ตอน 39

บทที่ 39 : การใกล้ชิด


“...”


จู่ๆ เว่ยซวิ่นก็หยุดเดิน หลินมี่ที่อยู่ข้างๆ จึงชะงักตามไปด้วย เธอหันไปมองเขาด้วยความสงสัย


เว่ยซวิ่นไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วบรรจงปัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงจากแรงลมข้างหูของเธอไปไว้ด้านหลังอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาแตะผ่านแก้มของเธออย่างไม่ตั้งใจ สัมผัสนั้นแสนสั้นแต่กลับชัดเจนเหลือเกิน


“...”


หัวใจของหลินมี่เหมือนถูกใครบางคนสะกิดเบาๆ แก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เธอเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตาของทั้งคู่ประสานกันภายใต้แสงไฟสลัว ในอากาศดูเหมือนจะมีกระแสไฟฟ้าและความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ไหลเวียนอยู่


ดวงตาของเว่ยซวิ่นลึกซึ้งและแน่วแน่ แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ยากจะสังเกตเห็น มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์เอ่ยขึ้น


“กลับดีๆ นะ ถึงบ้านแล้วส่งข้อความบอกด้วย”


คำพูดนี้ไม่มีสรรพนามอย่าง ‘คุณหลิน’ หรือ ‘ประธานเว่ย’ มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด แต่มันกลับทำให้ใจของหลินมี่สั่นไหวเป็นระลอกคลื่น เธอรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านจากแก้มไปทั่วร่าง เธอรวบรวมสติแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ


“อื้อ ได้สิ คุณก็กลับดีๆ นะ”


เว่ยซวิ่นมองเธอขึ้นรถ จนกระทั่งไฟท้ายรถสว่างขึ้นและเคลื่อนตัวออกไปห่างไกล เขาถึงค่อยละสายตา เขายืนอยู่ที่เดิม สายลมยามค่ำคืนพัดชายเสื้อของเขาปลิวไสว แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปในทิศทางที่หลินมี่จากไป พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มีความหมายบางอย่างประดับอยู่ที่มุมปาก


หลินมี่ที่กำลังขับรถอยู่นั้น อดไม่ได้ที่จะมองคนข้างหลังผ่านกระจกมองหลัง


จิ้งจอก! ไม่สิ ต้องเรียกว่า ‘ชายงามตัวร้าย’ ที่คอยยั่วยวนมากกว่า แค่การกระทำง่ายๆ เพียงชั่ววูบ เธอกลับใจเต้นรัวหน้าแดงก่ำอย่างน่าอาย หลินมี่ละสายตาแล้วกระชับพวงมาลัยแน่น นี่จะโทษเธอไม่ได้จริงๆ ใครใช้ให้เว่ยซวิ่นหน้าตาดีขนาดนั้นกันล่ะ?


เธอก็เป็นผู้หญิงปกติคนหนึ่งนะ มีหนุ่มหล่อระดับท็อปมาทัดผมให้ใกล้ขนาดนั้น ถามหน่อยเถอะว่าผู้หญิงที่ไหนจะไม่หวั่นไหว? ขนาดเธอไม่ได้ทำตัวเด๋อด๋าเป็นติ่งกรี๊ดกราด ก็ถือว่ามีสมาธิดีมากแล้ว!


หลินมี่บ่นพึมพำกับตัวเองตลอดทางจนขับรถกลับมาถึงเปี้ยะเฉิงหัวหยวน


“คุณหลิน สวัสดีค่ะ ดิฉันเติ้งชุนหัว แม่บ้านของคุณ ไม่ทราบว่าถึงบ้านหรือยังคะ? ที่ศูนย์จัดการมีพัสดุของคุณมาส่ง ไม่ทราบว่าสะดวกให้ทางเรานำขึ้นไปให้ตอนนี้เลยไหมคะ?”


หลินมี่เพิ่งจะล้มตัวลงนอนบนโซฟาในบ้าน ก็ได้รับสายจากคุณแม่บ้านเติ้ง


“สะดวกค่ะ รบกวนคุณจัดการส่งขึ้นมาเลยนะคะ”


ต้องบอกเลยว่าบริการเสริมของคอนโดหรูระดับนี้ดีจริงๆ เงินที่จ่ายไปคุ้มค่าสุดๆ ไม่รู้ว่าห้องพักประเภทอื่นจะมีบริการระดับห้าดาวแบบนี้ไหม แต่สำหรับผู้เช่าระดับ V ทุกคน จะมีแม่บ้านประจำตัวคอยจัดการดูแลธุระในบ้านให้ทุกอย่าง


ไม่นานนัก แม่บ้านก็นำทีมพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสวมถุงมือสีขาวหกคน เข็นรถเข็นสัมภาระมาที่หน้าห้องอย่างยิ่งใหญ่


“รบกวนด้วยนะคะ”


เธอมองกลุ่มพนักงานที่จัดการสิ่งของที่เธอสั่งซื้อออนไลน์ไว้อย่างเป็นระเบียบ แบ่งหมวดหมู่เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ส่งมา ก็ถูกนำไปแขวนไว้ในห้องแต่งตัวอย่างเรียบร้อยตลอดกระบวนการไม่มีใครพูดจาไร้สาระหรือส่งเสียงดังเลยสักนิด ทุกคนเงียบเชียบและจริงจัง จนหลินมี่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง


บริการช่างดีเยี่ยมจนไม่มีที่ติ!


วันนี้เธอวุ่นอยู่กับการทำภารกิจข้างนอก เลยไม่สะดวกมารับของที่มาส่ง จึงต้องติดต่อแม่บ้านให้ช่วยเซ็นรับให้ ตอนแรกเธอนึกว่าจะต้องมานั่งจัดของเองเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ตอนนี้ดีแล้ว ไม่ต้องลงมือเองเลยสักนิด ทุกอย่างถูกจัดการไว้อย่างดีเยี่ยม


รู้สึกฟินสุดๆ!


การจัดของครั้งนี้ทำให้ห้องดูสมบูรณ์และมีบรรยากาศของการอยู่อาศัยมากขึ้น ตู้เย็นสี่บานเต็มไปด้วยผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม และของแช่แข็ง


บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่นก็มีถั่วและขนมขบเคี้ยววางอยู่ แม่บ้านยังใส่ใจนำแจกันกระเบื้องสีขาวปักกุหลาบสีชมพูมาวางไว้ให้ด้วย ส่วนของใช้ในครัวและห้องน้ำก็มีครบครัน


ห้องแต่งตัวที่เคยว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้าฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง เครื่องประดับ รองเท้า และกระเป๋าที่เธอเลือกไว้ก็ถูกวางในตำแหน่งที่เหมาะสม


ถ้างานทั้งหมดนี้ต้องให้เธอทำคนเดียว อย่างน้อยต้องใช้เวลาจัดเกินสองชั่วโมงแน่นอน แต่นี่พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย


“สบายใจจริงๆ เลย”


หลังจากส่งทุกคนกลับไป หลินมี่มองดูบ้านหลังใหม่ที่ดูเปลี่ยนไปถนัดตา ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความดีใจ หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็นอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์บนเตียงใหญ่พลางไถมือถือดูระบบไปด้วย


เช้าวันรุ่งขึ้น เก้าโมงเช้า


หลินมี่ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาบนเตียงที่แสนนุ่มนิ่ม ความรู้สึกที่ได้นอนอิ่มจนตื่นเองนี่มันดีจริงๆ! เธอเหยียดตัวบิดขี้เกียจเต็มรัก ร่างกายยืดขยาย ความคิดก็เริ่มแล่นเข้ามาในหัว อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภารกิจบริจาคการกุศลที่ระบบเคยแจ้งไว้


“ใช่แล้ว ภารกิจ!”


หลินมี่รีบลุกขึ้นจากเตียง ล้างหน้าแปรงฟันด้วยความกระปรี้กระเปร่าแล้วเปลี่ยนเป็นชุดที่สวมใส่สบาย เธอจำได้ว่าระบบเคยเตือนไว้ว่า ภารกิจที่มีลักษณะเสริมสร้างพลังบวกต่อสังคมแบบนี้ มักจะได้รับรางวัลค่าพลังงานพิเศษ


วันนี้แหละ ต้องรีบจัดการ!


เธอหยิบมือถือขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอ แล้วเปิดแอปฯ ‘โต่วอิน’ อย่างชำนาญ นิ้วเรียวรีบพิมพ์ข้อความสั้นๆ พร้อมเลือกรูปภาพที่ดูสดใสและเต็มไปด้วยความหวังประกอบโพสต์ เนื้อหาที่พิมพ์ลงไปนั้นจริงใจและเปี่ยมไปด้วยพลัง


“ในโลกที่เต็มไปด้วยความรักใบนี้ ทุกคนต่างสามารถเป็นแสงสว่างให้กันได้ ฉันหวังว่าจะได้บริจาคเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและความห่วงใย


ฉันอยากให้ความปรารถนาดีนี้ขยายวงกว้างออกไป หากทุกคนยินดีที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แม้จะเป็นเพียงเสื้อผ้าเก่าหรือน้ำใจเล็กน้อย ก็สามารถรวมกันเป็นพลังมหาศาลได้


สำหรับเพื่อนๆ ทุกคนที่มาร่วมกิจกรรมบริจาคการกุศลในครั้งนี้ ยิ่งมีคนร่วมมากเท่าไร ฉันจะบริจาคเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!


มาส่งเสียงเพื่อความรักและมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในฤดูหนาวให้แก่เด็กๆ กันเถอะ! #ร่วมใจการกุศล #บริจาคด้วยใจ #อบอุ่นหัวใจไปกับคุณและฉัน”


เมื่อมองดูโพสต์ที่เพิ่งเผยแพร่ออกไป หลินมี่รู้สึกประหม่าอยู่เล็กน้อย


ก่อนหน้านี้ถ้าบัญชีของเธอโพสต์ข้อความแบบนี้ คงไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ปัจจุบันบัญชี ‘อินฟู’ ของเธอมีผู้ติดตามเกือบแปดหมื่นคน แม้ตัวเลขนี้จะเทียบไม่ได้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง แต่ในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปก็นับว่าพอมีอิทธิพลอยู่บ้าง


ดังนั้นในเมื่อมีทรัพยากรและแพลตฟอร์มแบบนี้ เธอจะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้ ต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่นการจัดกิจกรรม ‘บริจาคการกุศล’ ครั้งนี้ก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด


หลังจากโพสต์เสร็จ หลินมี่ก็จัดการเตรียมมื้อเช้าให้ตัวเอง เป็นอาหารง่ายๆ แต่ดีต่อสุขภาพอย่างข้าวโอ๊ต ผลไม้ และขนมปังโฮลวีต เธอเลือกนั่งริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับความเงียบสงบในยามเช้า


เธอหยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าฟีด ‘โต่วอิน’ ตามความเคยชิน อยากดูว่าโพสต์บริจาคการกุศลของเธอได้รับความสนใจบ้างไหม


ทว่าในวินาทีถัดมา การเคลื่อนไหวของเธอก็ต้องหยุดชะงักลง