ตอน 8
บทที่ 8 : กลยุทธ์พาดหัวข่าวเรียกแขก
“อวี่หลิง!”
“อวี่หลิง!”
“...”
ภายในหอพักนักศึกษาหญิงแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยเจียงไห่ ถานจิ้งอี๋เรียกชื่อเซี่ยอวี่หลิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีการตอบสนองใดๆ จนสุดท้ายเธอเริ่มหงุดหงิดและตะโกนเรียกเสียงดังลั่น
“เซี่ย—อวี่—หลิง—!”
“หือ?”
เซี่ยอวี่หลิงที่กำลังเหม่อลอยทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างโดยใช้มือสองข้างค้ำคางเอาไว้ สะดุ้งโหยงก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนสาวที่ยืนหน้าบึ้งอยู่
“จิ้งจิ้ง เธอจะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย? ฉันไม่ได้หูหนวกสักหน่อย”
“ได้ยินเหรอ?” ถานจิ้งอี๋แค่นหัวเราะ
“ถ้าฉันไม่ตะโกนขนาดนี้ ก็คงนึกว่าเธอหูหนวกไปแล้ว เรียกกี่ครั้งก็ไม่ยอมตอบ”
“ฉันเรียกเธอไปกี่ครั้งแล้ว?” เมื่อถูกเพื่อนย้อนถาม เซี่ยอวี่หลิงก็ทำหน้ามึนงง
“เรียกไปกี่ครั้งงั้นเหรอ?” เห็นท่าทางไร้เดียงสาของเพื่อนรักแล้ว ถานจิ้งอี๋แทบจะกระอักเลือด
“ช่วยเอาคำว่า ‘เหรอ’ ออกไปจากประโยคเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ถามจริงๆ เถอะอวี่หลิง เมื่อกี้เธอเหม่อคิดอะไรอยู่? ถึงได้ใจลอยขนาดนั้น?” ถานจิ้งอี๋จ้องจับผิดเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่มีอะไรหรอก” เซี่ยอวี่หลิงส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร?” ถานจิ้งอี๋ไม่เชื่อคำพูดนั้น เธอเหยียดยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วเอ่ยแซว
“หรือว่ากำลังคิดถึงพ่อหนุ่มเจ้าของร้านคนนั้นอยู่?”
“บ้า... จะไปคิดถึงได้ยังไง...”
ปฏิเสธไปแล้ว แต่ใบหน้าของเซี่ยอวี่หลิงกลับขึ้นสีระเรื่ออย่างรวดเร็ว เมื่อครู่เธอก็แค่เหม่อลอยเฉยๆ ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำเป็นประจำหรอกหรือ? แล้วจะไปคิดถึงเถ้าแก่อะไรนั่นได้ยังไงกัน...
ทว่าทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้ ภาพตอนที่หลินฮ่าวกำลังตั้งใจทำบะหมี่เมื่อช่วงเช้าก็ลอยเข้ามาในหัว ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนรู้สึกเขินอายขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
“ยังจะบอกว่าไม่มีอีก หน้าเธอแดงไปหมดแล้วนะ ทุกครั้งที่โกหกเป็นต้องเป็นแบบนี้ทุกที”
เสียงของถานจิ้งอี๋ดังขึ้นข้างหู เซี่ยอวี่หลิงเพิ่งเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเพื่อนสาวเข้าพอดี เธอรีบแก้ตัวด้วยความลนลาน
“จิ้งจิ้ง อย่าพูดมั่วสิ ฉันไม่ได้คิดสักหน่อย”
“ไม่เชื่อหรอก”
“ฉันไม่ได้คิดจริงๆ นะ...”
เซี่ยอวี่หลิงเริ่มร้อนรน ถ้าปล่อยให้เพื่อนสาวเข้าใจผิดไปไกลกว่านี้ เธอคงโดนล้อไม่เลิกแน่ๆ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ถานจิ้งอี๋มั่นใจว่าเพื่อนของเธอมีพิรุธ ตอนแรกกะจะแกล้งเล่นสนุกๆ แต่พอเห็นเพื่อนเริ่มลนลาน ถานจิ้งอี๋จึงยอมหยุดล้อ
“โอเคๆ เชื่อก็ได้ พอใจหรือยัง?”
“เธอไม่เชื่อหรอก” เซี่ยอวี่หลิงเบะปาก
พวกเธอรู้จักกันมานานจนรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จะดูไม่ออกได้ยังไงว่าเพื่อนกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อถูกจับได้ ถานจิ้งอี๋ก็เลิกแสร้งทำเป็นเนียน เธอจ้องหน้าเพื่อนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
“เถ้าแก่คนนั้นก็ดูดีไม่ใช่เหรอ? ชอบเขาไม่ใช่เรื่องเสียหายสักหน่อย อีกอย่าง ฉันอุตส่าห์ไปขอวีแชทเขามาให้ถึงที่ ถ้าเธอไม่รีบใช้ประโยชน์ ก็เสียเปล่าแย่”
“จิ้งจิ้งคนบ้า! ถ้ายังพูดมั่วๆ อีก ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่”
“โฮ่ๆ แม่สาวน้อยอวี่หลิงเริ่มปีกกล้าขาแข็งแล้วเหรอ กล้าพูดแบบนี้กับแม่เหรอ? แน่จริงก็เข้ามาสิ!”
“เข้ามาก็เข้ามา อย่าหนีนะ!”
“ใครหนีก็หมาแล้ว! ฮ่าๆ เจ้าเหมียวน้อยกำลังจะกางเล็บแล้วสินะ...”
...
อีกด้านหนึ่ง
ในขณะที่สองสาวกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน หลินฮ่าวที่นั่งขบคิดแผนการอยู่ในร้านมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็เริ่มเห็นทางสว่าง ตอนแรกเขาคิดว่าการหาลูกค้าวันละสิบคนคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอเอาเข้าจริงกลับพบว่าเขามองโลกในแง่ดีเกินไป
การเปิดร้านนั้นยากกว่าที่เขาคิดไว้มาก เพื่อที่จะพิชิตภารกิจให้สำเร็จ หลินฮ่าวตัดสินใจว่าเขาควรจะเป็นฝ่ายรุกบ้าง แทนที่จะนั่งรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเหมือนที่ผ่านมา แม้จะมีฐานลูกค้าเก่าจากเจ้าของร้านคนเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง แต่หลังจากที่เขาเข้ามาเทคโอเวอร์ หลินฮ่าวยังไม่มีโอกาสได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองเลย ลูกค้าเก่าเหล่านั้นจึงไม่ได้มีความภักดีต่อร้านมากพอที่จะกลับมาทานบ่อยๆ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงเที่ยงก็เป็นตัวพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
น่าอายไม่น้อยเลย...
ทำเลร้านเลขที่ 83 บนถนนหลินไห่แห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับย่านมหาวิทยาลัยของเมืองเจียงไห่ ตามหลักแล้วควรจะมีลูกค้าเป็นกลุ่มนักศึกษาจำนวนมากโดยไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขาย แต่ปัญหาคือร้านของเขาตั้งอยู่ในมุมอับ อีกทั้งไม่ไกลจากที่นั่นยังมีถนนสายอาหารที่โด่งดังที่สุดของย่านมหาวิทยาลัยอยู่ถึงสองสาย ผู้คนส่วนใหญ่จึงพากันไปที่นั่นกันหมด
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ พอเห็นเขาที่เป็นเจ้าของร้านหน้าใหม่และอายุน้อย แทบไม่มีใครอยากจะก้าวเท้าเข้ามาลองกินเลยสักคน ดังนั้น หลินฮ่าวจึงต้องงัดกลยุทธ์บางอย่างออกมาเพื่อดึงดูดลูกค้า วิธีที่ง่ายและเห็นผลที่สุดก็คือการทำโฆษณา และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทันตาเห็น เขาต้องจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมให้น่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อสร้างความสนใจให้ผู้คนหันมามองร้านของเขา
พูดง่ายๆ ก็คือ ยอมขาดทุนเพื่อเรียกแขก หลินฮ่าวคิดไว้หมดแล้ว จะเล่นลูกเล่นอะไรต้องมีชั้นเชิง แต่ต้องไม่ใช่การหลอกลวงแบบร้านค้าไร้คุณธรรม เพราะสังคมสมัยนี้ไม่มีใครโง่ ถ้าเขาปฏิบัติกับลูกค้าเหมือนคนโง่ สุดท้ายคนที่ซวยก็คือตัวเขาเอง
หลังจากคิดทบทวนอยู่นาน หลินห่าวก็ตัดสินใจจะจัดแคมเปญ 'กินครบรับของขวัญ' โดยของขวัญต้องมีคุณภาพพอสมควรถึงจะดึงดูดใจได้ ถ้าแค่ลดราคาเพียงไม่กี่หยวน คงไม่มีใครยอมเดินมาไกลถึงที่นี่เพื่อประหยัดเงินแค่นั้น
เมื่อตัดสินใจได้ หลินห่าวก็ปิดร้านแล้วมุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เขากวาดซื้อพวงกุญแจสวยๆ กล่องดนตรี แฟลชไดรฟ์น่ารักๆ รวมไปถึงตุ๊กตาและฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนมาจำนวนหนึ่ง ของพวกนี้ราคาไม่ใช่เล่นๆ เลย ครั้งนี้หลินฮ่าวถือว่ายอมทุ่มสุดตัว
เมื่อกลับมาถึงร้าน หลินฮ่าวมองกล่องของขวัญที่เสียเงินไปเกือบสองพันหยวนแล้วก็รู้สึกเจ็บใจเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงรางวัลภารกิจหนึ่งแสนหยวนที่จะได้รับ เขาก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือการโฆษณา
ในยุคของข้อมูลข่าวสาร ช่องทางที่เร็วที่สุดคืออินเทอร์เน็ต และกลุ่มลูกค้าหลักของเขาคือนักศึกษาที่ออนไลน์อยู่ตลอดเวลา หลินฮ่าวจึงไม่รอช้า เขาเข้าสู่เว็บบอร์ดแนะนำร้านอาหารที่ได้รับความนิยมที่สุดในย่านนี้ สมัครไอดี และเริ่มตั้งกระทู้ทันที
เขาเรียบเรียงเนื้อหาโดยสรุปรายละเอียดโปรโมชั่น สถานที่ และเวลาเปิดปิดให้ชัดเจน พร้อมทั้งอัปโหลดภาพถ่ายของของสมนาคุณที่เขาซื้อมาวางเรียงรายกันไว้อย่างสวยงาม แต่แล้ว หลินฮ่าวก็ต้องชะงักเมื่อมองไปที่ช่องหัวข้อกระทู้
เขาต้องตั้งชื่อให้มันดูดึงดูดใจมากกว่านี้...
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ หลินห่าวก็ตัดสินใจเคาะแป้นพิมพ์ด้วยความมุ่งมั่น
“ด่วน! กลางวันแสกๆ พ่อหนุ่มยุค 90 ถึงกับยอมทำเรื่องแบบนี้กลางถนน...”