ตอน 3
บทที่ 3 : สินสอดทองหมั้น
กวนโย่วซวงจ้องมองเงินในหน้าจอ พลางครุ่นคิดในใจว่า หากถอนเงินออกมาได้ตั้งแต่ตอนนี้ ต่อให้ต้องย้อนกลับไปในยุคสมัยเดิม เธอก็คงไม่ถึงกับต้องตกอับจนไม่มีแม้แต่เงินซื้อหมั่นโถวแป้งขาวกินและไม่ต้องทนฟังคำพูดถากถางจากใคร
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงกดปุ่มแจ้งถอนเงิน เลือกถอนทั้งหมดและกดตกลงทันที ทว่ากดไปหลายครั้ง หน้าจอก็เด้งเตือนว่ายอดคำขอเกินขีดจำกัดและรายการถูกปฏิเสธ
ขณะที่กำลังงุนงง เสียงจักรกลในหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[อ้างอิงจากราคาสินค้าในยุคสมัยที่โฮสต์อยู่ สามารถถอนเงินได้สูงสุดครั้งละ 1,000 หยวน]
หมายความว่าอย่างไร?
แบบนี้ก็แปลว่า ที่เธอกลับมาที่นี่เป็นเพียงการกลับมาแค่ชั่วคราว และเดี๋ยวก็ต้องย้อนกลับไปโลกเดิมอย่างนั้นหรือ? นี่มันล้อเล่นกันเกินไปแล้ว!
ช่างเถอะ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ หนึ่งพันก็หนึ่งพัน ถือว่าไม่น้อยเลย เธอพิมพ์ตัวเลข 1,000 แล้วกดถอนเงินทันที ทันใดนั้น หน้าจอก็แสดงผลว่าถอนสำเร็จ ในมือของเธอก็ปรากฏธนบัตรใบละ 100 หยวนรุ่นเก่าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนจำนวนสิบใบ
ไม่สิ... จะว่าไปในอินเทอร์เน็ตเธอก็เคยเห็นผ่านตามาบ้าง
เธอยังไม่ทันได้ตรวจสอบว่าของจริงหรือของปลอม จู่ๆ ทัศนวิสัยก็มืดมิดลง เมื่อได้สติอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกลับมานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ผุๆ ของบ้านตระกูลกวนโดยไม่รู้ตัว ข้างๆ มีเสียงดังโวยวายไปหมด
“นังตัวซวย! ให้ดูแลน้องชายแท้ๆ แต่แกกลับมานั่งหลับเนี่ยนะ!” จางไฉเหอคว้าไม้กวาดฟาดลงมาที่ตัวเธอ
“ดูสิ! เสี่ยวเจี๋ยโดนคนอื่นตีจนสภาพเป็นยังไงบ้าง!”
กวนโย่วซวงคว้าด้ามไม้กวาดไว้ได้ทัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ใครเป็นคนตี? คงไม่ใช่เฟิงเฟิงข้างบ้านอีกหรอกนะ”
“แก... แกรู้อยู่แล้วยังกล้าพูดอีกเรอะ! วันนี้ฉันต้องตีแกให้ตาย!”
จางไฉเหอพยายามกระชากไม้กวาดคืน แต่ด้วยพละกำลังของกวนโย่วซวงที่มากกว่ามาก เธอจึงแย่งไม้กวาดมาแล้วโยนทิ้งพื้นอย่างไม่ใยดี จางไฉเหอโกรธจนแทบบ้า
เธอคงไม่มีวันคาดคิดว่า ลูกสาวหัวอ่อนที่เคยเชื่อฟังคำสั่งตลอดมา วันหนึ่งจะกล้าต่อต้านเธอ เธอเริ่มถอดรองเท้าเตรียมจะฟาดต่อ
“เก็บแรงไว้เถอะแม่ ทำไมไม่คิดดูล่ะว่าเสี่ยวเจี๋ยอายุ 12 แล้ว ทำไมถึงโดนเด็ก 10 ขวบตีจนร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนั้น”
กวนโย่วซวงปรายตามอง กวนรุ่ยเจี๋ย ที่กำลังสะอึกสะอื้น เห็นแค่เพียงรอยถลอกเล็กน้อยบนใบหน้า สำหรับเธอที่เป็นเด็กผู้หญิง สมัยเด็กแผลแค่นี้เธอไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำ
ทว่าในสายตาของจางไฉเหอ นี่มันเป็นเรื่องใหญ่โตราวกับฟ้าถล่ม
“แกพูดเรื่องอะไร! ต่อให้มัน 10 ขวบ แต่มันตัวอ้วนแถมยังสูงกว่าเสี่ยวเจี๋ยอีก!”
“ใช่...” กวนโย่วซวงพยักหน้าพลางจ้องเขม็งไปที่จางไฉเหอ
“แม่พูดถูกจุดแล้ว ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่แม่ประคบประหงมไข่ในหิน ไม่ยอมให้ทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็ไม่สูงขึ้น แถมไม่มีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นสักนิด แล้วแบบนี้จะต่างอะไรกับพวกไร้ประโยชน์?”
กวนโย่วซวงไม่ได้พูดเกินจริง ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ กวนรุ่ยเจี๋ยที่ถูกตามใจจนเสียคนเรียนไม่จบมัธยม พอโตขึ้นก็เอาแต่กินแรงผู้อื่น ติดการพนัน พอแบมือขอเงินพ่อแม่ไม่ได้ก็กลับมาไถเงินจากร่างเดิมจนร่างเดิมต้องแอบขายเครื่องประดับและเสื้อผ้าไปนับไม่ถ้วน!
“แก... แก...” จางไฉเหอโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก
เธอไม่อยากเชื่อเลยว่า กวนโย่วซวงที่ปกติเชื่องเหมือนลูกแกะ จะกล้าพูดจาแบบนี้กับเธอ!
“แม่คะ หนูทำเพื่อน้องชายนะ เด็กผู้ชายห้ามตามใจมากเกินไป ต้องปล่อยให้เขาไปเผชิญโลกกว้าง ลูกถึงจะมีอนาคตได้”
กวนโย่วซวงดึงกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งอย่างใจเย็นแล้วยื่นให้กวนรุ่ยเจี๋ย
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว อย่าคิดว่าต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ตลอดเวลา หัดแก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง”
“จะ...จะแก้ยังไงล่ะ?”
“คราวหน้าถ้าเฟิงเฟิงตีแกอีก แกก็ต้องตีกลับ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ แกต้องฟาดกลับไปให้หนัก เข้าใจไหม?”
“แล้วถ้ามันตีคืนล่ะ?”
“ก็ตีต่อสิ! มือเปล่าไม่ไหวก็หาไม้ หาหิน ตีจนกว่ามันจะไม่กล้าหือ!”
“แกสอนอะไรน้อง! ถ้าเกิดเกินเลยจนคนอื่นบาดเจ็บสาหัส แกจะรับผิดชอบไหวเหรอ?” จางไฉเหอแทรกขึ้นมาด้วยความโมโห
“ใช่ค่ะ หนูรับผิดชอบเอง” กวนโย่วซวงควักมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตร 100 หยวนออกมาโบกไปมา
“หนูมีเงิน”
ดวงตาของจางไฉเหอเบิกกว้าง ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ต่อให้รวมเงินสินสอด 500 หยวนที่ตระกูลจ้าวให้มาแล้ว เงินเก็บทั้งหมดของบ้านพวกเธอตอนนี้ยังไม่ถึง 100 หยวนเลยด้วยซ้ำ
“แก... แกไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?”
“แม่ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ หนูใกล้จะออกเรือนแล้ว ก็ต้องเตรียมสินเดิมไว้บ้าง จะได้ไม่โดนตระกูลกู้ดูถูกเอาได้”
กวนโย่วซวงชะงักไปครู่หนึ่ง
“แล้วแม่เตรียมอะไรไว้ให้ เล่ยเล่ยบ้างคะ? หนูไม่ค่อยสร่างเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เผื่อตอนนั้นหนูจะได้เตรียมให้เหมือนๆ กัน”
สีหน้าของจางไฉเหอเปลี่ยนไปมาไม่หยุด ลูกสาวคนโตคนนี้ปกติปากหนักอย่างกับอมอะไรไว้ แต่วันนี้ทำไมถึงได้ฝีปากกล้าถึงเพียงนี้?
เธอรีบไล่ลูกชายไปที่อื่น แล้วปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนลง
“โย่วซวง ลูกพูดแบบนี้ได้ยังไง? เรื่องผ้าห่ม แม่ก็เตรียมไว้ให้ลูกแล้วนี่ไง ทั้งลูกกับเล่ยเล่ยก็ได้คนละสองผืน”
กวนโย่วซวงไม่ได้ตอบรับแต่เปลี่ยนเรื่องพูด
“จริงสิ พ่อไปไหน? แล้วทางป้าห่างๆ ว่ายังไงบ้างคะ?”
“จะว่ายังไงได้ล่ะ? ทั้งตระกูลกู้และตระกูลจ้าวต่างก็ตกลงกันแล้ว สรุปว่าลูกโชคดีแล้วล่ะ แต่พ่อกับแม่ตกลงกันแล้วนะว่าจะเรียกเงินสินสอดจากตระกูลกู้เพิ่มอีก 200 หยวน”
กวนโย่วซวงจำได้ว่า ในนิยายต้นฉบับ เพื่อให้ลูกสาวคนเล็กอย่าง กวนเล่ย มีชีวิตที่ดี จางไฉเหอเรียกเงินสินสอดจากตระกูลกู้ไป 800 หยวน แถมยังเตรียมของแถมเป็นสินเดิมไปอีกกว่าสองร้อยหยวน พร้อมกับแอบยัดเงินติดตัวให้กวนเล่ยอีก 50 หยวน
ส่วนตระกูลจ้าวแค่สินสอดก็เรียกไปแล้ว 1,000 หยวน ทำเอาร่างเดิมถูกหญิงชราตระกูลจ้าวถากถางมาตลอดหลังแต่งเข้าบ้าน
“ทำไมล่ะ? ใกล้จะถึงวันงานแล้ว จะไปเรียกเพิ่มแบบกระทันหัน คนทางนั้นจะยอมเหรอคะ?”
จางไฉเหอถลึงตาใส่
“ยังไม่ทันออกเรือนก็คิดจะหันไปเข้าข้างคนอื่นแล้วเหรอ? ลูกมีแรงเยอะ ทำงานได้ จะเรียกเพิ่ม 200 หยวนจะเป็นไรไป? คนตระกูลกู้ไม่ขาดทุนหรอก”
“แล้วตระกูลจ้าวล่ะคะ?”
“ตระกูลจ้าว...” จางไฉเหออึกอัก
“ก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ลูกจะสนไปทำไม? จริงสิ บอกแม่มา ลูกไปเอาเงิน 100 หยวนนั้นมาจากไหน? ดูสิ ลูกจะแต่งงานแล้ว ให้แม่ช่วยเก็บเงินนั่นไว้ให้ดีกว่าไหม?”
“ไม่ต้องค่ะ หนูเก็บเองได้”
“แต่... ลูกจะเอาเงินนั่นติดตัวไปตระกูลกู้ไม่ได้นะ!” จางไฉเหอหน้าแดงก่ำด้วยความโลภ
ในขณะนั้นเอง กวนเล่ยก็หิ้วถุงหิ้วใบใหญ่หลายใบเดินเข้ามาด้วยท่าทางร่าเริง
“แม่คะ! แม่!” ยังไม่ทันก้าวเข้าบ้านก็ตะโกนเรียกแล้ว
“เออ แม่อยู่ทางนี้”
ทันทีที่กวนเล่ยเข้ามาในบ้าน ก็นำถุงเหล่านั้นโยนลงบนเตียงเตาจนของกระจายเกลื่อน เธอแกะถุงไปพลางพูดอย่างตื่นเต้น
“แม่คะ หนูซื้อชุดแต่งงานมาแล้ว เป็นแบบใหม่ล่าสุดของร้านเลยนะ ตั้ง 22 หยวนแน่ะ แม่รีบดูสิ!”
เธอค่อยๆ หยิบชุดกระโปรงจีนสีแดงสดออกมา ตรงอกด้านขวาของเสื้อตัวบนมีลายเป็ดแมนดารินคู่ ดูทันสมัยทีเดียว ทว่า... ทำไมชุดนี้ถึงดูคุ้นตาจัง?
กวนโย่วซวงพยายามนึก ในที่สุดก็นึกออก ในนิยายต้นฉบับ วันแต่งงานของร่างเดิมเพราะจางไฉเหอไม่ได้เตรียมชุดแต่งงานให้ เธอจึงจำใจต้องใส่เสื้อตัวสีแดงเก่าๆ ของแม่ตอนแต่งงานแทน
จ้าวหยางที่เป็นคนรักหน้าตา พอรู้เรื่องเข้าก็โกรธมาก จึงสั่งให้คนไปซื้อชุดแต่งงานที่แพงที่สุดนี้มาให้เป็นการด่วน จนพิธีรับเจ้าสาวต้องเลื่อนออกไปถึงสองชั่วโมง
ภายหลังกวนโย่วซวงให้กำเนิดลูกแฝดชาย จางไฉเหอก็กลับบอกว่าเป็นเพราะมงคลจากชุดนั้นนั่นแหละ และเธอก็นึกเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ซื้อชุดแต่งงานนี้ให้ลูกสาวคนเล็ก
“โอ้โห! ชุดนี้สวยจริงๆ ผ้าแบบนี้ดูออกเลยว่าเป็นของชั้นดี” จางไฉเหอลูบเนื้อผ้าพลางชมไม่ขาดปาก
“รีบใส่ให้แม่ดูเร็ว!”