวี้เจินก็ขมวดคิ้วถามอย่างจริงจัง
“สวี่เหวิน ลูกพูดจริงหรือเปล่า? ไม่ได้ล้อพ่อกับแม่เล่นใช่ไหม?”
“พ่อครับแม่ครับ ผมพูดจริงครับ ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว” สวี่เหวินกล่าวต่อ
“สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ จะรอหวังพึ่งเงินเดือนประจำสำหรับครอบครัวอย่างเรามันไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้หรอก ราคาบ้านก็แพงขนาดนี้ ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสลองเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม พอแก่ตัวไปคงไม่มีโอกาสแล้วครับ”
พ่อแม่นิ่งเงียบไป เพราะพวกเขารู้ดีว่าลูกชายคนนี้ไม่ใช่คนเพ้อฝัน ปกติถ้าไม่ตัดสินใจเด็ดขาด สวี่เหวินจะไม่มีทางพูดอะไรออกมาแบบนี้แน่นอน
สิ่งที่พ่อแม่ไม่รู้คือ ในขณะที่คนอื่นเปิดร้านชานมแล้วต้องฝ่าฟันสมรภูมิที่แทบจะตายกันเกือบหมด มีเพียงสวี่เหวินเท่านั้นที่มี ‘ระบบ’ คอยหนุนหลัง ไม่ว่าเขาจะทุ่มเงินตกแต่งร้านหรือคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศแค่ไหน ต่อให้ยอดขายหน้าร้านจะเป็นศูนย์ เขาก็มีกำไรมหาศาลจากเงินคืนอยู่ดี
“แล้วต้องใช้ทุนเท่าไหร่?” สวี่เจียงหยิบบุหรี่ขึ้นมา แต่พอชะงักไปครู่หนึ่งก็เก็บมันลงไป
“ส่วนใหญ่รุ่นพี่เขาออกไปแล้วครับ ถ้าผมจะร่วมหุ้นด้วย ก็ต้องลงเงินสักแสนหยวน”
เงินเก็บของสองสามีภรรยามีเพียงไม่กี่แสนหยวน ซึ่งนั่นคือเงินก้อนสุดท้ายที่ตั้งใจเก็บไว้ให้สวี่เหวินซื้อบ้าน หากต้องควักเงินออกมาตอนนี้ ก็นับว่ากระทบกระเทือนเงินเก็บทั้งหมดไม่น้อย
ถ้าเป็นลูกชายคนอื่นที่เสเพล พวกเขาคงไม่มีทางตกลง แต่สำหรับสวี่เหวิน... ลูกชายคนนี้เป็นคนที่ทำให้พวกเขาวางใจได้มากที่สุดเสมอ
“หนึ่งแสนหยวนเหรอ?”
สวี่เจียงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอีกครั้ง ควันสีขาวพวยพุ่งจนใบหน้าของเขากับจ้าวอวี้เจินเลือนราง และครั้งนี้จ้าวอวี้เจินก็ไม่ได้ห้ามปรามสามีแต่อย่างใด
สุดท้าย จ้าวอวี้เจินก็เป็นฝ่ายเอ่ยปาก
“เอาแบบนี้แล้วกัน พ่อกับแม่ขอปรึกษากันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบลูกนะ”
“ได้ครับ เรื่องใหญ่แบบนี้ต้องคิดให้รอบคอบอยู่แล้ว”
สวี่เหวินตอบโดยไม่พยายามคะยั้นคะยอ เพราะเขารู้ดีว่าสุดท้ายแล้วพ่อแม่จะต้องยอมควักเงินก้อนนี้ออกมาแน่นอน ระหว่างที่พูดคุยกัน จ้าวอวี้เจินก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
“สวัสดีจ้ะ... อ๋อ เจินจูเหรอ? กินข้าวเหรอ? เย็นนี้เลยเหรอ? ได้จ้ะ ได้เลย ที่ภัตตาคารจวินเยว่ใช่ไหม?”
หลังจากวางสาย เธอก็บอกว่าเพื่อนเก่าชื่อ ‘หวังเจินจู’ ชวนไปกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้บ้าน ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมานานหลายปีไม่ได้เจอกัน เธอก็เลยตอบรับไป
เธอจำได้ว่าหวังเจินจูมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ ‘โจวหนาน’ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับสวี่เหวิน ตอนเด็กๆ หน้าตาน่ารักมาก แถมตอนนี้ดูเหมือนจะเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่อื่น จ้าวอวี้เจินอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน
จ้าวอวี้เจินขี่รถจักรยานไฟฟ้าคันเก่าออกจากบ้านไปตามนัด สวี่เหวินกับพ่อกินข้าวเย็นง่ายๆ กันสองคน โดยที่สวี่เจียงไม่ได้พูดเรื่องเงินทุนอีกเลย
หลังกินข้าวเสร็จ สวี่เหวินกลับเข้าห้องไปศึกษาเรื่องการตกแต่งร้าน ร้านแรกของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาค้นหาข้อมูลในเน็ต รวมถึงตั้งกระทู้ถามในเว็บไซต์ชื่อดังว่า ‘มีงบสิบล้าน กับพื้นที่ห้าร้อยตารางเมตร ควรตกแต่งอย่างไร’
ผ่านไปสักพัก นอกจากคำตอบกวนประสาทแล้ว ก็มีแต่พวกหน้าม้าที่เข้ามาโฆษณาแทบไม่มีสาระอะไรเลย เขาจึงเปลี่ยนไปเข้าเว็บบอร์ดท้องถิ่นของเมืองไห่เฉิงและเข้าไปในหมวดรับเหมาตกแต่งบ้าน แทนที่จะเจอแต่โพสต์โฆษณา กลับมีกระทู้หนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขา
‘จัดอันดับบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในในไห่เฉิง’
มีบริษัทที่ติดอันดับอยู่ราวสิบแห่ง สวี่เหวินศึกษาดูแล้วเขาก็ตัดสินใจเลือก ‘หัวจิ่นเดคคอร์’ บริษัทที่มีอายุยืนยาวที่สุด ประสบการณ์โชกโชน และมีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ เมื่อเช็กที่อยู่ดูแล้วพบว่าอยู่ในเขตใหม่ พรุ่งนี้หลังจากไปรับรถเสร็จ เขาจะแวะไปที่บริษัทนี้สักหน่อย
หลังสี่ทุ่ม เสียงประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น จ้าวอวี้เจินกลับมาแล้ว แต่สีหน้าของเธอดูไม่สู้ดีและแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ยัยหวังเจินจูนี่ทำตัวใช้ไม่ได้จริงๆ!” จ้าวอวี้เจินบ่นด้วยความโกรธ
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บ้านนั้นทำธุรกิจจนตั้งตัวได้ ยอมรับว่าฐานะเขาดีกว่าบ้านเรามาก แต่นางน่าจะนึกถึงบ้างนะว่าตอนสมัยเรียน บ้านนางยากจนขนาดไหน ใครกันที่เป็นคนแบ่งข้าวเที่ยงให้ทุกวัน ตอนไม่มีเงินจ่ายค่าหนังสือเรียน ใครกันที่เป็นคนช่วยจ่ายให้! พอตอนนี้รวยแล้วกลับทำตัวเป็นคนมองไม่เห็นหัวคนอื่น!”
จ้าวอวี้เจินยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห สวี่เจียงคอยปลอบอยู่ข้างๆ สวี่เหวินที่แอบฟังอยู่สักพักก็พอจะจับใจความได้
หวังเจินจูเป็นเพื่อนร่วมชั้นเก่าของแม่ สมัยก่อนบ้านยากจน แม่ของสวี่เหวินช่วยเหลือไว้เยอะมาก ต่อมาแต่งงานกับสามีที่ฐานะดีและทำธุรกิจจนร่ำรวย เดือนก่อนเพิ่งซื้อบ้านสองร้อยตารางเมตรแถมยังเพิ่งถอยรถปอร์เช่มาใหม่ ลูกสาวก็ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี
เดิมทีบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ดูดี แม้หวังเจินจูจะชอบโอ้อวดและดูถูกคนไปบ้าง แต่นางก็ดูมีน้ำใจถึงขั้นปากเปราะบอกว่าถ้าตอนซื้อบ้านหมุนเงินไม่ทันจะช่วยยืมให้ จ้าวอวี้เจินเลยทีเล่นทีจริงพูดเรื่องลูกสาวนางกับสวี่เหวินขึ้นมา หวังจะให้ทั้งคู่รู้จักกัน
เธอรู้ดีว่าฐานะต่างกันมาก ถ้าไม่ติดว่าสนิทกันมานานเธอก็คงไม่กล้าพูด แต่ใครจะไปคิดว่าพอพูดถึงเรื่องนี้หวังเจินจูก็เปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ถ้าจะยืมเงินน่ะได้ แต่ถ้าฐานะอย่างบ้านเธอจะมาหวังจีบลูกสาวฉันล่ะก็... ยังห่างไกลอีกเยอะ!”
แค่นี้ก็คุยกันต่อไม่ลงแล้ว
แน่นอนว่าสุดท้ายต้องแยกย้ายกันอย่างไม่สู้ดีนัก ในคำพูดของจ้าวอวี้เจินคือ
‘ข้าวที่กินน่ะไม่ต้องกินก็ได้ ในเมื่อบ้านเขาสูงส่งขนาดนั้น บ้านเราก็คงเอื้อมไม่ถึงหรอก!’