ตอน 1
บทที่ 1 : ทะลุมิติเข้าสู่นิยาย
“แม่ ในเมื่อน้องอยากแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าว ก็ตามใจเธอเถอะค่ะ หนูเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
กวนโย่วซวงเอ่ยอย่างเกียจคร้าน พลางยื่นมือไปทางถาดที่มีหมั่นโถวแป้งข้าวโพดสามลูกและหมั่นโถวแป้งขาวสองลูกวางอยู่ เธออยากกินหมั่นโถวแป้งขาว
“แกจะทำอะไรน่ะ?”
จางไฉเหอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามปัดมือของเธอออกทันควัน พร้อมถลึงตาใส่แล้วด่าทอ
“ไม่รู้หรือไงว่าหมั่นโถวแป้งขาวนั่นมีไว้ให้น้องชายกับน้องสาวของแก?”
“โธ่ แม่คะ” กวนเล่ยที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ เข้าไปคล้องแขนแม่แล้วออดอ้อน
“วันนี้หนูไม่อยากกินแป้งขาวค่ะ ให้พี่สาวกินเถอะ”
พูดจบเธอก็กลอกตาไปมาแล้วหยิบหมั่นโถวแป้งขาวลูกหนึ่งส่งให้กวนโย่วซวงอย่างใจกว้าง กวนโย่วซวงเองก็ไม่เกรงใจ รับมาแล้วก็กินทันทีพร้อมคีบหัวไชเท้าดองมากินแกล้มด้วย
หลังจากที่เธอเข้าใจแล้วว่าตนเองประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตกะทันหันและทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายยุค 80 เรื่องนี้ กลายเป็นลูกสาวคนโตผู้ถูกทอดทิ้งของตระกูลกวน เธอก็หิวโหยมาสองวันเต็มๆ แล้ว
พูดถึงร่างเดิมนี้ก็น่าเวทนาเหลือเกิน เมื่อวานถูกส่งไปตัดฟืนที่ภูเขาตะวันตก พอกลับมาถึงตอนสี่ทุ่มก็อยู่ในสภาพแววตาไร้จุดหมาย ใบหน้าซูบตอบซีดเซียวและนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงจนขาดใจตาย
แน่นอนว่าเธอย่อมรู้ดีว่าเหตุใดกวนเล่ยถึงยอมทิ้งกู่เอ๋อร์หรง ชายหนุ่มอนาคตไกล แล้วมาแย่งชิงจ้าวหยางชายวัย 30 ที่ดูไม่น่าไว้ใจซึ่งหมั้นหมายกับร่างเดิมไว้
เพราะในเนื้อเรื่องเดิมจ้าวหยางผู้นี้เป็นเศรษฐีที่โด่งดังไปทั่วทั้งสิบหลี่แปดหมู่บ้าน ไม่ต้องพูดถึงว่าหลังแต่งงานเขาจะคอยซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้ร่างเดิมบ่อยแค่ไหนแค่เฉพาะงานแต่งงานก็ทำให้ร่างเดิมได้รับความสนใจจนเป็นที่อิจฉาของใครต่อใครแล้ว
ส่วนกวนเล่ยแม้จะได้แต่งงานกับชายในฝันที่พ่อแม่เลือกให้ แต่เพราะกู่เอ๋อร์หรงไม่มีบ้านในเมือง กวนเล่ยจึงต้องย้ายไปอยู่กับพ่อแม่สามีที่หมู่บ้านตั้งแต่แรก รวมถึงต้องอยู่ร่วมกับกู่อวี่หยวน หลานชายวัย 7 ขวบของกู่เอ๋อร์หรงด้วย
พี่ชายและพี่สะใภ้ของกู่เอ๋อร์หรงไปทำงานต่างถิ่นเป็นประจำ เด็กคนนั้นจึงอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ด้วยเหตุนี้กวนเล่ยจึงมักไม่พอใจและคอยตำหนิเด็กคนนั้นบ่อยครั้ง
สิ่งที่ทำให้กวนเล่ยโกรธเคืองยิ่งกว่าคือ พ่อแม่ของกู่เอ๋อร์หรงสุขภาพไม่ดี ต้องกินยาอยู่ตลอด ไม่เพียงแต่ช่วยงานเธอไม่ได้ แต่ค่ารักษาก็ยังสิ้นเปลืองเงินไปมหาศาล
ในขณะที่พี่สาวอย่างกวนโย่วซวง มักจะได้ใส่เสื้อผ้ารุ่นใหม่ล่าสุดแต่เธอกลับมีเงินใช้สอยเพียงนิดเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นจนด่าว่าพ่อแม่สามีเป็นภาระ ถึงขั้นแอบเอาเงินค่ารักษาพยาบาลที่สามีส่งมาให้พ่อแม่ไปซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเอง
จนสุดท้ายกู่เอ๋อร์หรงหมดความอดทนจึงขอหย่า กวนเล่ยไม่อาจทำใจยอมรับได้จึงจุดไฟเผาบ้านตระกูลกู้ ครอบครัวสามีเสียชีวิตในกองเพลิงทั้งหมด ส่วนตัวเธอก็ฆ่าตัวตายตาม
ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสลดใจเหลือเกิน
กวนโย่วซวงเคี้ยวหมั่นโถวแป้งขาวคำโต จางไฉเหอมองค้อนเธออย่างแรง ก่อนจะหันไปทำเสียงอ่อนหวานเอาใจลูกสาวคนเล็กแล้วลูบมือเธอพลางกล่าวว่า
“เล่ยเล่ย อย่าเอาแต่ใจเลยลูก ลูกชายตระกูลกู่นั่นเขามีงานทำในเมือง แถมยังหน้าตาดี ใครๆ ก็อยากได้เขาเป็นเขยทั้งนั้น”
“ถ้าไม่ใช่เพราะน้าสะใภ้ของลูกกับหวังฮุ่ยอิง ซึ่งก็คือแม่ของกู่เอ๋อร์หรงสนิทสนมกันมาตั้งแต่สาวๆ เรื่องดีๆ แบบนี้จะตกมาถึงบ้านเราได้ยังไงกัน”
“แต่ว่า... แม่คะ”
กวนเล่ยอึกอัก เธอจะอธิบายอย่างไรดีว่าตัวเองเกิดใหม่และรู้อยู่เต็มอกว่าจุดจบหลังจากแต่งงานไปนั้นเลวร้ายเพียงใด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้แม่เข้าใจได้อย่างไร
“แม่ขา~” กวนเล่ยทำปากยื่นอ้อนอีกครั้ง
“พี่สาวก็ตกลงจะสลับตัวแล้ว แม่สัญญาเถอะนะคะ หนูอยากแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าวจริงๆ”
“ในเมื่อโย่วซวงตกลงแล้ว ก็ตามใจเด็กๆ เถอะ” กวนซิงกั๋วที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น
“ลูกชายคนโตบ้านตระกูลจ้าวแม้จะอายุมากไปนิดแต่ก็เป็นครอบครัวที่สะอาดสะอ้าน อีกอย่างฐานะทางบ้านเขาก็ไม่เลวเลย”
“อะไรนะ? คุณพูดอะไรนะ?” จางไฉเหอขึ้นเสียงสูงด้วยความตื่นเต้น
“ต่อให้รวยแค่ไหนก็เป็นแค่ชาวนา จ้าวหยางอายุตั้ง 30 แล้ว แต่เล่ยเล่ยเพิ่งจะ 21 ปี อีกอย่างเล่ยเล่ยผิวพรรณบอบบาง คุณตัดใจให้ลูกไปเป็นชาวนาทั้งชีวิตได้ลงคอเหรอ?”
“แม่ แล้วทำไมพี่ใหญ่แต่งไปได้ล่ะครับ?” กวนรุ่ยเจี๋ย วัย 12 ปี เท้าคางถามอย่างจริงจัง
“เด็กอย่างแกจะรู้อะไร กินเสร็จแล้วก็รีบไปทำการบ้านไป”
“แม่ไม่ต้องปฏิเสธหรอกครับ แม่น่ะลำเอียง” กวนรุ่ยเจี๋ยยัดหมั่นโถวเข้าปากแล้ววิ่งออกไป
“เฮ้ย! จะไปไหน? การบ้านทำเสร็จหรือยัง? ให้ตายสิ เวรกรรมจริงๆ!”
ในตอนนั้นเอง กวนโย่วซวงก็กินหมั่นโถวหมดพอดี เธอลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยอย่างเนิบนาบว่า
“แม่คะ อย่ามองแค่ว่ากู่เอ๋อร์หรงมีงานทำเลยค่ะ งานที่ว่านั่นจริงๆ แล้วเป็นแค่ตำแหน่งชั่วคราว แถมกู่เอ๋อร์หรงก็ยังมีพี่ชายที่ยังไม่ได้แยกบ้าน ทราบมาว่าหลานชายก็ยังอยู่กับพวกเขาด้วยไม่ใช่เหรอคะ...”
จางไฉเหอชะงักไป
“แกไปฟังข่าวลือจากไหนมา? งานที่สำนักงานการประปาและไฟฟ้าของเขาน่ะได้มาแบบเป็นกิจลักษณะ ส่วนเรื่องแยกบ้านไม่แยกบ้านนั่นไม่สำคัญหรอก ถ้าเล่ยเล่ยแต่งไป ก็จะได้ย้ายตามกู่เอ๋อร์หรงไปอยู่ในเมืองนั่นแหละ”
“นั่นมันแค่ภาพฝันที่เขาขายให้แม่ค่ะ” กวนโย่วซวงกล่าวเรียบๆ
“กู่เอ๋อร์หรงอายุก็ไม่น้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะแต่งงาน แต่พอพ่อเขาเพิ่งประสบอุบัติเหตุจนเอวหัก ก็รีบร้อนอยากจะแต่งเมียทันที แม่ไม่คิดว่ามันผิดปกติเหรอคะ?”
“ผิดปกติยังไง?” กวนโย่วซวงเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดช้าๆ ว่า
“เขาก็แค่อยากได้เมียราคาถูกมาคอยปรนนิบัติพ่อเขาก็เท่านั้นแหละค่ะ”
กวนเล่ยรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว! จริงด้วย! ทุกอย่างเป็นอย่างที่ว่ามาเลย!
เธอมองกวนโย่วซวงด้วยความระแวง ในใจรู้สึกฉงนใจนัก พี่สาวที่ปกติเป็นคนเชื่องช้าและหัวอ่อนคนนั้น ทำไมถึงดูเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้? เรื่องที่แม้แต่แม่ยังไม่สืบให้ชัดเจน เธอกลับรู้ดีขนาดนี้ได้ยังไง? แถมยังพูดได้ตรงประเด็นอีกด้วย
ที่สำคัญกว่านั้น หากเธอรู้ดีขนาดนี้ ทำไมถึงยังยอมสลับตัวกับเธออีก?
ไม่นานนัก คำถามในใจของกวนเล่ยก็ถูกแม่ของเธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
“เล่ยเล่ยเป็นแก้วตาดวงใจของพวกเรานะ” กวนโย่วซวงปรายตามองแล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“น้องไม่เคยทำงานหนัก ไม่เคยทำงานบ้านมาก่อน แม่ของกู่เอ๋อร์หรงก็สุขภาพไม่ดี พ่อเขาก็บาดเจ็บ ถ้าเล่ยเล่ยแต่งไป นอกจากต้องดูแลพวกเขาแล้วยังต้องลงไปทำนาอีก”
“ถึงตอนนั้นพ่อกับแม่ก็จะปวดใจเปล่าๆ ในเมื่อหนูเป็นพี่สาวแท้ๆ ก็ทนเห็นน้องลำบากไม่ได้ ส่วนตัวหนูแต่งให้ใครก็เหมือนกันค่ะ หนูมีแรง มีงานทำ อยู่ในชนบทแบบนี้หนูไม่เสียเปรียบใครหรอก”
จางไฉเหอครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดน้ำเสียงก็อ่อนลง
“นานๆ ทีแกจะรู้จักคิดแทนแม่และน้องสาว งั้นก็เอาตามนี้ ในเมื่อทางตระกูลกู้เขาเร่งรัดคน แกก็แต่งแทนไปก่อนแล้วกัน”
จางไฉเหอหันไปมองกวนซิงกั๋วด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ส่วนทางตระกูลจ้าวนั่น ลองดูสิว่าพอจะถอนหมั้นได้ไหม”
กวนซิงกั๋วขยับปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะดื่มน้ำชาคำสุดท้ายแล้วพูดว่า
“เขาให้ของหมั้นมาครึ่งหนึ่งแล้ว อีกอย่างช่วงที่ผ่านมาทางตระกูลจ้าวก็ส่งของมาให้เราไม่น้อย ถ้าจะมาถอนหมั้นตอนนี้ เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในหมู่บ้านนี้?”
“คุณหมายความว่าไง? คุณคิดจะให้เล่ยเล่ยแต่งไปจริงๆ เหรอ?”
ยังไม่ทันที่กวนซิงกั๋วจะพูดอะไร กวนเล่ยก็รีบขัดขึ้นมา
“แม่คะแม่ ห้ามถอนนะคะ หนูไม่แต่งกับใครทั้งนั้น หนูจะแต่งกับจ้าวหยาง!”
เพื่อที่จะได้เป็นคุณนายผู้ร่ำรวยในอนาคต กวนเล่ยยอมทิ้งความอายแล้วพูดเสียงดัง
“หนูชอบเขา!”
จางไฉเหอมองลูกสาวอย่างไม่เชื่อสายตาพลางแตะหน้าผากลูก
“เล่ยเล่ย ลูกไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหมเนี่ย ทั้งที่ลูกยังไม่เคยเจอหน้าจ้าวหยางเลยนะ”
“หนู... หนูเคยเจอค่ะแม่ ถ้าแม่รักหนูจริงๆ ก็ช่วยตามใจหนูเถอะนะคะ เชื่อหนูเถอะ หนูจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายแน่นอน”