ตอน 23
บทที่ 23 : ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร
แม้เธอจะเป็นคนยุค 00s ที่เติบโตมาในศตวรรษที่ 21 แต่การต้องมาจูบโชว์ผู้คนมากมายขนาดนี้ก็ทำเอาเขินจนแทบทำตัวไม่ถูก ทว่ากู่เอ๋อร์หรงดูจะหน้าหนาไม่น้อย ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว เขาก็โน้มใบหน้าลงมาประทับจูบเสียแล้ว
แถมเขายังแกล้งขบเม้มริมฝีปากเธอเบาๆ อีกต่างหาก!
สงสัยคงคิดว่าเป็นเวลากลางคืน คนอื่นคงมองเห็นไม่ชัดสินะ... ไอ้คนเจ้าเล่ห์!
“ส่งเข้าหอเถอะ~”
กลุ่มผู้ชายและเด็กๆ ที่รอจังหวะนี้อยู่แล้วพากันโห่ร้องฮือฮาและกรูเข้ามาห้อมล้อม เฉินเหว่ยเองก็ปะปนอยู่ในนั้นด้วย เขาเฝ้ารอเวลานี้มานานเหลือเกิน!
กู่เอ๋อร์หรงขยับตัวไปบังกวนโย่วซวงไว้ด้านหลังแล้วกล่าวว่า
“เดี๋ยวก่อนทุกคน ผมมีอะไรสนุกๆ จะให้ทำ”
“มีอะไรสนุกงั้นรึ?”
“ไปเถอะ ตามผมมา” กู่เอ๋อร์หรงจูงมือกวนโย่วซวง
“ไปที่ลานฟางข้าวกัน”
“เอ๋อร์หรง นายจะทำอะไร? รีบพาเจ้าสาวเข้าหอเถอะ ขืนเลยฤกษ์งามยามดีไปจะไม่ดีเอาได้นะ”
ชายชราเคราขาวร้องตะโกนด้วยความร้อนใจ
แต่กู่เอ๋อร์หรงหาได้สนใจไม่ลานฟางข้าวเป็นพื้นที่โล่งกว้างและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหมู่บ้าน ไม่ว่าจะใช้สำหรับนวดข้าว ตากธัญพืช จัดการแสดงงิ้ว ประกาศเรื่องราวสำคัญ หรือแม้แต่จัดแข่งบาสเกตบอลในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ล้วนทำที่นี่ทั้งสิ้น
ด้วยการถูกเหยียบย่ำและตากแดดมานานนับปี พื้นลานจึงทั้งราบเรียบและแข็งแกร่ง เวลานี้ทุกคนต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ตรงกลางลานฟางข้าวกำลังมีกองไฟขนาดใหญ่โชติช่วงอยู่
“เอ๊ะ? ไฟไหม้เหรอ?” ชายคนหนึ่งอุทาน
“ตาฝาดหรือไง? นั่นข้างๆ กองไฟไม่เห็นมีคนยืนอยู่หรือไง?”
“นั่นใครน่ะ? ดูไม่เหมือนคนในหมู่บ้านเราเลย”
ยามค่ำคืนมาเยือน ท้องฟ้าประดับประดาไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ สายลมยามเย็นพัดผ่านให้ความรู้สึกเย็นสบาย ในแสงไฟที่เต้นระบำนั้น กวนโย่วซวงจำอีกฝ่ายได้ทันที เซี่ยหยวนหาง
ข้างกายเขามีถุงไนลอนใบใหญ่สองใบวางอยู่ และยังมีเบียร์อีกสองสามลัง หลังจากจบงานเลี้ยงในช่วงบ่าย หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของกู่เอ๋อร์หรงต่างแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว แต่เซี่ยหยวนหางยังคงอยู่ช่วยรินน้ำและเก็บกวาดข้าวของจนเสร็จ
กู่เอ๋อร์หรงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เชิญทุกคนล้อมวงนั่งลงได้เลยครับ คืนนี้เราจะจัดงานเลี้ยงที่พิเศษมาก นั่นคือ ‘งานเลี้ยงรอบกองไฟ’”
“นี่มันจะทำอะไรกัน?”
“กองไฟคืออะไรน่ะ?”
กวนโย่วซวงนึกเสียดายที่ไม่มีสมาร์ทโฟนไว้เปิดคลิปให้ทุกคนดู แต่ความตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นในอกทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเริ่มอธิบายให้ทุกคนฟัง
“สิ่งที่เรียกว่ากองไฟ ก็คือการเอาฟืนมาวางซ้อนกันแล้วจุดไฟ เหมือนที่เราทำอยู่นี่แหละค่ะ”
เธอชี้ไปที่กองไฟแล้วพูดต่อ
“เดี๋ยวเราจะเอาหัวมัน ฝักทอง หรือเส้นแป้งมาเผาไฟกินกัน จากนั้นเราก็มาร้องเพลงเต้นรำกันเถอะ มาค่ะ นั่งลงด้วยกันเลย”
กวนโย่วซวงเป็นคนแรกที่นั่งลงห่างจากกองไฟประมาณห้าเมตร ชาวบ้านต่างรู้สึกแปลกใหม่จึงพากันนั่งลงตาม
อากาศในคืนต้นเดือนพฤษภาคมเริ่มเย็นลงเล็กน้อย กองไฟที่โหมกระหน่ำช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บและส่องสว่างให้เห็นใบหน้าของทุกคน เด็กๆ ต่างวิ่งไล่จับกันรอบกองไฟอย่างสนุกสนาน
กู่เอ๋อร์หรงเดินมาจูงมือกวนโย่วซวงไปที่ตรงกลางลาน ทั้งคู่ในชุดแต่งงานใหม่ดูสง่างามดั่งกิ่งทองใบหยก ยามยืนอยู่ข้างกองไฟ ช่างเป็นภาพที่น่ามองจริงๆ
“ขอบคุณญาติมิตรทุกคนที่มางานแต่งงานของผมกับโย่วซวงในวันนี้ และขอบคุณพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่ร่วมงานเลี้ยงรอบกองไฟในครั้งนี้ด้วยครับ”
“ผมออกไปใช้ชีวิตข้างนอกมาหลายปี ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ และไปร่วมงานแต่งของสหายร่วมรบมาบ้าง ผมต้องขอบอกตามตรงว่าประเพณีการ ‘แกล้งเข้าหอ’ แบบเดิมๆ ของเราน่ะ มันล้าสมัยไปแล้วครับ”
กวนโย่วซวงรีบพยักหน้าตาม ในใจตะโกนก้องว่า ไม่ใช่แค่ล้าสมัย แต่เป็นค่านิยมที่แย่เสียด้วยซ้ำ ถ้าเป็นในยุคอินเทอร์เน็ตคงโดนชาวเน็ตด่ายับไปแล้ว!
“แกล้งเข้าหอก็เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมานี่ มันจะล้าสมัยได้ยังไง?”
“นั่นสิ เอ๋อร์หรง แล้วการแกล้งเข้าหอแบบที่เจ้าว่ามันเป็นยังไงล่ะ?”
กู่ชงรุ่ยเจี๋ย ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของกู่เอ๋อร์หรงลุกขึ้นพูดว่า
“พูดพร่ำทำเพลงอยู่ได้ ให้บ่าวสาวโชว์การแสดงสักอย่างดีกว่า ถ้าทำดี เราถึงจะยอมรับรูปแบบใหม่ของนาย พวกเราว่าจริงไหม?”
“จริง!”
“เจ้าสาวก่อนเลย!”
มาก็มาสิ แค่นี้จะยากอะไร เธอเรียนเต้นมาตั้งแต่เด็ก ผ่านการแข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วน เกียรติบัตรรางวัลต่างๆ ของเธอใส่ไว้เต็มลิ้นชัก แต่ในตอนนี้ เธอไม่ได้คิดจะเต้น
เธอจะร้องเพลง! จะร้องเพลง 'ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร' เพื่อคารวะสามีทหารของเธอ!
เธอกล่าวเสียงดัง “งั้นฉันจะร้องเพลงทหารยอดฮิตเพลงหนึ่งนะคะ ชื่อเพลง ‘ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร’”
“เยี่ยม!” ทุกคนเริ่มปรบมือ
“พอดีเลย เอ๋อร์หรงเคยเป็นทหาร พวกคุณร้องด้วยกันสิ” เซี่ยหยวนหางหยิบหีบเพลงชักออกมาส่งให้
“เขาเล่นดนตรีเป็น เดี๋ยวให้เขาเล่นดนตรีประกอบให้พวกคุณเอง”
หีบเพลงนี้เขาไปยืมมาจากครูสอนดนตรีของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง กู่เอ๋อร์หรงถึงกับงงงวย เขารับหีบเพลงมาถือไว้อย่างเก้ๆ กังๆ เพลงทหารยอดฮิตงั้นหรือ?
เขาคิดว่าเขารู้จักเพลงทหารทุกเพลง ต่อให้ปลดประจำการไปแล้ว เขาก็ยังติดตามข่าวสารเกี่ยวกับค่ายทหารอยู่ตลอด แต่เพลง 'ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร' นี้ เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย
“งั้นเริ่มเลยนะคะ” กวนโย่วซวงกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วร้องเพลงขึ้นเสียงดัง
“สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่น
ค่ายทหารเปรียบดั่งดอกไม้สีเขียว
สหายรัก เธออย่าได้คิดถึงบ้าน
อย่าได้คิดถึงแม่ เสียงที่ฉันเฝ้าเรียกหาทั้งวันคืน
คำในใจนับหมื่นแสน
อย่าได้มีน้ำตานองหน้าในวันที่จากลา
ค่ายทหารคือบ้านที่แสนอบอุ่นของเรา...”
กู่เอ๋อร์หรงไม่ได้ร้องแม้แต่คำเดียว เขาทำได้เพียงเล่นดนตรีไปมั่วๆ ตามจังหวะ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย ทำนองไพเราะ เนื้อเพลงก็งดงาม ความหมายยิ่งลึกซึ้ง! เพลงทหารที่ดีขนาดนี้ เขากลับไม่เคยรู้จักมาก่อน!
ทางด้านกวนโย่วซวงเองก็นึกแปลกใจ ในนิยายต้นฉบับไม่ได้บอกหรือว่าคนคนนี้เชี่ยวชาญเครื่องดนตรีทุกชนิด? หรือว่าจริงๆ แล้วเป็นพวกขี้โม้?
หลังจากพยายามฝืนร้องจนจบ เธอจึงหันไปกระซิบถามอย่างหงุดหงิด
“คุณทำอะไรน่ะ? ไม่ใช่ว่าเล่นดนตรีเป็นเหรอ? ทำไมเล่นมั่วแบบนั้น อย่าบอกนะว่าคุณเล่นเพลงนี้ไม่เป็นน่ะ”
“ไม่ใช่แบบนั้น เพลงนี้ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“เป็นไปได้ยังไง? คุณเป็นทหารแท้ๆ ไม่เคยได้ยินเพลง ‘ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร’ เนี่ยนะ?”
“ไม่เคย”
เห็นสีหน้าจริงจังของกู่เอ๋อร์หรง กวนโย่วซวงก็นึกประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ เป็นประเด็นที่ซีเรียสมาก เพลง 'ดอกไม้สีเขียวในค่ายทหาร' นี้ ดูเหมือนจะเพิ่งถูกเผยแพร่ในปี 2003!
ที่เธอจำได้แม่นขนาดนี้ ก็เพราะตอนเข้าค่ายทหารปีหนึ่ง ครูฝึกบอกว่าเพลงนี้มีอายุเท่ากับพวกเขาเลย
ชิบหายแล้ว...เธอรีบกลบเกลื่อนแล้วกระซิบ
“ล้อเล่นน่า จริงๆ แล้วเพลงนี้ฉันแต่งขึ้นเองเป็นไง? ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ?”
กู่เอ๋อร์หรงยิ่งตื่นตะลึง “คุณ...”
กวนโย่วซวงไม่อยากให้เขาถามต่อ จึงหันไปหาทุกคนแล้วกล่าว
“ขอบคุณทุกคนสำหรับเสียงปรบมือนะคะ ฉันลงไปได้หรือยัง? ยืนนานๆ แล้วเมื่อยค่ะ”
ชาวบ้านรู้สึกว่าเจ้าสาวคนนี้ทั้งน่ารัก สดใสและเป็นกันเอง ไม่เสแสร้งแกล้งทำ
“เจ้าสาวร้องเพลงดีมากครับ แต่คืนส่งตัวทั้งที ยังไงก็ต้องเต้นรำกอดกับเจ้าบ่าวสักหน่อยไม่ใช่เหรอครับ ทุกคนว่าจริงไหม?”
กู่ชงรุ่ยเจี๋ยกล่าว
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับประโยคนี้ จึงส่งเสียงโห่ร้องเป่าปาก “เต้นสักเพลง! เต้นสักเพลง!”
กู่เอ๋อร์หรงเคยเรียนเต้นรำมาบ้างตอนอยู่ในค่าย ทั้งลีลาศและลาติน แต่เขาไม่แน่ใจว่ากวนโย่วซวงจะเต้นเป็นไหม ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดปากพูด กวนโย่วซวงก็กล่าวอย่างมั่นใจว่า
“ได้ค่ะ งั้นพวกเรามาเต้นลาตินกันสักเพลงนะคะ”