ตอน 38

บทที่ 37 : ฉันเหมือนจะฝันไปเลย


เมื่อมองไปที่เซี่ยอวี่หลิงที่ยังคงนอนยิ้มแฉ่งอยู่ในอ้อมกอดของหลินฮ่าว ถานจิ้งอี๋ก็ถึงกับสติแตกจบสิ้นแล้ว!


เซี่ยอวี่หลิงบ้าไปแล้วจริงๆ มีอย่างที่ไหนไปถามคนอื่นเขาแบบนั้น? นอนซุกอยู่ในอ้อมอกเขาแล้วถามว่า ‘นายชอบฉันหรือเปล่า?’ เนี่ยนะ? ยางอายยังมีอยู่ไหมเนี่ย!


ถานจิ้งอี๋รู้สึกอับอายแทนเซี่ยอวี่หลิงจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สิ่งที่ทำให้เธอสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิมก็คือเซี่ยอวี่หลิงถึงกับกล้าเอื้อมมือไปหยิกแก้มหลินฮ่าวต่อหน้าประชาชีตั้งมากมาย ต้องใช้ความกล้าขนาดไหนกัน?


แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเซี่ยอวี่หลิงคนที่ปกติพูดจาเสียงเบาหวิวราวกับกระซิบคนนั้น?


หรือว่า...ในขณะที่ถานจิ้งอี๋กำลังนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง หลินฮ่าวเองก็เริ่มทำตัวไม่ถูกเหมือนกันแก้มของเขาถูกหยิกเข้าให้แล้ว

แถมไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย


โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยอวี่หลิงที่ดูจะเอ็นจอยสุดๆ หลินฮ่าวก็แทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะถามเธอตรงนั้นเลยว่า ‘สัมผัสเป็นยังไงบ้างล่ะ?’ มีใครเขามาฉวยโอกาสกันหน้าด้านๆ แบบนี้บ้างไหม?


เขาเองก็ต้องรักษาภาพพจน์เหมือนกันนะ!


ยัยคนฉวยโอกาส!


ตั้งแต่เล็กจนโตนอกจากญาติผู้ใหญ่ในบ้านแล้ว แก้มเขาก็ไม่เคยถูกใครหยิกแบบนี้มาก่อน ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเขาต้องมาจบสิ้นลงแค่นี้หรือนี่ แล้วต้องเป็นตอนที่แสงแฟลชจากรอบข้างสว่างวาบขึ้นมาหลายครั้งพอดี


พอกวาดสายตามองไป หลินฮ่าวก็เห็นนักศึกษาสาวหลายคนกำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปคราวนี้แหละซวยของจริง ถึงแม้ว่าพอหลินฮ่าวตวัดสายตาไปมอง พวกที่แอบถ่ายรูปจะรีบเก็บมือถือกันด้วยความเก้อเขิน แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ก็ถูกพวกเธอถ่ายเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว


ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของเขาป่นปี้หมด!


พอหันกลับมามองเซี่ยอวี่หลิงที่อยู่ในอ้อมกอด เธอก็ยังคงทำหน้าตาสะลึมสะลืออยู่นี่คงไม่ได้ไข้ขึ้นสูงจนสมองกลับไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม?


แต่ดูจากสภาพแล้ว ไม่น่าจะใช่เพราะพิษไข้จนเลอะเลือน น่าจะเหมือนคนเมาเหล้ามากกว่า ขอร้องล่ะ อย่าเพี้ยนไปจริงๆ เลยนะ ไม่อย่างนั้นถ้ายัยนี่มาโม้เอาความรับผิดชอบจากเขาจะทำยังไง?


เขาแค่นำอาหารมาส่ง แล้วก็อุตส่าห์หวังดีพาเธอไปส่งที่ห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยแต่ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?พูดไม่ออกเลยจริงๆ!


ปล่อยให้เซี่ยอวี่หลิงหยิกแก้มไปอีกสองสามที ในที่สุดหลินฮ่าวก็สบโอกาสจับตัวเซี่ยอวี่หลิงลงมายืนได้สำเร็จ หลังจากส่งตัวเธอให้กับถานจิ้งอี๋ เขาก็รีบปั่นจักรยานสามล้อคันจิ๋วเผ่นแน่บไปทันที


ขืนให้อยู่ต่อเขาไม่กล้าหรอกถ้ายังขืนอยู่ตรงนี้ต่อไป เดี๋ยวได้ตายกันพอดี คนที่บ้านเลี้ยงดูเขามาจนโตป่านนี้มันง่ายนักหรือไง? ก็แค่มาส่งอาหาร ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงขนาดนี้ด้วย?


ครั้งหน้าต่อให้พูดร่ายมนตร์ยังไงเขาก็ไม่มาส่งแล้วมองดูหลินฮ่าวที่ตกใจจนเตลิดหนีไป แล้วหันกลับมามองเซี่ยอวี่หลิงที่เกาะแกะอยู่บนตัวเธอพร้อมกับยิ้มแป้น ถานจิ้งอี๋รู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือนจริงๆ วันนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?


เดิมทีถานจิ้งอี๋กะจะรอให้จวงเวยเวยและอวี๋ซินตามมาสมทบ แล้วค่อยช่วยกันหิ้วปีกเซี่ยอวี่หลิงกลับหอพัก แต่พอสังเกตเห็นว่าคนรอบข้างหลายคนกำลังแอบมองพวกเธอสองคนอยู่ เธอเลยจำใจต้องกลั้นใจแบกเซี่ยอวี่หลิงขึ้นตึกไปเอง


หอพักของพวกเธออยู่ตั้งชั้นสี่ กว่าจะแบกเซี่ยอวี่หลิงกลับไปถึงห้องได้ ถานจิ้งอี๋ก็รู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วครึ่งหนึ่ง

นี่เธอไปทำเวรกรรมอะไรไว้นักหนาเนี่ย?


ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ วันนี้พวกเธอทั้งสามคนคงไม่ทิ้งเซี่ยอวี่หลิงที่กำลังป่วยให้อยู่คนเดียวแล้วออกไปข้างนอกหรอก ถานจิ้งอี๋ตระหนักรู้ซึ้งถึงความผิดพลาดของตัวเองอย่างสุดซึ้ง


หลังจากโยนเซี่ยอวี่หลิงลงบนเตียงและห่มผ้าให้เสร็จสรรพ ถานจิ้งอี๋ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเอง ร่างกายที่เกร็งมาตลอดผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิงรอดตายสักที!


ผ่านไปสักพัก จวงเวยเวยกับอวี๋ซินก็กลับมาถึง เมื่อเห็นถานจิ้งอี๋นอนแผ่หราอยู่บนเตียง อวี๋ซินก็ถามด้วยความประหลาดใจ


"เอ๊ะ จิ้งจิ้ง ทำไมเธอถึงไปนอนแหม็บอยู่บนเตียงแบบนั้นล่ะ?"


"อย่าถามเลย กว่าจะลากยัยตัวดีนี่กลับมาได้ วันนี้ฉันแทบจะสิ้นชีพ"


ถานจิ้งอี๋ที่นอนอยู่บนเตียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงพอได้ยินถานจิ้งอี๋พูดแบบนั้น แล้วหันไปเห็นเซี่ยอวี่หลิงที่ถูกลากกลับมาเรียบร้อยแล้ว จวงเวยเวยก็อดขำไม่ได้


"พรืด! เธอนี่ก็ไม่หัดรอพวกเราบ้างเลยนะ แบกเสี่ยวอวี่หลิงขึ้นมาคนเดียวได้เนี่ย เก่งไม่เบาเลย"


"คิดว่าฉันอยากทำนักหรือไง?"


ถานจิ้งอี๋กลอกตาบนไปหลายตลบพอเริ่มได้สติกลับมาบ้าง ถานจิ้งอี๋ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นข้างล่างเมื่อครู่นี้ให้จวงเวยเวยกับอวี๋ซินฟังอย่างละเอียดละออทุกกระเบียดนิ้ว


"เอาจริงดิ?"


"แบบนี้มันก็ออกจะ..."


หลังจากได้รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดจากปากถานจิ้งอี๋ ทั้งจวงเวยเวยและอวี๋ซินก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง โชคดีนะที่เมื่อกี้พวกเธอไม่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไม่อย่างนั้นคงอายม้วนแทรกแผ่นดินหนีไปแล้ว


"ไม่ถูกสิ หรือว่าอวี่หลิงจะไข้ขึ้นจนเพ้อไปแล้วจริงๆ ทำไมถึงทำเรื่องแบบนั้นลงไปได้?"


ถึงแม้จะไม่สงสัยในคำพูดของถานจิ้งอี๋ แต่อวี๋ซินก็ยังรู้สึกรับได้ยากอยู่ดี


"เห็นเบียร์สองกระป๋องนั้นไหมล่ะ?"


ถานจิ้งอี๋ลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วชี้ไปที่กระป๋องเบียร์สองกระป๋องบนโต๊ะของเซี่ยอวี่หลิง พลางพูดด้วยความเอือมระอา


"ฉันเดาว่าเธอคงแอบดื่มเบียร์เข้าไปเพราะเป็นหวัดแน่ๆ ไม่งั้นแค่ไข้ขึ้นอย่างเดียวคงไม่ถึงขั้นเพี้ยนหลุดโลกขนาดนั้นหรอก"


เมื่อได้ยินดังนั้นจวงเวยเวยกับอวี๋ซินก็รีบเดินไปดูเบียร์สองกระป๋องบนโต๊ะของเซี่ยอวี่หลิงทันทีและพบว่ามันถูกดื่มไปแล้วเกินครึ่งจริงๆ คราวนี้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง


หากเซี่ยอวี่หลิงแอบดื่มเหล้าเข้าไปล่ะก็ ทุกอย่างก็อธิบายได้หมดเซี่ยอวี่หลิงเป็นคนคอพับ ดื่มเหล้าไม่ได้เลยต่อให้เป็นเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ไม่สูงก็ไม่รอดเพราะทันทีที่เซี่ยอวี่หลิงแตะต้องแอลกอฮอล์ เธอจะเมาปลิ้นได้ง่ายมากๆ


และเมื่อไหร่ที่เมาเธอจะชอบพูดจาเลอะเทอะ แถมยังชอบทำพฤติกรรมแปลกประหลาดที่ทำให้คนอื่นรับมือไม่ทัน เหมือนกับที่ทำลงไปที่ชั้นล่างเมื่อครู่นี้เด๊ะเลย


ดังนั้นพวกเธอจึงไม่เคยยอมให้เซี่ยอวี่หลิงแตะของมึนเมาพวกนี้เลยและตัวเซี่ยอวี่หลิงเองก็รู้ลิมิตของตัวเองดี ปกติแล้วเธอจึงแทบจะไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย


บางทีครั้งนี้อาจจะเพราะเป็นหวัด เซี่ยอวี่หลิงที่รู้สึกไม่สบายตัวเลยคิดจะดื่มเหล้าสักนิดเพื่อจะได้หลับสบายขึ้น ผลก็คือแม้แต่ตัวเธอเองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาในวันนี้


พอคิดมาถึงตรงนี้ ถานจิ้งอี๋ จวงเวยเวย และอวี๋ซินต่างก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางเซี่ยอวี่หลิงที่หลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความสงสาร

ถ้าเกิดเธอตื่นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่รู้ว่าจะสติแตกเป็นบ้าไปเลยหรือเปล่า


เมื่อราตรีเริ่มคล้อยต่ำลง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงห้าทุ่ม เซี่ยอวี่หลิงที่หลับไปเนิ่นนานก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง


"เอ๊ะ? พวกเธอกลับมากันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"


ขยี้ตาสองสามทีแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง พอเซี่ยอวี่หลิงเห็นถานจิ้งอี๋ จวงเวยเวยและอวี๋ซินอยู่ในหอพัก เธอก็ถึงกับชะงักไปชั่วครู่


"ตื่นแล้วเหรอ? หัดดูเวลาบ้างนะว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว"


จวงเวยเวยที่กำลังแปะมาสก์หน้าอยู่ หันไปมองเซี่ยอวี่หลิงที่กำลังทำหน้างงงวยด้วยความระอาใจ


"กี่โมงแล้วอะ?"


พอได้ยินจวงเวยเวยพูดแบบนั้น เซี่ยอวี่หลิงก็หน้าเหวอไปเล็กน้อย พอหันไปมองท้องฟ้าด้านนอกที่มืดสนิทไปแล้วก็อดบ่นอุบอิบไม่ได้


"นี่ฉันหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ?"


"วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอจำอะไรไม่ได้เลยงั้นสิ?"


เมื่อเห็นเซี่ยอวี่หลิงยังคงทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและบ่นพึมพำกับตัวเอง ถานจิ้งอี๋ก็ทักขึ้นมา


"นี่คงไม่ได้ภาพตัดไปหรอกใช่ไหม?"


"ลองคิดดูดีๆ สิ ว่าเธอจำอะไรได้บ้าง?" ในตอนนั้นอวี๋ซินที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จก็เดินกลับมาสมทบพอดี


"วันนี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ?" พอถูกทั้งสามคนสะกิดเตือน เซี่ยอวี่หลิงก็ขมวดคิ้วแล้วเริ่มย้อนความทรงจำ


ผ่านไปพักใหญ่เซี่ยอวี่หลิงมองรูมเมททั้งสามคนที่รอคอยคำตอบจากเธออย่างจดจ่อแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจว่า


"ฉันเหมือนจะฝันไปเลย..."


เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยอวี่หลิงในตอนนี้ ถานจิ้งอี๋ก็รู้ทันทีว่าเธอคงจะนึกอะไรออกบ้างแล้ว จึงแกล้งสะกิดเตือนด้วยน้ำเสียงมีนัยยะแอบแฝง


"ฝันเห็นเถ้าแก่น้อยคนนั้นล่ะสิ?"


"เธอรู้ได้ไง?!" สิ้นเสียงเซี่ยอวี่หลิงก็โพล่งออกมาด้วยสีหน้าราวกับเห็นผี เธอจ้องมองถานจิ้งอี๋ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ


"ก็เธอเล่นพุ่งเข้าไปกอดเขาเองเลยนี่!"


"ไม่แค่นั้นนะ เธอยังไปหยิกแก้มเขาด้วย!"


"แถมยังไปนอนซบอยู่ในอ้อมกอดเขา แล้วถามว่าเขาชอบเธอหรือเปล่าอีกต่างหาก!"


เมื่อพบว่าเซี่ยอวี่หลิงดูเหมือนจะยังแยกแยะระหว่างความจริงกับความฝันไม่ออก ในฐานะเพื่อนสาวแสนดี ถานจิ้งอี๋ จวงเวยเวยและอวี๋ซินจึงพากัน ‘แสดงความหวังดี’ ช่วยกันรื้อฟื้นความทรงจำให้เธอ


"ว๊ากกก..."


พอตระหนักได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และไม่ใช่แค่ความฝันอย่างที่คิด สภาพจิตใจของเซี่ยอวี่หลิงก็แตกสลายในชั่วพริบตา

เมื่อมองดูเซี่ยอวี่หลิงที่มุดหน้าหนีความอายเข้าไปในผ้าห่ม ถานจิ้งอี๋ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่


"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ยัยนี่น่าจะใกล้บ้าเต็มที..."


จวงเวยเวย : "เร้าใจสุดๆ!"


อวี๋ซิน : "สู้เขานะเว้ย!!"