ตอน 32

บทที่ 32 : วินาทีที่อยากแทรกแผ่นดินหนี


กู่เอ๋อร์หรงและพ่อของเขา กู่อวิ๋นเหลียงเพิ่งจะเดินสวนกับเพื่อนบ้านอย่างหลี่จิ่งผิงที่หน้าหมู่บ้าน


หลี่จิ่งผิงคนนี้เคยปากรับคำว่าจะให้ยืมรถสามล้อ แต่กลับไปให้จ้าวหยางจากต่างหมู่บ้านยืมไปก่อน พอเห็นกู่อวิ๋นเหลียงต้องมานั่งรถเข็นในยุคที่ยากแค้นเช่นนี้ ใครเล่าจะไปคิดว่าครอบครัวของเขาจะมีปัญญาซื้อหาของแพงแบบนี้มาใช้ได้?


เจ้าตัวรู้สึกผิดขึ้นมาทันที จึงพยายามคะยั้นคะยอให้พ่อลูกบ้านกู่เอ๋อร์หรงไปดื่มน้ำชาที่บ้านตนเป็นการไถ่โทษ เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน กู่อวิ๋นเหลียงก็เห็นเฟอร์นิเจอร์เก่าที่พังยับเยินกองอยู่ใต้เพิงเก็บฟืนเข้าพอดี เขาตกใจจนเกือบจะร่วงลงจากรถเข็น


เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น กวนโย่วซวงก็ปัดฝุ่นออกจากมือแล้วเดินออกมาจากห้องโถงกลาง หวังฮุ่ยอิงเพิ่งกลับมาถึงเช่นกัน เธอเพิ่งพาหยวนหยวนไปที่สวนผักมา


"คุณพ่อ คุณแม่คะ กลับมาพอดีเลย รีบเข้าบ้านไปดูข้างในสิคะ"


สองตายายมองหน้ากันงงๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถงกลางแล้วก็ต้องยืนตะลึง แม่สาวน้อยคนนี้ไปเอาเฟอร์นิเจอร์สินเดิมของตัวเองมาวางในห้องโถงกลางทำไมกัน?


โซฟาหนังแท้ ตู้โชว์ไม้เนื้อแข็ง ต่อให้เป็นบ้านที่รวยที่สุดในหมู่บ้านก็ยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราทันสมัยขนาดนี้!


"ลูกเอ๊ย นี่ลูกทำอะไรน่ะ? เฟอร์นิเจอร์พวกนี้ครอบครัวลูกซื้อให้ไม่ใช่หรือ? รีบขนกลับไปไว้ในห้องของลูกเถอะ"


"โธ่คุณแม่คะ ห้องหนูมีเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว วางไว้เฉยๆ ก็เปล่าประโยชน์ สู้เอามาใช้ดีกว่า โซฟาชุดนี้คุณแม่ลองนั่งดูสิคะ รับรองว่าสบายกว่าเก้าอี้ไม้ตั้งเยอะ"


ว่าแล้วกวนโย่วซวงก็ดึงแม่สามีมานั่งลงบนโซฟา ก่อนจะช่วยกู่เอ๋อร์หรงให้ลองนั่งตามไปด้วย


"สบายไหมคะ? ดูสิคะ พอวางแบบนี้แล้วห้องโถงบ้านเราดูสวยขึ้นเยอะเลย" กวนโย่วซวงกวาดสายตามองรอบๆ แล้วพูดต่อ


"ไว้เดี๋ยววันหลังหนูจะค่อยๆ รีโนเวทบ้านเราใหม่ รับรองว่าญาติพี่น้องเพื่อนบ้านมาเห็นต้องอิจฉากันทุกคนแน่"


สองตายายลูบโซฟาไปมา ยิ้มจนแก้มปริ กู่เอ๋อร์หรงมองกวนโย่วซวงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักจนแทบจะล้นปรี่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยได้ยินพี่น้องบ่นเรื่องปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มานักต่อนัก เขาเองก็เคยคิดกังวลว่าถ้าต้องเจอเรื่องแบบนั้นจะทำอย่างไร?


แต่ดูท่าแล้ว... เขาคงจะกังวลมากเกินไป เธอเห็นที่นี่เป็นบ้านของเธอจริงๆ!


ความรักที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้เขาไม่อาจอดกลั้นได้อีก เขาคว้ามือกวนโย่วซวงแล้วกระซิบเสียงต่ำว่า


"ของขวัญวันกลับบ้านเดิมยังจัดไม่เสร็จเลย เราไปช่วยกันดูเถอะ"


"อ้อ จริงด้วย ของอย่างอื่นแม่เตรียมไว้ให้หมดแล้ว เหลือแค่ผ้าห่มกับเบาะรองนอน พวกเธอไปเลือกเอาเองนะอยู่ในตู้เสื้อผ้าของพวกเธอ"

หวังฮุ่ยอิงบอก


"ผ้าห่มกับเบาะรองนอนอะไรนะคะ?" กวนโย่วซวงงง


นั่นไม่ใช่สินเดิมที่ติดตัวมาหรือ? ทำไมตอนจะกลับบ้านเดิมถึงต้องเอาคืนไปอีกล่ะ? เธอจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ กวนเล่ยไม่ได้นำของพวกนี้กลับไปด้วยตอนกลับบ้านเดิมเสียหน่อย


"ผ้าห่มกับเบาะรองนอนที่ญาติๆ เอามาให้น่ะ เธอเลือกผืนที่คุณภาพดีๆ สักสองผืนเอาไปให้พ่อกับแม่ใช้เถอะนะ"


หวังฮุ่ยอิงกล่าวอย่างอ่อนโยน กวนโย่วซวงนึกถึงพ่อแม่ของร่างเดิมแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เธอจะเอาผ้าห่มไปให้คนพวกนั้นทำไม? ยังไม่ทันได้คัดค้านอะไร กู่เอ๋อร์หรงก็ลากตัวเธอออกไปเสียก่อน


"คุณทำอะไรคะ? ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ"


กู่เอ๋อร์หรงไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากเธอเข้าห้องแล้วดันร่างเธอแนบไปกับประตู ก่อนจะประทับจูบอย่างเร่าร้อน ดวงตาของเขาดั่งเปลวไฟที่ลุกโชน มือหนารั้งท้ายทอยเธอเข้าหาตัวเพื่อสัมผัสให้ลึกซึ้งขึ้น เขาสำรวจโพรงปากเธออย่างตะกละตะกลาม ริมฝีปากที่ร้อนแรงและเอาแต่ใจบดเบียดจนฟันเธอเผยออก ก่อนจะเกี่ยวตวัดแลกลิ้นกันอย่างไม่ยอมแพ้


เขาทั้งจูบทั้งบดขยี้อย่างคลั่งไคล้ ราวกับต้องการจะกลืนกินกวนโย่วซวงเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ กวนโย่วซวงเริ่มตอบสนองอย่างประหม่า มือทั้งสองลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของเขา


อากาศอบอวลไปด้วยความเสน่หา ลมหายใจของทั้งสองปั่นป่วน หลงวนอยู่ในวังวนแห่งความปรารถนาที่มีเพียงคนสองคน


"อยาก..." กู่เอ๋อร์หรงพึมพำไม่เป็นภาษา พลางซุกไซ้ใบหน้าลงที่ติ่งหูของเธอ


กวนโย่วซวงสะดุ้งสุดตัว สติสัมปชัญญะกลับคืนมาเล็กน้อย เธอผลักอกเขาแล้วกระซิบเสียงเบา


"ตอนนี้ไม่ได้ค่ะ รอตอนกลางคืน"


กู่เอ๋อร์หรงที่เป็นหนุ่มเลือดร้อนและเพิ่งจะลิ้มรสความหวานเป็นครั้งแรกมีหรือจะหยุดลงง่ายๆ เขาช้อนตัวเธอขึ้นแล้วเดินไปที่เตียง พร้อมกับพรมจูบไปตามลำคอระหง กวนโย่วซวงตกอยู่ในห้วงอารมณ์จนยากจะถอนตัว ท้ายที่สุดก็ต้านทานไม่ไหว ทั้งสองกลิ้งลงบนเตียง


ในขณะที่เพลิงสวาทกำลังลุกโชน ประตูก็ถูกผลักดังโครม!


หยวนหยวนก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เห็นคนทั้งสองที่นอนเปลือยกายเหงื่อชุ่มอยู่บนเตียงก็ยืนตะลึงตาค้าง


"อา อาซะใภ้ คุณย่าถามว่าจะกินอะไรตอนเย็นครับ? อา... อาครับ ทำไมอาถึงทับตัวอาสะใภ้อยู่แบบนั้นล่ะ?"


หวังฮุ่ยอิงที่ตามมาตะโกนลั่นหน้าประตู


"หยวนหยวน ออกมาเดี๋ยวนี้!" กวนโย่วซวงทั้งอายทั้งโกรธจนคว้าผ้าห่มมาคลุมโปง กู่เอ๋อร์หรงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบแก้ต่าง


"อาสะใภ้เขามวลท้อง อาเลยนวดให้ เจ้าออกไปก่อนเร็วเข้า" หยวนหยวนหัวเราะคิกคัก


"อาโกหก อาทำอะไรกับอาสะใภ้อยู่กันแน่"


กวนโย่วซวง : !!


ตอนนี้เธออยากจะย้อนเวลาได้จริงๆ อยากจะไปตั้งกระทู้ในเว็บถามว่า 'วินาทีที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของคุณคือตอนไหน?' หลังจากหยวนหยวนวิ่งออกไป เธอระบายอารมณ์ด้วยการผลักกู่เอ๋อร์หรงอย่างแรง โทษฐานที่ไม่ล็อคประตู


"เรื่องแค่นี้เอง เราเป็นสามีภรรยากันถูกกฎหมาย ทำเรื่องแบบนี้มันก็ปกติไม่ใช่หรือ?"


กู่เอ๋อร์หรงจ้องจะเข้าหาเธออีกครั้ง ราวกับจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ทำตามใจ กวนโย่วซวงสงสัยว่านิยายที่เธออ่านต้องเป็นของปลอมแน่ๆ ในต้นฉบับระบุชัดเจนว่ากู่เอ๋อร์หรงเป็นคนเย็นชาสุดๆ นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าเย็นชา? สุดๆ เลยน่ะเหรอ?


เธอรู้สึกเหมือนปลาบนเขียงที่รอวันถูกเชือด ได้แต่ยอมจำนนต่อชะตากรรม...


*


วันรุ่งขึ้น บ้านตระกูลกวน


เพิ่งจะห้าโมงเช้า จางไฉเหอก็ตื่นแล้ว อันที่จริงสองวันนี้เธอนอนไม่หลับเลยเพราะมัวแต่เป็นห่วงลูกสาวสุดที่รัก เล่ยเล่ยของแม่จะโดนรังแกอะไรบ้างไหมนะ?


เธอปลุกกวนซิงกั๋วสามี ให้ไปเก็บผักในสวน ทั้งแตงกวา แครอท และขึ้นฉ่ายที่ปลูกไว้กำลังออกผลพอดี เธอเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนเป็นชุดสีแดงที่ปกติจะใช้เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่


จากนั้นก็กวาดบ้านกวาดลาน เช็ดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว แล้วยังล้างแก้วน้ำของกวนเล่ยเตรียมไว้ให้พร้อม พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงไก่ขันฉีกความเงียบของยามเช้า ลานบ้านและห้องโถงของตระกูลกวนถูกทำความสะอาดจนสะอาดเอี่ยม ปล่องไฟในครัวเริ่มมีควันลอยกรุ่น


จางไฉเหอขยี้ตาที่แดงก่ำแล้วเริ่มต้มน้ำ หม้อนึ่งอลูมิเนียมพ่นไอน้ำออกมาไม่หยุด ข้าวสารกลายเป็นข้าวสวยที่หอมหวาน จางไฉเหอยังอุตส่าห์โม่ถั่วทำเต้าฮวยเตรียมไว้ให้ด้วย


ไม่ว่าจะเป็นข้าวสวยหรือเต้าฮวย ถือเป็นของต้อนรับแขกชั้นเลิศในรัศมีสิบหลี่เลยทีเดียว ที่หลังบ้าน กวนซิงกั๋วถูกจางไฉเหอใช้ให้ไปเชือดไก่ตัวอ้วนพีที่เลี้ยงมานาน


กวนรุ่ยเจี๋ยวิ่งเข้ามาคว้าหมั่นโถวลูกหนึ่งแล้ววิ่งออกไปข้างนอก จางไฉเหอเรียกไว้พร้อมกำชับให้เขาไปยืนรอพี่สาวที่ปากหมู่บ้าน และไม่ลืมย้ำว่าพี่สาวคนโตยังติดเงินเขาอยู่สองร้อยหยวน ถ้าพวกเขาไม่ยอมคืน ก็ให้ทวงซะ


พอนึกถึงลูกสาวคนโต เธอก็รู้สึกปวดหัวจนต้องนวดขมับพลางยัดฟางข้าวลงในเตาไฟอย่างหงุดหงิด


"แม่ครับ พี่รองกับพี่เขยมาแล้ว!" เสียงกวนรุ่ยเจี๋ยตะโกนเรียก ทำให้จางไฉเหอคึกคักขึ้นมาทันที เธอใช้มือลูบผมทั้งสองข้าง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะเดินออกจากครัวไป