ตอน 24
บทที่ 24 : ลีลาศ
กู่เอ๋อร์หรงชะงักไปครู่หนึ่ง เธอเต้นลีลาศเป็นงั้นหรือ?
ในหมู่บ้านที่ห่างไกลเช่นนี้ไม่มีห้องเต้นรำ หญิงสาวในหมู่บ้านส่วนใหญ่เต้นรำไม่เป็นกันเลย เขายังจำได้ว่าปีที่แล้วมีสถานบันเทิงแห่งหนึ่งมาเปิดที่ตัวอำเภอ พวกเขาโปรโมตโดยการส่งคนมาสอนเต้นจังหวะ 'วอลซ์สามก้าว' ตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า
สิ่งที่เธอเรียกว่าลีลาศ... จะเป็นแค่จังหวะสามก้าวธรรมดาๆ นั่นหรือเปล่านะ?
ช่างเถอะ ลองดูหน่อยก็แล้วกัน เขามองไปที่กวนโยวซวง มือหนึ่งกุมมือของเธอเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งโอบเอวของเธอ
กวนโยวซวง : ??
เมื่อเห็นกวนโยวซวงนิ่งไป กู่เอ๋อร์หรงจึงส่งสัญญาณด้วยการผายมือไปยังไหล่ของเขา
กวนโยวซวง : !!
เธอกระซิบถาม
“ไม่ใช่บอกว่าจะเต้นลีลาศหรอกหรือ?”
“เอ๊ะ? คุณเต้นเป็นงั้นหรือ?”
“แน่นอนสิ!”
ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว แสงไฟจากกองฟอนลุกโชนสะท้อนเงาของคู่แต่งงานใหม่ให้เห็นเด่นชัด
กู่เอ๋อร์หรงในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูคมสัน อินทรธนูบนบ่าส่องประกายวาววับภายใต้แสงเพลิง ดูองอาจผึ่งผาย กวนโยวซวงในชุดราตรีสีแดง ท่วงท่าดูสง่างามและเปล่งประกาย กู่เอ๋อร์หรงยื่นมือใหญ่ของเขาออกไป กวนโยวซวงวางมือลงบนแขนของเขา ทั้งสองสบตากันแล้วคลี่ยิ้ม
แม้จะไม่มีเสียงดนตรีบรรเลง แต่ทั้งคู่กลับขยับกายเข้าขากันอย่างน่าอัศจรรย์
จังหวะการเต้นนั้นทั้งหนักแน่นและเร่าร้อน ฝีเท้าเร็วและแม่นยำ ภายใต้การนำของกู่เอ๋อร์หรง กวนโยวซวงร่ายรำไปรอบๆ อย่างสง่างาม เปลวเพลิงที่เต้นระบำดูเหมือนจะถักทอไปกับท่วงท่าการหมุนตัวของทั้งคู่ เป็นความงดงามที่ชวนหลงใหลไม่รู้จบ
ในวินาทีนี้ กวนโยวซวงหลงลืมไปสิ้นว่าเธอได้ข้ามภพมาอยู่ในร่างของผู้อื่น เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนเวทีในอดีต และชายตรงหน้าคือคู่เต้นที่คุ้นเคย เธอเต้นไปอย่างลืมตัว...
กู่เอ๋อร์หรงนำทางเธอไปพร้อมกับประสานจังหวะ ในใจเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง หากไม่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานและเรียนรู้มาอย่างมืออาชีพ ย่อมไม่มีทางเต้นได้สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้!
เธอไปเรียนมาจากไหนกัน?
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชาวบ้านซึ่งยืนล้อมวงค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างพากันปรบมือโห่ร้องด้วยความชื่นชม ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการแกล้งเจ้าสาวในห้องหออีกเลย
*
หวังฮุ่ยอิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ในหมู่บ้านของพวกเขา ธรรมเนียมการแกล้งเจ้าสาวในห้องหอมักจะเลยเถิดไปไกล ครั้งก่อนเคยมีอันธพาลทำรุ่มร่ามจนเจ้าสาวได้รับบาดเจ็บ ทำให้เจ้าบ่าวโมโหจนถือท่อเหล็กไปทำร้ายคนเกือบถึงแก่ชีวิต
แต่ถึงอย่างนั้น นิสัยเสียที่ชอบทำอะไรแผลงๆ ก็ยังแก้ไม่หาย
อย่างแรกคือพวกผู้ชายมักจะชอบเรื่องพวกนี้ อย่างที่สองคือบางคนก็ทำไปเพราะความอิจฉาริษยา อย่างเช่นวันนี้ เอ๋อร์หรงได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับเฉินเหว่ย ใจของเธอจึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา กลัวว่าเฉินเหว่ยจะฉวยโอกาสคืนนี้แก้แค้นเอาคืน
ลูกชายของเธอเป็นคนใจเด็ดเดี่ยว เธอจึงกังวลเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องขึ้น
เธอนวดเอวให้กู่อวิ๋นเหลียงพลางกล่าว “ขอบคุณสวรรค์ที่ผ่านด่านนี้ไปได้สักที”
“ฉันบอกเธอแล้วว่าวิตกกังวลมากเกินไป ลูกชายของเราน่ะฉลาดจะตายไป”
ในขณะนั้นเอง กู้เสี่ยวหยุนก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น
“แม่! พี่สะใภ้สองสุดยอดมากเลยค่ะ ทั้งร้องเพลงทั้งเต้นรำเป็นหมดเลย”
“เต้นรำ?”
“ใช่ค่ะ คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันปรบมือให้พี่เขายกใหญ่เลย”
หวังฮุ่ยอิงขมวดคิ้วแน่น!
ความเป็นผู้หญิงแท้ๆ กลับไปยืนบิดเอวร่ายรำต่อหน้าผู้ชายกลุ่มใหญ่ มันดูไม่งามเอาเสียเลย!
เจ้าเอ๋อร์หรงนี่ก็เหลือเกิน ปล่อยให้ภรรยาทำตัวเช่นนั้นได้อย่างไร!
เธอโกรธจนหยุดมือนวด “พวกเขายังทำอะไรอีก!”
ตอนนั้นเอง หวงชุนเยี่ยนก็พาหยวนหยวนลูกชายกลับมาพอดี เธอกลอกตาไปมาพลางยิ้มกล่าว
“แม่คะ แม่ไม่ได้ออกไปดูหรือ? เอ๋อร์หรงกับภรรยาเขากำลังเต้นรำกันอยู่ที่ลานฟางข้าวค่ะ เต้นเก่งเชียวล่ะ สงสัยคงทำบ่อยสินะ แม่จำห้องเต้นรำที่อำเภอได้ไหม? คราวก่อนพวกเขาเคยมาจัดงานที่หมู่บ้านเรา ข้าได้ยินมาว่าพวกสาวๆ ในหมู่บ้านอื่นที่ชอบเต้นรำต่างก็อาศัยรถเมล์เข้าไปเต้นที่นั่นกันทั้งนั้นแหละค่ะ”
หวังฮุ่ยอิงพูดด้วยความหงุดหงิด “พอเถอะ ฉันรู้แล้ว”
“โธ่แม่ สมัยนี้วัยรุ่นยิ่งแย่ใหญ่ งานไร่นาไม่ค่อยอยากทำ เอาแต่สนุกไปวันๆ”
กู่อวิ๋นเหลียงพ่นควันบุหรี่ออกมา พลางพยุงตัวขึ้นนั่งแล้วพูด
“เธอไปทำงานของเธอเถอะ อย่าเอาแต่พูดจาไร้สาระ”
หวงชุนเยี่ยนเบ้ปาก ก่อนจะลากลูกชายเข้าห้องของตนไป
“วันนี้เป็นวันมงคลของพวกเขา จะทำอะไรก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเกินควรหรอก เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”
หวังฮุ่ยอิงพยักหน้า จนกระทั่งเวลาห้าทุ่มครึ่ง เสียงอึกทึกหน้าบ้านจึงค่อยๆ เงียบลง ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านภายใต้แสงจันทร์ ไฟในลานบ้านยังคงเปิดอยู่ แต่ไฟในเรือนหลักและเรือนข้างปิดลงแล้ว
พวกเขาเข้านอนกันหมดแล้ว
เมื่อกลับเข้าห้องหอ กวนโยวซวงนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความประหม่า เทียนแดงบนโต๊ะยังคงส่องแสงวูบวาบ ไฟประดับกะพริบถี่ เตียงถูกปูไว้เรียบร้อยแล้ว ผ้าห่มและหมอนวางจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเคียงคู่กัน
กู่เอ๋อร์หรงยกอ่างน้ำเข้ามาวางบนชั้นวางล้างหน้า เขาเติมน้ำร้อนลงไปอย่างคล่องแคล่ว ทดสอบอุณหภูมิแล้วพูด
“คุณล้างหน้าก่อนเถอะ” จากนั้นเขาก็เดินออกไป
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็นำสบู่ก้อนใหม่มาให้ แกะห่อวางไว้บนชั้นวาง ก่อนจะหยิบครีม 'ไป่เชวี่ยหลิง' ออกมาจากลิ้นชักแล้วพูด
“นี่เอาไว้ทาหน้า”
อันที่จริงกวนโยวซวงซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไว้มากมายในกล่องสินเดิมของเธอ ในตัวอำเภอไม่มีแบรนด์หรูหราอะไรนัก ซึ่งไป่เชวี่ยหลิงก็ถือเป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดแล้ว
กวนโยวซวงล้างหน้าและทาครีม กู่เอ๋อร์หรงก็ถ่ายน้ำใส่อีกอ่าง เติมน้ำร้อน แล้วลากเก้าอี้มาใกล้ๆ พร้อมพูดว่า
“มาแช่เท้าหน่อยเถอะ วันนี้คุณใส่ส้นสูงมา น้ำร้อนหน่อยจะดีกับเท้า ลองเช็กอุณหภูมิดูว่าพอดีไหม?”
กวนโยวซวงยื่นเท้าลงไป อุณหภูมิน้ำกำลังดีอย่างน่าประหลาด เธอจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้แช่เท้ามานานกี่ปี เมื่อก่อนร่างกายของเธอมักจะเย็นง่าย ตอนไปหาหมอจีน หมอก็แนะนำให้แช่เท้าบ่อยๆ
ทว่าเธอแช่ได้เพียงครั้งเดียวก็ยกถังแช่เท้าให้คนอื่นไปเสียแล้ว
“ถ้าจะเช็ดเท้า ใช้ผ้าขนหนูสีชมพูนั่นนะ” กู่เอ๋อร์หรงชี้ไปที่ผ้าขนหนูที่แขวนอยู่ชั้นใต้ชั้นวางล้างหน้า
กวนโยวซวงพยักหน้า หลังจากเธอล้างเสร็จ กู่เอ๋อร์หรงก็เทน้ำเปลี่ยนน้ำใหม่ แล้วรีบล้างหน้าล้างเท้าของเขาเองอย่างรวดเร็ว
“หิวไหม? อยากทานอะไรหน่อยหรือเปล่า?”
เดิมทีกวนโยวซวงอยากปฏิเสธ แต่ท้องของเธอกลับร้องประท้วงขึ้นมาสองครั้ง กู่เอ๋อร์หรงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป กวนโยวซวงรออยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นเขากลับมา เธอแง้มม่านดู พบว่าไฟในห้องครัวยังเปิดอยู่ สงสัยเขาคงหิวเหมือนกันสินะ
กวนโยวซวงหยิบหนังสือ 'ม่านม่านระย้า' ของฉงเหยาขึ้นมาอ่านแก้เบื่อ
ม่านประตูถูกเปิดออก กู่เอ๋อร์หรงเดินถือถาดเหล็กขนาดใหญ่เข้ามา มันคือถาดเดียวกับที่ใช้รับซองงานแต่งเมื่อตอนกลางวัน เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 30 เซนติเมตร ในถาดมีบะหมี่ชามใหญ่ บนหน้าบะหมี่โปะไข่ดาวหนึ่งใบ และแตงกวาดองหนึ่งจาน
“คุณทำบะหมี่ใหม่หรอ?” กวนโยวซวงรีบลุกขึ้น
“ลำบากแย่เลย อันที่จริงฉันทานหมั่นโถวนิดหน่อยก็พอแล้ว”
“ไม่เป็นไร ไม่ลำบากหรอก ทานบะหมี่ตอนกลางคืนย่อยง่าย ทานตอนร้อนๆ เถอะ”
“แล้วคุณล่ะ?”
“ผมกำลังจะไปตักเดี๋ยวนี้แหละ”
บะหมี่อุ่นๆ เข้าสู่ลำคอ ความรู้สึกที่ถูกปรนนิบัติอย่างเอาใจใส่ที่ไม่ได้รับมานานพลันย้อนกลับคืนมา สมัยที่เธอยังเรียนอยู่และต้องอยู่หอพัก ทุกเย็นวันศุกร์หลังจากเลิกเรียนพิเศษเธอถึงจะได้กลับบ้าน
ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน แม่ก็จะต้มบะหมี่ชามใหญ่ให้เสมอ และบนชามนั้นก็จะมีไข่ดาวโปะอยู่หนึ่งใบเช่นกัน ขอบตาของเธอร้อนผ่าว เธอรีบทานบะหมี่อย่างรวดเร็ว...