ตอน 7
บทที่ 7 : เหตุไม่คาดฝัน
สำนักงานประปาและไฟฟ้าประจำอำเภอ แผนกคลังพัสดุ
เซี่ยหยวนหางเพิ่งทานมื้อเที่ยงเสร็จ เขานอนเอนหลังพิงเก้าอี้พลางลูบท้องด้วยท่าทางอิ่มเอมใจ ด้านกู่เอ๋อร์หรงยืนตรวจสอบเอกสารอยู่ที่หน้าตู้หนังสือ
สองปีมานี้อำเภอถงประสบภัยแล้งอย่างหนัก ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำย่ำแย่ ทางสำนักงานประปาและไฟฟ้าจึงวางแผนจัดตั้งโครงการพิเศษเพื่อผันน้ำจากต่างถิ่นเข้ามา ซึ่งกู่เอ๋อร์หรงได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเบื้องต้น
“นี่... พี่รอง คุณบอกว่าพี่เมียคุณยังไม่แต่งงาน แล้วว่าที่เจ้าบ่าวของเขานี่คุณเคยเจอหรือยัง?”
“ยัง” เซี่ยหยวนหางเอานิ้วสางผมตัวเองพลางพูดด้วยความหลงตัวเองว่า
“ต้องไม่หล่อเท่าฉันแน่!”
กู่เอ๋อร์หรงไม่ได้เงยหน้าจากเอกสาร ทำเพียงยิ้มและส่ายหัวเบาๆ
“กริ๊งงงงง...” เซี่ยหยวนหางยืดตัวตรงแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น
“ฮัลโหล สวัสดีครับ”
“ใช่หยวนหางหรือเปล่าลูก?” เสียงของหวังฮุ่ยอิง แม่ของกู่เอ๋อร์หรงดังลอดออกมาจากสาย
“กินข้าวกันหรือยัง?”
“กินแล้วครับคุณป้า เดี๋ยวผมให้เอ๋อร์หรงคุยสายนะครับ”
ในยุคนั้นโทรศัพท์ถือเป็นของหายาก ในหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้นที่มีใช้ ก่อนหน้านี้เวลาที่กู่อวิ๋นเหลียงและหวังฮุ่ยอิงคิดถึงลูกชายคนเล็ก ก็มักจะให้กู่หรูอี้ลูกชายคนโตช่วยเขียนจดหมายไปหา
ทว่าตั้งแต่ปีที่แล้วสภาพอากาศเลวร้าย พืชผลในไร่นาแห้งตายหมด กู่หรูอี้จึงต้องพาลูกสะใภ้ออกไปหางานทำในต่างถิ่น หน้าที่เขียนจดหมายจึงตกเป็นของกู่หยวนหยวน หลานชายวัย 7 ขวบ
แต่กู่หยวนหยวนเรียนหนังสือไม่เก่ง เข้าเรียนมาปีหนึ่งแล้วยังจำตัวอักษรได้ไม่กี่ตัว พินอินยิ่งไม่ต้องพูดถึง สะกดผิดสะกดถูกจนกู่เอ๋อร์หรงอ่านแต่ละทีเหมือนอ่านอักขระสวรรค์ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าหลานต้องการจะสื่ออะไร
ต้นปีที่ผ่านมา กู่เอ๋อร์หรงได้ติดตั้งโทรศัพท์บ้านไว้ที่บ้านให้พ่อแม่ แต่คนแก่ทั้งสองก็ยังเสียดายค่าโทรจนไม่กล้าใช้ ด้วยเหตุนี้กู่เอ๋อร์หรงจึงต้องโทรไปรายงานตัวว่าสบายดีในทุกเย็นวันศุกร์
การที่พ่อแม่เป็นฝ่ายโทรมาเองเช่นนี้ นับเป็นครั้งที่สองเท่านั้น ครั้งแรกคือเมื่อสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการโทรมาเรื่องจัดงานแต่งงานให้เขา
ในตอนนั้นกู่อวิ๋นเหลียงเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาขณะทำงานในไร่จนหลังหัก ลูกชายทั้งสองคนก็ไม่อยู่ข้างกาย ส่วนหวังฮุ่ยอิงเองก็ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง กลางวันต้องทำงานหนัก กลางคืนยังต้องคอยดูแลสามีจนเริ่มรับไม่ไหว
เรื่องคู่ครองของลูกชายคนเล็กกลายเป็นภูเขาอีกลูกที่ทับอกสองสามีภรรยามาโดยตลอด ลูกชายทั้งหล่อ ทั้งตัวสูง แถมยังรับราชการตามตรรกะแล้วย่อมหาคู่ครองได้ง่าย และก็เป็นจริงตามนั้น คนมาสู่ขอแทบจะเหยียบธรณีประตูบ้านจนพัง
ทว่าพ่อหนุ่มคนนี้กลับใจแข็งดุจหินผา ไม่กระตือรือร้นเลยสักนิด ด้วยความเป็นห่วงลูกชายกตัญญู ทั้งสองจึงตัดสินใจใช้แผลที่หลังของกู่อวิ๋นเหลียงเป็นข้ออ้าง วางแผนให้ลูกชายรีบแต่งงานให้เร็วที่สุด
ตอนที่พวกเขาเสนอเรื่องนี้ กู่เอ๋อร์หรงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบควักเงินจ้างแม่บ้านมาดูแลพ่อทันที กู่อวิ๋นเหลียงจึงต้องสรรหาข้ออ้างสารพัด ทั้งว่าบริการไม่ดีบ้าง ไม่คุ้นเคยบ้าง ไล่แม่บ้านไปแล้วถึง 3-4 คน
แต่ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด! สุดท้ายหวังฮุ่ยอิงก็ฉวยโอกาสใส่สีตีไข่ บอกว่าแม่สื่อครั้งนี้คือเพื่อนสนิทสมัยสาวๆ ของนาง รับรองว่าไว้ใจได้ แถมยังบรรยายสรรพคุณลูกสาวบ้านกวนเสียยืดยาวว่าทั้งสวย ทั้งขยัน และแม่ศรีเรือนแค่ไหน
กู่เอ๋อร์หรงจึงยอมตกลง
อันที่จริง เหตุผลที่เขาไม่อยากแต่งงานเพราะเขาเชื่อมั่นมาตลอดว่า ความรักคือเรื่องของโชคชะตาไม่ใช่การจับคู่คลุมถุงชน เขาไม่ต้องการใครสักคนมาอยู่กินแบบขอไปที เขาต้องการความรักที่เร่าร้อนและรุนแรง! แต่สุดท้ายเขาก็ยอมจำนน
กู่เอ๋อร์หรงวางเอกสารลงแล้วรับหูโทรศัพท์ “แม่ครับ”
“เอ้อ หยวนเอ๋อร์ มีเรื่องหนึ่ง แม่ว่าลูกต้องฟังนะ บ้านตระกูลกวนเขาอยากขอสลับเจ้าสาว”
กู่เอ๋อร์หรงขมวดคิ้ว
“พวกเขาอยากจะให้ลูกสาวคนโตแต่งเข้ามาแทน... ลูกคิดดูสิ นี่มันคนประเภทไหนกัน ตอนแรกคุยกันดิบดี วันเวลาก็เลือกไว้หมดแล้วแท้ๆ กลับมาเปลี่ยนใจหน้าตาเฉย...”
หัวใจของกู่เอ๋อร์หรงเต้นตึกหนึ่ง สิ่งที่แม่พูดหลังจากนั้นเขาแทบไม่ได้ยินเข้าหูเลย
ลูกสาวคนโต?
ไม่ใช่แม่สาวคนที่เพิ่งเจอเมื่อครู่นี้หรอกหรือ?
พอคิดว่าจะได้แต่งงานกับหญิงสาวคนนั้น หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
“หยวนเอ๋อร์? ลูกฟังแม่พูดอยู่หรือเปล่า? พ่อกับแม่มีความเห็นว่า ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว งานเลี้ยงก็เชิญแค่คนในหมู่บ้านเราพอ ส่วนคนหมู่บ้านอื่นก็ช่างเถอะนะ”
“ทำไมครับ?”
“ลูกไม่ได้ยินหรือไง? พวกเขาจะเรียกค่าสินสอดเพิ่มอีก 200 หยวน แถมยังยื่นคำขาดว่าจะเอาเงินให้ครบภายในคืนก่อนวันแต่งงานด้วย”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา เรื่องเงินเดี๋ยวผมจัดการเอง ส่วนงานเลี้ยงเอาตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกนั่นแหละ”
ความเด็ดขาดของกู่เอ๋อร์หรงทำเอาหวังฮุ่ยอิงอึ้งไปครู่ใหญ่ แต่เมื่อลูกชายไม่มีปัญหาอะไร นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หลังจากวางสาย เซี่ยหยวนหางก็สังเกตเห็นว่าพ่อหนุ่มมาดนิ่งผู้นี้กำลังยกยิ้มที่มุมปาก
“เป็นอะไรไป? ดูคุณอารมณ์ดีนะ มีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือเปล่า?”
กู่เอ๋อร์หรงเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ตอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป กะทันหันจนเขารู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสรุปจบลง เขาเลือกที่จะระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า
เขาก้มหน้ามองเอกสาร ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพหญิงสาวน่ารักที่แบกกล่องกระดาษใบใหญ่ “วิ่งหนี” ออกไปเมื่อครู่นี้
*
บ้านตระกูลกวน
คนขับรถประจำทางนิสัยดีมาก หลังจากผู้โดยสารลงรถหมด เขาก็ไปหาเหมารถลากในตลาดมาช่วยขนเฟอร์นิเจอร์ไปส่งให้กวนโย่วซวงถึงบ้าน
กวนโย่วซวงตั้งใจจะชวนคนขับเข้ามาดื่มน้ำในบ้านสักหน่อย แต่กลับพบว่าในบ้านกำลังวุ่นวายโกลาหล จางไฉ่เหอกำลังถือไม้กวาดไล่ตีใส่กวนรุ่ยเจี๋ย ส่วนเด็กชายก็กุมก้นร้องไห้จ้า เมื่อเห็นคนนอก จางไฉ่เหอจึงหยุดมือลงเล็กน้อย
พวกเขารีบขนเฟอร์นิเจอร์เข้าไปในลานบ้าน จากนั้นเหลียงอวี้ถิงก็รู้หน้าที่ รีบพาคนขับรถออกไป
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่...” กวนรุ่ยเจี๋ยร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เกิดอะไรขึ้น?”
“แกน่ะไอ้ตัวซวย ยังจะกล้าถามอีก! ถ้าไม่ใช่เพราะแกไปยุยงน้องให้ทำอะไรแผลงๆ มันจะเกิดเรื่องแบบนี้ไหม!”
จางไฉ่เหอที่กำลังโมโหหันมาลงที่กวนโย่วซวงทันที
“เรื่องอะไรกันแน่คะ?”
“พูดมา!” จางไฉ่เหอตวาดใส่ลูกชาย
“พี่ใหญ่ ผม... ผมเผลอทำหัวเฟิงเฟิงแตกครับ เขาจะเอาใบมีดมาขีดมือผม ผมกลัวมากเลยคว้าก้อนหินมา กะจะแค่ขู่ให้เขาตกใจ แต่ไม่รู้ทำไมหัวเขาถึงแตกได้ครับ”
กวนรุ่ยเจี๋ยเล่าทั้งน้ำตา
“ทำได้ดีมาก!” กวนโย่วซวงดึงน้องชายขึ้นมาแล้วช่วยเช็ดน้ำตา
“คราวหน้าเขาไม่กล้ามารังแกแกอีกแน่!”
“แกยังไม่ได้สติหรือว่าสมองมีปัญหากันแน่? ห๊ะ? แกจะสอนให้เสี่ยวเจี๋ยเป็นฆาตกรวางเพลิงเหรอ? รู้ไหมว่าปู่ของเฟิงเฟิงเป็นใคร? ทำแบบนี้ต่อไปพวกเราจะได้ส่วนแบ่งเสบียงบรรเทาทุกข์อีกไหม!”
กวนโย่วซวงรีบค้นหาความจำอย่างรวดเร็ว ปู่ของเฟิงเฟิง? ไม่ใช่แค่อดีตหัวหน้าหมู่บ้านหรอกหรือ? นี่ถึงกับต้องใช้คำว่า “สถานะ” เลยเชียวหรือ?
“แกไม่ได้มีเงินหนึ่งร้อยหยวนหรอกเหรอ ค่ารักษาของเฟิงเฟิงแกต้องเป็นคนจ่าย” จางไฉ่เหอพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“เดี๋ยวพอเขาตรวจร่างกายเสร็จ แกก็เอาเงินไปส่งให้เขาซะ”
กวนโย่วซวงเดินไปที่ชายคาอย่างเกียจคร้าน นั่งลงบนขั้นบันไดพลางพยักพเยิดหน้าไปทางเฟอร์นิเจอร์แล้วกล่าวว่า
“น่าเสียดายจัง พอดีเงินก้อนนั้นหนูใช้ไปหมดแล้วค่ะ”
“แกใช้เงินหนึ่งร้อยหยวนหมดแล้ว? ไปซื้ออะไรมา?” จางไฉ่เหอถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“โซฟาตัวนึงกับตู้ใบใหญ่ค่ะ”
ท่าทีของจางไฉ่เหออ่อนลง
“นานทีแกถึงจะรู้จักคิดถึงครอบครัวนะ ดูสิ แกกับเล่ยเล่ยกำลังจะแต่งงาน แขกเหรื่อเพื่อนบ้านต้องมาดูหน้า ที่บ้านก็ขาดเฟอร์นิเจอร์ดีๆ พอดี”
“ใครบอกว่าซื้อให้ที่บ้านคะ? นี่มันสินเดิมของหนูต่างหาก!”