ตอน 31
บทที่ 31 : การเอาใจ
จ้าวหยางดีใจแทบตาย เขาแสร้งทำเป็นปฏิเสธไปตามมารยาท ใครจะไปคิดว่ากวนเล่ยจะพูดขึ้นมาว่า
“ทำอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ? บอกแล้วว่าจะเลี้ยงก็ต้องเลี้ยง เงินแค่นี้จะเป็นไรไป?”
อันที่จริงกวนเล่ยก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เธอไม่รู้หนังสือจึงไม่รู้ว่าของกินไม่กี่อย่างนั้นราคาตั้งสองร้อยกว่าหยวน พอรู้ความจริงเข้าเธอก็รู้สึกเสียดายเงินไม่น้อย แต่ใครจะไปนึกว่ากวนโย่วซวงจะรับเงินไปเก็บใส่กระเป๋าหน้าตาเฉย พร้อมกับบอกว่า
“งั้นก็ตามใจ ขอบใจพวกเธอมากนะ ไว้คราวหน้าฉันจะเลี้ยงคืน”
*
กวนเล่ยกำลังร้องไห้ เธอร้องไห้อย่างเจ็บปวดเสียใจ เมื่อกลับมาถึงบ้าน จ้าวหยางก็ไม่สามารถระงับโทสะของตัวเองได้อีกต่อไป เขาโยนเสื้อผ้าที่ซื้อมาลงกับพื้น ก่อนจะเตะกวนเล่ยจนล้มคว่ำ กวนเล่ยถามทั้งน้ำตาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
“เธอยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ วันนี้ฉันจะเสียเงินไปฟรีๆ ตั้งมากมายขนาดนั้นได้ยังไง? เธอรู้ไหมว่าช่วงสองสามเดือนมานี้ธุรกิจมันฝืดเคืองแค่ไหน เงินเดือนคนงานฉันยังไม่มีปัญญาจ่ายเลยนะ!”
“ฉันไม่รู้... ฉันก็นึกไม่ถึงว่าอาหารตะวันตกมันจะแพงขนาดนั้น อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
กวนเล่ยสะอื้นไห้จนตัวโยน เฟิงจวนเสียที่แอบฟังอยู่ข้างนอกแทบจะคลั่ง เธอคาดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้ากินข้าวราคาสูงถึงสองร้อยกว่าหยวน นี่มันไม่รู้จักเห็นใจความเหนื่อยยากของลูกชายเธอเลยแม้แต่นิดเดียว!
เธอเตะประตูผางเข้ามา เปลี่ยนท่าทีจากตอนเช้าที่ดู 'อ่อนโยน' กลายเป็นจ้องตาเขม็งแล้วด่าทอ
“อะไรนะ? กินข้าวสองร้อยกว่าหยวน? เธอรู้ไหมว่ากว่าจะขอเธอมาแต่งงานได้ พวกเราต้องใช้เงินไปเท่าไหร่? แต่นี่อะไร! พอเข้าบ้านมาก็ไม่รู้จักประหยัด แถมยังใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักไปตายๆ ซะให้พ้น!”
กวนเล่ยรู้สึกผิดจนไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่เกลียดพี่สาวของตัวเองอยู่ในใจ ในเมื่อกวนโย่วซวงเป็นคนควักเงินออกมาแต่แรก ทำไมถึงไม่ยอมจ่ายตั้งแต่ต้น? เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตั้งใจจะจ่ายอยู่แล้ว!
จ้าวหยางปลอบโยนเธอเฟิงจวนเสียให้ไปทำงานอื่นก่อน จากนั้นเขาก็นั่งลงบนขอบเตียงแล้วพูดว่า
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากใช้เงินเพื่อคุณ แต่ผมไม่เต็มใจที่ต้องเสียเงินให้คนอื่นต่างหาก คุณดูพี่สาวคุณสิ กินจุเสียจนคนเดียวฟาดเรียบไปพอๆ กับสามคน แย่งขนมหวานกับสลัดไปกินคนเดียวหมดเลย”
“เอาอย่างนี้เถอะ เรื่องวันนี้ก็ให้มันแล้วไป พรุ่งนี้เราต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเจ้าสาวไม่ใช่เหรอ? คุณลองไปขอยืมเงินพี่สาวคุณสักสองร้อยสิ แล้วถึงเวลาก็ไม่ต้องคืนหรอก ไม่ต้องร้องแล้ว ตาบวมไปเดี๋ยวที่บ้านคุณจะหาว่าผมรังแกเอาได้”
กวนเล่ยโผเข้ากอดคนรักที่แสนดีของเธอพลางร้องไห้โฮ ในตอนที่คนรักกำลังลำบากเขายังไม่ลืมที่จะซื้อเสื้อผ้ามาให้เธอมากมายขนาดนี้ เธอต้องอยู่เคียงข้างเขาเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้
คิดได้ดังนั้น เธอก็เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเงิน 108 หยวนที่แม่ให้ติดตัวมาแล้วบอกว่า
“ฉันยังเหลือเงินอีกร้อยกว่าหยวน คุณเอาไปใช้ก่อนเถอะนะ”
จ้าวหยางดีใจจนเนื้อเต้น เขาคว้าตัวเธอมาหอมฟอดใหญ่แล้วเริ่มหยอดคำหวานชุดใหม่
“วางใจเถอะเล่ยเล่ย ผมจ้าวหยางไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงของตัวเองลำบาก ผมจะทำให้คุณเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก ส่วนแหวนเพชรของพี่สาวคุณน่ะไม่ต้องไปอิจฉาหรอก ไม่เกินปีหน้า คนรักที่น่ารักของคุณคนนี้จะซื้อให้คุณแน่นอน แถมจะซื้อวงที่ใหญ่กว่าด้วย!”
กวนเล่ยใจเต้นแรงจนอดไม่ได้ที่จะโน้มเข้าไปจูบจ้าวหยาง ทั้งสองขาดสติชั่ววูบต่างฝ่ายต่างกระชากเสื้อผ้าออกแล้วมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน
ทางด้านเฟิงจวนเสียที่อยู่ในห้องโกรธจนต้องดื่มน้ำตามไปสองแก้ว เฟิงจวนหงพี่สาวของเธอพูดด้วยความสะใจ
“ฉันบอกแล้วไงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ตะเกียงแก้วที่ประหยัดน้ำมันหรอก เธอก็ไม่เชื่อ ดันไปดีกับเธอนัก เป็นไงล่ะ หางโผล่แล้วใช่ไหม?”
“พี่พูดแบบนี้ได้ไง ใครจะไปรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน”
“แล้วตอนนั้นที่เธอพูดว่า ถ้าได้ลูกสะใภ้มาจะจัดการให้เชื่องน่ะ หายไปไหนหมด? จัดการเลยสิ ทำไมถึงไม่ทำ?”
“พี่ก็... อย่าหัวโบราณนักเลย เรื่องพวกนี้ต้องใช้กลยุทธ์ เข้าใจไหม? ฉันยังหวังพึ่งให้เธอคลอดหลานชายให้อยู่ แต่เมื่อกี้ฉันก็อดไม่ได้เลยสั่งสอนไปยกหนึ่งแล้ว”
“ผู้หญิงน่ะต้องทุบตี ถ้าไม่สั่งสอนสามวันเดี๋ยวก็ปีนขึ้นไปรื้อหลังคาบ้านแล้ว เธอคอยชี้แนะจ้าวหยางไว้เป็นระยะก็พอ”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน จ้าวหยางและกวนเล่ยก็เดินเข้ามา กวนเล่ยใบหน้าแดงก่ำแถมยังมีกลิ่นอายบางอย่างติดตัวมา ซึ่งคนที่ผ่านโลกมาแล้วย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
เฟิงจวนเสียโกรธจนเลือดขึ้นหน้าอีกรอบ เธอจิ้งจอกนี่... ขนาดเวลานี้แล้วยังจะใช้มารยาหญิงล่อหลอกให้ลูกชายยกโทษให้อีก ช่างไร้ยางอายจริงๆ ไม่ดูสภาพลูกชายเธอเลยว่าซูบผอมลงไปแค่ไหน!
ยิ่งไปกว่านั้น เธอเคยได้ยินมาว่าถ้าทำเรื่องแบบนั้นบ่อยเกินไปจะทำให้คุณภาพของลูกชายแย่ลง จนไม่มีทางมีลูกชายให้เธอได้แน่!
เธอทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “ลูกชายฉันไม่ใช่ร่างเหล็ก เรื่องบางอย่างก็ต้องรู้จักยั้งคิดบ้าง”
“นั่นสิ เป็นผู้หญิงแท้ๆ วันๆ เอาแต่คลอเคลียผู้ชาย ไม่อายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง”
เฟิงจวนหงถุยเปลือกเมล็ดทานตะวันลงพื้นพร้อมกับถลึงตาใส่กวนเล่ย กวนเล่ยรู้สึกเดือดดาลอยู่ในอก! หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์วันนี้ เธอคงอยากจะตอกกลับไปแรงๆ แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ เธอจำเป็นต้องรีบกอบกู้ความรักความเอ็นดูจากแม่สามีกลับคืนมา
กวนเล่ยหน้าแดงก่ำแล้วพยักหน้า ก่อนจะยื่นเสื้อโค้ทผ้าวูลในมือส่งให้
“แม่คะ นี่เป็นเสื้อโค้ทที่หนูนำมาเป็นสินเดิม แต่มันไซส์ใหญ่ไปหน่อย แม่เก็บไว้ใส่เถอะค่ะ”
เสื้อโค้ทตัวนี้กวนโย่วซวงก็เป็นคนให้เธอมาเช่นกัน เพียงแต่ทรงมันค่อนข้างใหญ่ ถึงเธอจะใส่ได้แต่ก็ดูหลวมไปหน่อย เพื่อที่จะเอาใจแม่สามี เธอจึงรีบร้อนนำมามอบให้อย่างไม่ลังเล
สีหน้าของเฟิงจวนเสียดูดีขึ้นทันตาเห็น เธอรับเสื้อมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เล่ยเล่ยเอ๋ย เมื่อกี้แม่โกรธจนพูดแรงไปหน่อย อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยนะ”
กวนเล่ยรีบพูดว่า
“ไม่เลยค่ะแม่ หนูผิดเองที่สะเพร่า ที่บ้านเราต้องเสียเงินเตรียมงานแต่งไปเยอะ จ้าวหยางเองก็กำลังฝืดเคือง หนูควรจะรู้จักประหยัดเพื่อช่วยเขาผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปค่ะ”
เฟิงจวนเสียพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เธอตบมือกวนเล่ยเบาๆ แล้วพูดว่า
“คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว วันนี้พวกเธอไปเดินเล่นมาทั้งวันคงเหนื่อย มื้อเย็นวันนี้ให้จ้าวเหมยเป็นคนทำเถอะ พักผ่อนให้สบายใจเถอะนะ”
“ขอบคุณค่ะแม่ งั้นเดี๋ยวหนูไปช่วยจ้าวเหมยล้างผักเตรียมของนะคะ”
กวนเล่ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
*
หวงชุนเยี่ยนนั่งเย็บรองเท้าผ้าให้หยวนหยวนอยู่ในห้องตัวเอง เด็กๆ ใส่รองเท้าเปลือง ปีหนึ่งต้องทำให้สองถึงสามคู่ ในตอนนั้นเองก็มีเสียงโครมครามดังขึ้น เธอมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วต้องอ้าปากค้าง
กวนโย่วซวงกำลังขนเฟอร์นิเจอร์ในห้องโถงหลักออกไปโยนทิ้งไว้ในเพิงเก็บฟืน!
โต๊ะเหลี่ยมสีดำทะมึน เก้าอี้ที่ไม่ได้ทาสี โต๊ะกินข้าวที่โยกเยก โต๊ะเตียงไม้เนื้อแข็ง รวมถึงตู้เก็บของที่สีลอกจนเกือบหมดนั่น และตู้ใส่ของบนเตียงที่เพิ่งซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว เธอโยนทิ้งทีละชิ้นๆ!
แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน พ่อผัวแม่ผัวไม่อยู่บ้าน แต่เธอถึงกับจะรื้อบ้านเลยหรือไง? หวงชุนเยี่ยนรีบปักเข็มลงบนข้างรองเท้าแล้วพุ่งออกไปทันที
“นี่ โย่วซวง เธอทำอะไรน่ะ? ทำไมถึงเอาเฟอร์นิเจอร์ไปทิ้งหมดแบบนั้นล่ะ?”
“มันเก่าเกินไปแล้วค่ะ จะเปลี่ยนชุดใหม่” กวนโย่วซวงตอบพร้อมกับโยนเก้าอี้พังๆ ที่ใกล้จะหลุดออกจากกันเข้ากองฟืน
หวงชุนเยี่ยนแค่นหัวเราะในใจ จะเปลี่ยนชุดใหม่พูดน่ะง่าย! นี่มันไม่ใช่ตะเกียบหรือชามนะ!
“เฟอร์นิเจอร์พวกนี้ราคาไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ พวกเธอเพิ่งแต่งงานกัน ที่บ้านก็ยังติดหนี้อยู่เยอะแยะ จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อใหม่?”
“ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าชุดที่ฉันนำมาเป็นสินเดิมยังวางอยู่นั่นหรอกหรือคะ?”
หวงชุนเยี่ยนชะงักไป เธอคาดไม่ถึงเลยว่ากวนโย่วซวงจะยอมสละเฟอร์นิเจอร์สินเดิมของตัวเองมาไว้ที่ห้องโถงหลัก ของพวกนั้นเป็นจุดสนใจในงานแต่งเมื่อวาน คนที่ดูออกต่างก็พูดกันว่าของพวกนั้นราคาแพงลิ่วทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นดังนั้น เธอก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก จึงทำหน้าที่เป็นพี่สะใภ้ที่ดีด้วยการช่วยเธอขนเก้าอี้พังๆ สองตัวนั้นออกไป