ตอน 21

บทที่ 21 : ซื้อบ้านกันเถอะ


ภายในพื้นที่พักผ่อนอันกว้างขวางและสว่างไสวของสำนักงานขาย พนักงานขายสาวรุ่นใหม่กำลังแนะนำรายละเอียดในสัญญาให้หลินมี่ฟังด้วยท่าทีตื่นเต้น ก่อนจะเตรียมพาเธอไปชมห้องชุดสุดหรูของจริง


หลินมี่รับฟังอย่างอดทน มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ สำหรับเธอแล้ว บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของแผนผังชีวิตในอนาคตที่เธอวาดไว้


ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างถูกคอและหลินมี่เตรียมจะจรดปากกาเซ็นสัญญา ก็มีเสียงที่ไม่ได้รับเชิญแทรกเข้ามา


"ตายจริง เสี่ยวหวัง เธอเป็นพนักงานใหม่นะ ทำไมถึงดูแลลูกค้าได้สะเพร่าแบบนี้ล่ะ? เรื่องสำคัญอย่างการเซ็นสัญญาแบบนี้ ให้ฉันเป็นคนดูแลต่อดีกว่าดูสิเนี่ย ลูกค้ามาตั้งนานแล้ว เธอยังไม่รู้จักไปรินน้ำรินท่ามาให้เลย"


จางเจี่ย พนักงานขายรุ่นเก๋าเดินเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยท่าที ‘ฉันคือรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์’ พร้อมกับแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม


"ฉันถึงบอกไงว่าพวกเด็กใหม่น่ะทำงานกันไม่เป็นเรื่องเป็นราว เธอไปชงน้ำไป๊ ทางนี้ฉันจัดการเอง"


"จางเจี่ย คุณพูดแบบนี้ไม่ถูกนะคะ ฉันทำงานที่นี่มากว่าครึ่งปีแล้ว จะเป็นเด็กใหม่ได้ยังไง? ทุกขั้นตอนการซื้อบ้านฉันแม่นยำมาก ไม่มีความผิดพลาดแน่นอนค่ะ"


หวังอวิ๋นโต้กลับทันควัน ปกติถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อยเธออาจจะไม่อยากต่อปากต่อคำ แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่นของเธอเชียวนะ! นี่ไม่ใช่แค่เงินหลักร้อยหลักพัน แต่มันคือค่าคอมมิชชั่นหกเจ็ดหมื่นหยวน!


ถ้าลูกค้าจ่ายเงินก้อนแบบเต็มจำนวน เธอยังจะได้โบนัสพิเศษเพิ่มอีก งานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ เธอจะยอมปล่อยมือได้ยังไง?


ทว่าจางเยี่ยนกลับไม่สนใจคำทักท้วงของอีกฝ่าย เธอหันไปยิ้มแย้มประจบประแจงใส่หลินมี่


"คุณหลินใช่ไหมคะ? เมื่อกี้ที่น้องเขาอธิบายอาจจะไม่ค่อยครบถ้วน เดี๋ยวฉันขออธิบายรายละเอียดให้ฟังอีกรอบนะคะ คุณวางใจได้เลย ฉันเป็นพนักงานขายมือทองของที่นี่ เชี่ยวชาญทั้งเรื่องการซื้อบ้านและขั้นตอนการทำทะเบียนบ้าน แถมถ้าซื้อกับฉัน ฉันยังสามารถต่อรองส่วนลดพิเศษและช่วยลดหย่อนค่าธรรมเนียมบางอย่างให้คุณได้อีกด้วยค่ะ"


หวังอวิ๋นอึ้งไปทันที จางเจี่ยคนนี้ช่างวางแผนได้ร้ายกาจนัก นี่มันตั้งใจจะแย่งลูกค้ากันชัดๆ!


ได้ยินเช่นนั้น หลินมี่ก็ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก เธอวางปากกาลงแล้วมองไปที่จางเยี่ยนที่กำลังปั้นยิ้มอยู่ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจโต้แย้ง


"ฉันขอบคุณในความหวังดีของคุณนะคะ! แต่พอดีฉันเป็นคนดูที่ถูกชะตา พนักงานคนนี้อธิบายได้ดีมาก และฉันก็พอใจกับการบริการของเธอแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่รบกวนคนอื่นนะคะ ให้เธอเป็นคนดูแลฉันต่อจนจบก็พอ"


รอยยิ้มบนหน้าของจางเยี่ยนแข็งค้าง ‘ดูที่ถูกชะตา’ อย่างนั้นรึ? นี่หมายความว่ามองเธอไม่ถูกชะตาใช่ไหม! เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธกันตรงๆ แถมยังเสนอกลยุทธ์ล่อใจไปขนาดนั้นแล้วอีกฝ่ายยังไม่ซื้อน้ำใจ


แต่เมื่อนึกถึงค่าคอมมิชชั่นก้อนโต เธอก็ยังไม่ยอมแพ้


"คุณหลินคะ อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันแค่กลัวว่าเสี่ยวหวังจะมีประสบการณ์ไม่พอจนทำให้เสียเวลาคุณ อีกอย่างลูกค้าทรงเกียรติอย่างคุณ ควรได้รับบริการที่ดีที่สุด ฉันรับรองเลยว่าจะมอบประสบการณ์การซื้อบ้านที่น่าประทับใจให้คุณแน่นอน..."


"พอได้แล้วค่ะ!"


เสียงของหลินมี่ดังขึ้นขัดจังหวะทันที เธอมองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา


"หูคุณมีปัญหา หรือความเข้าใจมีปัญหากันแน่คะ? ฉันแสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วว่าเรื่องของฉัน ฉันตัดสินใจเอง ถ้าสำนักงานขายของคุณมีกฎระเบียบว่าสามารถเปลี่ยนตัวพนักงานรับรองได้ตามใจชอบ... หรือถ้ามีใครคิดจะเล่นตุกติกแย่งผลงานสัญญาฉบับนี้ไปเป็นของตัวเอง งั้นก็รบกวนคุณช่วยไปตามผู้จัดการมาหน่อยค่ะ ฉันอยากจะถามเขาตรงๆ ว่านโยบายการบริการของบริษัทคุณ ให้พนักงานตัดสินใจแทนลูกค้าได้ด้วยหรือไง?"


เล่ห์เหลี่ยมพวกนี้เธอคุ้นเคยดีนัก เพราะเธอก็เคยตกอยู่ในสถานะพนักงานใหม่ที่ถูกกดขี่แบบนี้มาหลายเดือนเช่นกัน เธอจึงเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด


เมื่อเจอไม้นี้เข้าไป สีหน้าของจางเยี่ยนก็มืดมนลงทันที แม้ผู้จัดการมักจะเอ็นดูพนักงานเก่า แต่เขาก็คงไม่มาออกหน้าปกป้องเธอต่อหน้าลูกค้าแน่ มิหนำซ้ำพฤติกรรมวันนี้อาจทำให้เธอถูกตักเตือน หรือส่งผลกระทบต่อยอดงานของเธอเองได้


เธออ้าปากค้างจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไร้เสียง สุดท้ายก็ได้แต่เก็บความแค้นใจไว้ แล้วมองดูหวังอวิ๋นพาหลินมี่เดินไปยังห้องเซ็นสัญญาด้วยความเจ็บใจ


หวังอวิ๋นเห็นท่าทางหงอยเหงาของจางเจี่ยแล้วก็รู้สึกสะใจไม่น้อย เธอหันไปมองหลินมี่ด้วยแววตาขอบคุณที่เจอลูกค้าที่มีเหตุผลและเด็ดขาดเช่นนี้


หลังจากนั้นทุกอย่างก็ราบรื่นราวกับความฝัน หลินมี่เซ็นสัญญาและรูดบัตรจ่ายเงินมัดจำสองล้านหยวนอย่างคล่องแคล่ว พร้อมนัดหมายจ่ายส่วนที่เหลือและทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ในวันพรุ่งนี้


เมื่อเสร็จธุระและกลับมาถึงที่พักในย่านเก่าแก่ ก็เป็นเวลาสองทุ่มพอดี วันนี้ทั้งวันเธอทานแค่ ‘มื้อฟรี’ เมื่อตอนเที่ยง ท้องไส้จึงเริ่มประท้วงด้วยความหิวโหย หลินมี่ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง ไม่คิดจะทำอาหารเองจึงกดสั่งไก่ทอดจากแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่แบบจัดเต็ม ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นเศรษฐินีตัวน้อยแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกระเบียดกระเสียนตัวเอง


หลังจากนอนพักชาร์จแบตโทรศัพท์ไปไม่กี่นาที หลินมี่ก็ลุกไปอาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่สบายตัว


“ก๊อก ก๊อก ก๊อก~”


เวลาพอดีเป๊ะ อาหารมาส่งแล้ว หลินมี่หิ้วถุงอาหารไปนั่งบนพรมหน้าโต๊ะรับแขก วางโทรศัพท์บนแท่นวาง มือหนึ่งหยิบไก่ทอดเข้าปาก ส่วนอีกมือก็กดเข้าหน้าจอระบบ


วันนี้ยุ่งมาทั้งวันเธอยังไม่ได้เช็ก ‘กระแสสังคม’ เลยว่าจะมีช่องทางทำกินอะไรที่น่าสนใจบ้างไหม? หลินมี่เคี้ยวไก่ทอดอย่างเอร็ดอร่อยพลางเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์


หน้ากระดานกระแสสังคมในระบบในสายตาของเธอตอนนี้ ไม่ใช่แค่แหล่งข่าวสารธรรมดา แต่มันคือ ‘ขุมทรัพย์’ ที่ซ่อนโอกาสไว้มากมาย เธอกวาดสายตาอ่านเนื้อหาข่าวแต่ละข่าวอย่างตั้งใจ จนกระทั่งมีหัวข้อหนึ่งที่อยู่ลำดับท้ายสุดดึงดูดความสนใจของเธอ


【#พบแท่นหมึกหายากในตลาดของเก่าถนนฉินไถ ลูกค้าเกิดข้อพิพาทจนทำให้แท่นหมึกชำรุด กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการของเก่า... #22 กันยายน】


ดวงตาของหลินมี่เป็นประกาย สัญชาตญาณบอกเธอว่า ‘ข่าวพยากรณ์’ นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เธอรีบกดเข้าไปอ่านรายละเอียดอย่างละเอียดจนเข้าใจกระจ่าง


สรุปสั้นๆ คือนี่เป็นรายงาน ‘ข่าวร้อน’ ที่เต็มไปด้วยความตลกร้าย แท่นหมึกชิ้นนี้เนื่องจาก ‘รูปลักษณ์ไม่เข้าตา’ แถมยังระบุที่มาไม่ได้ เจ้าของร้านจึงนำไปวางไว้ในโซนลดราคา กระทั่งมีมือใหม่หัดเล่นของเก่าคนหนึ่งแวะมาหาของดีในร้าน แต่ดันเกิดปากเสียงกับเจ้าของร้านจนเผลอทำแท่นหมึกหล่นพื้นจนเกิดรอยบิ่น


ความพีคคือเจ้าของร้านไม่ได้ใส่ใจนัก จึงเก็บเงินค่าเสียหายแค่สองร้อยหยวนแล้วโยนของชิ้นนั้นทิ้งไป ส่วนผู้ซื้อเองก็เห็นว่ามันไร้ค่าจึงยอมจ่ายเงินแล้วเดินจากไป ทุกคนต่างสรุปว่านี่เป็นเพียงของปลอมที่ไม่มีราคา และยิ่งแตกหักแบบนี้ก็ยิ่งไร้ค่าเข้าไปใหญ่


ทว่าจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นในอีกสองวันถัดมา ซึ่งก็คือวันที่ 22 ตามที่ปรากฏในข่าว


หลินมี่ : เยี่ยมเลย จะได้หาของดีไปขายทำกำไรอีกแล้ว~