ตอน 16

บทที่ 16: การเยี่ยมเยียนถึงที่


“นี่คือคุณเจ้าของร้านค่ะ” พนักงานประจำเคาน์เตอร์แนะนำ


“เดี๋ยวฉันหยิบขนมปังยุโรปให้ลองชิมสองชิ้นนะคะ รับรองว่ารสชาติไม่เหมือนร้านข้างนอกแน่นอน”


เจ้าของร้านกล่าวพลางหยิบถาดขนมปังแล้วใช้ที่คีบคีบขนมปังยุโรปสองชิ้นมาวางที่บาร์ ราคาของขนมปังสองชิ้นนั้นพุ่งทะลุหนึ่งร้อยหยวนไปแล้ว


“เสี่ยวซู ชงกาแฟให้ลูกค้าสองท่านนี้คนละแก้วนะ” เธอสั่งพนักงานที่เคาน์เตอร์


เมื่อกัดขนมปังเข้าปาก กลิ่นนมก็อบอวลไปทั่ว สัมผัสละเอียดละมุนลิ้น รสชาติดีจริงอย่างที่ว่า แต่ราคาก็สูงลิ่วเช่นกัน ส่วนกาแฟเป็นกาแฟสด รสชาติขมนำแต่มีความหวานปลายลิ้น ราคาสูงขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมธุรกิจถึงเงียบเหงา


“คุณเจ้าของร้านครับ ร้านนี้กำลังจะเซ้งต่อใช่ไหมครับ?” สวี่เหวินหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากแล้วเอ่ยถาม


“ใช่ค่ะลูกค้า สนใจหรือคะ?” น้ำเสียงของเจ้าของร้านเปลี่ยนไปเล็กน้อย


“ใช่ครับ คุยรายละเอียดกันหน่อยไหม?” สวี่เหวินยิ้มบางๆ


เจ้าของร้านกวาดสายตามองสวี่เหวินอย่างพินิจวิเคราะห์เพื่อประเมินฐานะการเงิน ก่อนที่สายตาของเธอจะหยุดลงที่จุดหนึ่งชั่วครู่


“เชิญนั่งทางนี้ค่ะ”


หลังจากนั้นน้ำเสียงของเจ้าของร้านก็ดูต้อนรับขับสู้มากขึ้น เธอเชิญสวี่เหวินและซุนนาน่าไปนั่งที่โต๊ะหวายข้างๆ บนโต๊ะมีหนังสือที่อ่านค้างไว้เล่มหนึ่งวางอยู่ และมีกุญแจรถ BMW วางทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ใจ


“คุณวางแผนว่าจะทำกิจการเดิมต่อ หรือว่าจะรีโนเวทร้านใหม่คะ?” เจ้าของร้านถาม


“ตั้งใจจะทำใหม่หมดครับ โครงสร้างอะไรต่างๆ คงต้องปรับรื้อเยอะ”


สวี่เหวินไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย ขอแค่สรุปให้จบโดยเร็วที่สุดเป็นพอ


“จริงๆ แล้วเจ้าของที่ตรงนี้ก็คือฉันเองค่ะ ตอนซื้อก็ถือว่าเป็นการลงทุน ส่วนที่มาเปิดร้านเองเพราะความชอบ ไม่ได้หวังผลกำไรอะไรมากมาย”


เจ้าของร้านเล่าไปพลางจิบกาแฟไป


“ตอนนี้สามีต้องไปพัฒนาหน้าที่การงานที่ต่างเมือง ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำร้านต่อแล้ว เลยคิดว่าจะเซ้งออกไปค่ะ”


สวี่เหวินพยักหน้า “แล้วค่าเช่ากับค่าเซ้งคิดอย่างไรครับ?”


“อืม... คืออย่างนี้นะคะ ตอนแต่งร้านนี้ไปเกือบสองแสน เครื่องมือต่างๆ ก็อีกเกือบแสน ถ้าคุณต้องการเราก็จะยกให้ทั้งหมด สัญญาเช่ารายปี ค่าเซ้งถือว่าให้คุณสองแสนค่ะ ส่วนพื้นที่ตรงนี้หนึ่งร้อยตารางเมตร ค่าเช่าเดือนละหนึ่งหมื่น เพราะทำเลและขนาดพื้นที่อยู่ตรงนี้ ถ้าเช่าที่นี่ค่าใช้จ่ายต่อปีคือหนึ่งแสนสองหมื่น รวมกับค่าเซ้งก็เป็นสามแสนสองหมื่นค่ะ”


เจ้าของร้านเสนอราคาพร้อมคอยสังเกตปฏิกิริยาของทั้งคู่


“ถ้าตกลงกันได้ ฉันจะตัดเศษให้ เหลือสามแสนถ้วนรวมค่าเช่าหนึ่งปีและค่าเซ้ง ถ้าต่อสัญญาปีถัดไปคิดแค่ปีละหนึ่งแสนค่ะ”


เธอพูดราวกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย


สวี่เหวินไม่ขัดสนเรื่องเงินตราบใดที่เขาพึงพอใจ แต่ถ้าให้ยอมโดนโขกสับทั้งที่รู้ตัว นั่นมันก็เท่ากับเป็นคนเขลาที่เงินหนาเกินไป สวี่เหวินหัวเราะเบาๆ โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ซุนนาน่าจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน


“คุณเจ้าของร้านคะ ห่างจากร้านคุณไปไม่กี่คูหาคือร้านเค้กโฮมเมดที่ติดอันดับต้นๆ ของเว็บไซต์รีวิวเมืองไห่เฉิง ฝั่งใต้ของห้างหลงเป่าก็เป็นแบรนด์เบเกอรี่เครือข่ายชื่อดังของเมือง และร้านคุณเองก็มีร้านขนมปังยอดนิยมที่ขายขนมปังยุโรปตั้งอยู่ชั้นบน”


ซุนนาน่าพูดพลางยิ้ม แต่คำพูดกลับตรงไปตรงมาไม่เกรงใจ


“อย่าหาว่าฉันพูดจาขวานผ่าซากเลยนะคะ การแข่งขันที่นี่ดุเดือดขนาดนี้ แถมยังมีตัวอย่างจากร้านคุณให้เห็น ไม่ว่าใครจะมาเซ้งต่อ ก็คงไม่มีใครกลับมาเปิดร้านเบเกอรี่ซ้ำรอยเดิมหรอกค่ะ”


ใบหน้าของเจ้าของร้านดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันทีแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร


“ด้วยเหตุนี้ อุปกรณ์และงานตกแต่งภายในร้านของคุณจึงไม่มีค่าอะไรสำหรับเราเลย จริงๆ แล้วเราอยากได้แบบห้องเปล่ามากกว่าด้วยซ้ำ เพราะงานตกแต่งพวกนี้ ต่อให้สวยแค่ไหน เราก็ต้องมานั่งรื้อออกให้เสียเวลาอยู่ดี”


“อีกอย่าง ที่คุณบอกว่าตกแต่งไปสองแสน เกรงว่าจะเกินจริงไปหน่อยนะคะ”


ซุนนาน่าชี้ไปที่ผนัง


“ร้านคุณจัดอยู่ในกลุ่มงานตกแต่งเชิงพาณิชย์ทั่วไป ด้วยพื้นที่ขนาดนี้ ไม่ต้องใช้เงินเยอะหรอกค่ะ”


ซุนนาน่าเคยเป็นผู้จัดการร้านมาก่อนและเคยรับหน้าที่ดูแลการตกแต่งร้าน จึงมีความรู้เรื่องนี้ดี


อีกเหตุผลที่เธอกล้ากดราคานี้ เป็นเพราะเธอแอบเสิร์ชเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านไว้ล่วงหน้า และพบว่าในเว็บไซต์มือสอง เจ้าของร้านกำลังขายบ้านในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด


ต่อให้ต้องย้ายไปต่างเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องขายบ้านถูกขนาดนั้นนี่นา ถ้าร้านเซ้งราคาใกล้เคียงความจริงเราก็อาจจะไม่ติดใจ ใครบ้างล่ะจะไม่มีช่วงเวลาที่ลำบาก แต่ถ้าคิดจะฟันหัวพวกเรา ก็อย่าโทษที่ฉันต้องต่อราคาสู้


“ดังนั้นนะคะ ค่าเซ้งเราให้เต็มที่หนึ่งแสน ส่วนอุปกรณ์คุณจะขนไปเองก็ได้ หรือถ้าจะให้เราจัดการให้ ก็ขอค่าเซ้งห้าหมื่นพอถือว่าเป็นค่าชดเชยงานตกแต่งค่ะ”


ซุนนาน่าหั่นราคาแบบจัดหนัก เครื่องมือในร้านจริงๆ แล้วเธอก็ใช้ประโยชน์ได้ เพราะเธอก็ตั้งใจจะขายกาแฟและชาไข่มุกพ่วงไปด้วย ส่วนอุปกรณ์เบเกอรี่อื่นๆ ก็ยังนำไปขายต่อได้ เธอมีช่องทางของเธออยู่


เมื่อครู่สวี่เหวินเพิ่งจะเปย์รถให้เธอ เธอจึงอยากแสดงความสามารถให้เขาเห็น และตั้งใจว่าจะปิดดีลราคานี้ให้ได้


“พี่นาน่า งั้นพี่จัดการต่อเลยนะ ผมมีธุระต้องไปก่อน”


สวี่เหวินจงใจเปิดโอกาสให้ซุนนาน่าได้แสดงฝีมือ เพราะคงไม่มีใครอยากทำงานโดยมีเจ้านายยืนจ้องตลอดเวลา ซุนนาน่าเข้าใจเจตนาของสวี่่เหวิน เธอจึงลุกขึ้นแล้วพูดว่า


“คุณสวี่คะ งั้นคุณไปเถอะค่ะ ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”


“ได้ครับ” สวี่เหวินพยักหน้าให้ซุนนาน่าและพยักหน้าให้เจ้าของร้านเล็กน้อย ก่อนจะผลักประตูกระจกออกไป


เจ้าของร้านอ้าปากค้างด้วยความเสียดาย ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยว ก่อนหน้านี้มีคนแวะเวียนมาคุยหลายกลุ่มแต่ก็ไม่สำเร็จ ครั้งนี้เธอเห็นว่าลูกค้าสองคนนี้ดูมีฐานะจึงตั้งราคาไว้สูง ไม่นึกเลยว่าจะโดนอีกฝ่ายจี้จุดอ่อนเสียมิด


เธอมองซุนนาน่าด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายคือตัวจริงที่ตัดสินใจเรื่องนี้ได้ จึงถอนหายใจออกมาแล้วยิ้มเจื่อนๆ


“งั้น... ลองดูแบบนี้ไหมคะ...”


หลังจากสวี่เหวินออกมาได้ไม่นาน ก็ได้รับข้อความจากซุนนาน่าว่าตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว ค่าเซ้งรวมค่าเช่าหนึ่งปีจ่ายเพียงสองแสน! สวี่่เหวินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ถือว่าเขายอมรับในความสามารถของซุนนาน่าแล้ว


ช่วงสายของวัน สวี่เหวินได้รับโทรศัพท์จากบริษัทตกแต่งหัวจิ่นเชิญให้เขาไปดูแบบร่าง


ในสาย เสียงของจ้าวลู่ดูจริงจังและนอบน้อม


“คุณสวี่คะ แบบแปลนตกแต่งสำหรับห้องของคุณเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ เราทำมาให้เลือกหลายสไตล์พร้อมใบเสนอราคาโดยละเอียด วันนี้คุณพอจะมีเวลาไหมคะ เรามาคุยรายละเอียดกัน”


ในใจของเธอกำลังเต้นตุบๆ ในฐานะหัวหน้านักออกแบบของบริษัทชื่อดังอย่างหัวจิ่น เธอไม่เคยประหม่าขนาดนี้มาก่อน แต่นี่คือโปรเจกต์ใหญ่ถึงหนึ่งสิบเป็ดล้านหยวน


ที่สำคัญคือ คำพูดที่เธอเคยบอกว่าห้องชุดที่ 'หลงหูหมายเลขหนึ่ง' เป็นโครงการตัวอย่างนั้นคือเรื่องจริง


บริษัทตกแต่งส่วนใหญ่ชอบใช้คำว่า 'ห้องตัวอย่าง' เพื่อดึงดูดลูกค้า แต่สำหรับโครงการหลงหูหมายเลขหนึ่งนั้นคือสนามรบจริง บริษัทออกแบบชั้นนำในไห่เฉิงต่างก็แย่งชิงลูกค้าจากโครงการนี้ ใครได้เป็นผู้ออกแบบก่อนก็เท่ากับเป็นการยืนยันสถานะในวงการ


ลูกค้าที่มีพื้นที่ถึงห้าร้อยตารางเมตรนั้นหาได้ยากยิ่ง ยิ่งเป็นลูกค้าที่ทุ่มเงินหนึ่งสิบเป็ดล้านเพื่อการตกแต่งอย่างสวี่่เหวินด้วยแล้ว ถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ ชื่อเสียงของบริษัทหัวจินจะยิ่งมั่นคงขึ้นไปอีก


พวกเธอมีผังห้องของสวี่เหวินอยู่ในมือแล้ว และฝ่ายออกแบบก็ช่วยกันระดมสมองทำแบบร่างและรายการวัสดุอย่างละเอียดตลอดทั้งคืน สวี่เหวินดูเวลา เห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้วจึงตอบไปว่า


“งั้นบ่ายนี้แล้วกันครับ เดี๋ยวช่วงบ่ายผมหาเวลาแวะเข้าไปที่บริษัท”


“ได้ค่ะ ได้เลยค่ะ ว่าแต่คุณทานมื้อเที่ยงหรือยังคะ ให้ฉันเลี้ยงข้าวดีไหม?” จ้าวลู่รีบเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น


“ไม่ดีกว่าครับ”


สวี่เหวินปฏิเสธอย่างสุภาพ ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงงานกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น อีกอย่างเขาก็ตั้งใจจะทานอะไรเบาๆ ในมื้อเที่ยง


“งั้นให้เราเป็นฝ่ายไปพบคุณที่โรงแรมดีไหมคะ คุณจะได้ไม่ต้องลำบากเดินทางมา” จ้าวลู่เสนอ


การรุกเข้าหาดีกว่านั่งรอโอกาสให้หลุดมือไป เธอไม่อยากรอให้สวี่เหวินมาหาถึงที่


“งั้นก็ได้ครับ”


สวี่เหวินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตกลง ในเมื่อพวกเธอเต็มใจมา เขาก็ยินดีที่จะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เขาจึงบอกหมายเลขห้องพักที่โรงแรมให้จ้าวลู่ทราบ


“งั้นบ่ายสามโมงตรง พวกเราจะไปพบคุณนะคะ” จ้าวลู่จบการสนทนาอย่างสุภาพ