ตอน 25

บทที่ 25 เหมือนว่าฉันจะตกหลุมรักเข้าแล้ว


หลินฮ่าวจ้องมองตัวเองในกระจกด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา

เขายังคงเป็นหลินฮ่าวคนเดิม ใบหน้าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปแต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นกลับต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เมื่อก่อนหลินฮ่าวถือว่าเป็นคนหน้าตาดีพอสมควร เพียงแต่เพราะไม่ค่อยได้ดูแลตัวเอง บวกกับการโหมงานหนักและอดหลับอดนอน ผิวพรรณจึงดูหมองคล้ำและซูบซีด แต่มาตอนนี้นอกจากผิวพรรณจะเปล่งปลั่งขึ้นแล้ว ออร่าโดยรวมของเขายังดูสง่าผ่าเผยอย่างบอกไม่ถูก

ร่างกายของเขามีการเปลี่ยนแปลงไปหลายจุด เขาสำรวจมือของตัวเองที่ดูขาวสะอาดและเรียวสวย แม้แต่รอยแผลเป็นเล็กๆ ที่เคยได้มาจากการช่วยงานในนาสมัยเด็กก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น

นี่มันมือของเขาจริงๆ หรือ? สวยเกินไปแล้ว!

ซวยแล้ว... หลินฮ่าวเพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังถูก ‘เสน่ห์ของตัวเอง’ สะกดเข้าให้เสียแล้ว

ถ้าเขาเดินออกไปข้างนอกแบบนี้ จะไปทำให้สาวๆ ใจละลายไปกี่คนกัน?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ตื่นเต็มตา ความง่วงงุนมลายหายไปสิ้น จนถึงตอนนี้หลินฮ่าวถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า คำว่า ‘ตื่นมาเพราะความหล่อของตัวเอง’ นั้นมันมีอยู่จริง

หลังจากหยุดหลงใหลในรูปลักษณ์ตัวเอง หลินฮ่าวก็จัดการแปรงฟันล้างหน้า จ้องมองกระจกเพื่อ ‘ทำความรู้จัก’ กับตัวเองอีกรอบ ก่อนจะเดินเข้าครัวไปเตรียมมื้อเช้า เพราะรางวัลการเช็คอินวันนี้ทำให้เขามีความสุขมาก เขาจึงอยากจะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย

เขาต้มโจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่เนื้อหมู และออกไปซื้อปาท่องโก๋สองตัวจากหน้าหมู่บ้านมาทานคู่กัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาดูดีขึ้นหรืออย่างไร หลินฮ่าวสังเกตเห็นว่าป้าคนขายปาท่องโก๋ยังอดไม่ได้ที่จะจ้องมองเขาถึงสองรอบ

หลังมื้ออาหาร หลินฮ่าวออกไปเอาเสื้อผ้าที่ส่งซักไว้เมื่อวาน เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นไปอีก สมคำร่ำลือที่ว่า ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ จริงๆ

หลินฮ่าวแอบสงสัยว่าความหล่อเหลาที่ผ่านมาของเขา อาจจะถูกกลบฝังไว้เพียงเพราะไม่มีเสื้อผ้าชุดดีๆ แบบนี้สวมใส่ก็ได้ หลังจากจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยและเช็กเวลาดู หลินฮ่าวก็ฮัมเพลงเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน วันนี้แสงแดดข้างนอกดูสดใสขึ้นเป็นกอง

หลินฮ่าวไม่ได้เลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วนเพราะไม่ว่ารถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ต่างก็แน่นขนัด เขาจึงตัดสินใจเช่าจักรยานสาธารณะริมทางปั่นไปยังตลาดสดใกล้ๆ เพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับทำเสี่ยวหลงเปาเมื่อซื้อของเสร็จและช่วงเวลาเร่งด่วนผ่านพ้นไป เขาก็ขึ้นรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าสู่ย่านมหาวิทยาลัย

เมื่อมาถึงร้านหลินฮ่าวล้างมือและเริ่มลงมือทำเสี่ยวหลงเปา ท่าทางทุกอย่างของเขาดูคล่องแคล่ว ทุกรายละเอียดประทับอยู่ในใจ ใบหน้าที่แสดงออกถึงความตั้งใจและสมาธิที่แน่วแน่


ทำให้หลินฮ่าวในวัยยี่สิบต้นๆ ดูเหมือนปรมาจารย์ที่มีประสบการณ์สูง บรรยากาศระหว่างการทำงานนั้นชวนมองจนน่าหลงใหล เมื่อทุกอย่างพร้อม เสี่ยวหลงเปาก็ถูกนำขึ้นซึ้งนึ่ง ขั้นตอนต่อไปก็แค่รอ

หลินฮ่าวล้างมือแล้วเดินออกมาจากครัวพร้อมกับแล็ปท็อป เขาเลือกที่นั่งติดผนังในร้าน เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมา

เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงเวลาที่ลูกค้าจะมาทานมื้อเที่ยง เขาจึงไม่คิดจะปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เตรียมตัวจะท่องโลกอินเทอร์เน็ตสักหน่อย

เขาเปิดเครื่องเล่นเพลงเพื่อเปิดเพลงที่ชอบ จากนั้นก็เข้าเว็บเบราว์เซอร์ สิ่งแรกที่เขาทำคือการเช็กข่าวสารทั้งในและต่างประเทศว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง ก่อนจะกดเข้าไปในเว็บไซต์ของย่านมหาวิทยาลัยใกล้ๆ ซึ่งเป็นเว็บไซต์เดียวกันกับที่เขาเคยใช้โพสต์โปรโมทร้านเมื่อวันก่อน

เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การรับสมัครงาน งานพาร์ทไทม์ ตลาดสินค้ามือสอง ไปจนถึงการสื่อสารทางสังคม ซึ่งเน้นบริการนักศึกษาในย่านนี้เป็นหลัก และแน่นอนว่ามันมีประโยชน์กับเจ้าของร้านอย่างเขาไม่น้อย

ในเมื่อตั้งใจจะเปิดร้านนี้ต่อไป เขาก็ต้องศึกษาทำเลและสถานการณ์รอบๆ ให้ดี เผื่อวันหน้าจะทำอะไรต่อมิอะไรก็สะดวกขึ้น หลังจากไล่ดูข้อมูลรอบๆ มหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง หลินฮ่าวก็คลิกเข้าไปในห้อง ‘แนะนำอาหาร’ ที่เขาเคยเข้าไปโพสต์ไว้

“เอ๊ะ?”

เดิมทีเขาแค่จะเปิดผ่านๆ เผื่อเจอร้านอาหารขึ้นชื่อแถวนี้บ้าง แต่เขากลับไปเห็นกระทู้ที่พูดถึงร้านเล็กๆ ของเขา

[เมื่อวานตอนเที่ยงได้ลองชิมเสี่ยวหลงเปาที่อร่อยที่สุดในชีวิต! ครั้งแรกเลยที่ได้กินแบบนี้ ขอแนะนำทุกคนสุดๆ เลยครับ...]

เมื่ออ่านรายละเอียดคร่าวๆ หลินฮ่าวก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ นี่เป็นกระทู้รีวิวที่ช่วยโปรโมทร้านของเขา เห็นได้ชัดว่ามีลูกค้าที่มาทานเสี่ยวหลงเปาเมื่อวานแล้วอดใจไม่ไหวจนต้องมาตั้งกระทู้บอกต่อ

เมื่อเห็นดังนั้น หลินฮ่าวก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที นั่นหมายความว่าเขาได้แฟนพันธุ์แท้เพิ่มมาคนหนึ่งและมันทำให้เขารู้สึกภูมิใจไม่น้อย การที่ลูกค้าพึงพอใจจนถึงขั้นอาสาโปรโมทร้านให้ ก็ถือเป็นการยอมรับและชื่นชมอย่างสูงสุดแล้ว

เขาไล่อ่านความคิดเห็นด้านล่าง มีทั้งคนที่สงสัยและคนที่แสดงความสนใจว่าจะแวะมาลองชิม สำหรับหลินฮ่าว นี่ถือเป็นของขวัญที่ไม่คาดฝัน นอกเหนือจากการที่ร้านจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว มันยังเป็นการเริ่มต้นของ ‘ปากต่อปาก’ อีกด้วย

ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ยังไม่ทันถึงสิบเอ็ดโมง ก็มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

“เจ้าของร้านครับ ร้านที่เขาแนะนำบนเน็ตว่าเสี่ยวหลงเปาอร่อย ใช่ร้านนี้หรือเปล่า?”

พออีกฝ่ายเปิดประโยคมา หลินฮ่าวก็รู้ทันทีว่าพวกเขามาเพราะรีวิวบนเน็ต

“ใช่ครับ!”

หลินฮ่าวเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของลูกค้าที่เปิดกระทู้นั้นไว้ เมื่อยืนยันถูกต้อง เขาก็พยักหน้าตอบ

เมื่อได้คำตอบ ลูกค้าก็พูดทันทีว่า


“งั้นขอเสี่ยวหลงเปาหนึ่งที่ก่อนนะครับ พวกเราอยากลองชิมดู”

คนที่มามีทั้งหมดสามคน แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังไม่แน่ใจว่าเสี่ยวหลงเปาจะอร่อยเหมือนที่รีวิวบอกจริงไหม จึงสั่งมาลองก่อนชุดหนึ่งเพื่อตัดสินใจว่าจะสั่งเพิ่มหรือไม่

ในขณะที่หลินฮ่าวเตรียมจะรับออเดอร์ เพื่อนอีกสองคนที่มาด้วยกันก็สังเกตเห็นป้ายราคาบนผนัง จึงแอบสะกิดคนที่สั่งแล้วกระซิบเสียงเบา


“อย่าเพิ่งสั่งเลย ดูนี่สิ เสี่ยวหลงเปาหนึ่งที่ตั้งสามสิบแน่ะ!”

คนที่ตอนแรกไม่ได้สังเกต พอได้ยินเพื่อนพูดเช่นนั้นก็หันไปดูราคาบนผนัง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

“เจ้าของร้าน เสี่ยวหลงเปาที่นี่ราคาชุดละสามสิบเหรอ?”

“ใช่ครับ”

“มันมีอะไรพิเศษเหรอ?”

“อร่อยครับ”

“ขอดูของจริงก่อนได้ไหม?”

“ได้ครับ!”

หลินฮ่าวตอบรับพร้อมรอยยิ้มโดยไม่มีความรำคาญใจแม้แต่น้อย เขาหยิบซึ้งนึ่งเสี่ยวหลงเปาลงมาเปิดให้ดู

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าหนึ่งที่ได้เสี่ยวหลงเปาแค่หกชิ้น แถมลูกยังไม่ได้ใหญ่มาก ทั้งสามคนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พวกเขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วเดินออกจากร้านไปทันที

หลินฮ่าวได้แต่มองตามหลังไปด้วยความรู้สึกช่วยไม่ได้ สงสัยคงจะเป็นเพราะราคาแพงแถมปริมาณยังน้อย

สำหรับคนกลุ่มนี้หลินฮ่าวไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร ใครอยากทานก็อยู่ ใครไม่อยากทานเขาก็ไม่รั้ง ลูกค้าคือแขกผู้มาเยือน จะไปหรือมานั้นย่อมเป็นสิทธิของพวกเขา

สิ่งที่หลินฮ่าวอยากมอบให้ไม่ใช่แค่ความอร่อยแต่รวมถึงความรู้สึกดีๆ ด้วย เขาหวังว่าลูกค้าทุกคนที่แวะเวียนมาที่นี่ จะได้รับความสุขไปพร้อมกับมื้ออาหาร

ส่วนเสี่ยวหลงเปาที่หยิบออกมาแล้ว หลินฮ่าวก็ไม่ได้คิดจะเก็บคืน เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วจัดการทานเองเสียเลย ไหนๆ ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ทานรองท้องไปก่อนก็ไม่เสียหาย

ในจังหวะที่หลินฮ่าวกำลังเคี้ยวชิ้นที่สอง ก็มีคนเดินเข้ามาในร้านอีกคน เป็นเด็กสาวคนหนึ่งแถมดูคุ้นตามากเหมือนเคยมาที่นี่มาก่อน หลินฮ่าวพอจะจำเธอได้ลางๆ

ในขณะเดียวกันหยางซีที่เดินเข้ามาในร้าน ก็เห็นหลินฮ่าวกำลังถือซึ้งเล็กๆ ทานเสี่ยวหลงเปาอยู่ สีหน้าของเธอจึงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ หยางซีก็มีความลังเลดูเหมือนเธอจะเกรงใจไม่กล้าขัดจังหวะเวลาทานอาหารของหลินฮ่าว

โชคดีที่หลินฮ่าวสังเกตเห็นเธอ เขาจึงรีบกลืนชิ้นที่สองลงคอ แล้ววางตะเกียบลง ก่อนจะรีบต้อนรับ


“รับอะไรดีครับคุณผู้หญิง? เมนูอยู่บนผนังนะครับ”

สายตาของหยางซีหยุดจ้องที่ใบหน้าของหลินฮ่าวอยู่อีกเสี้ยววินาที เมื่อได้ยินเสียงของเขา เธอก็เผลอตัวเคลิ้มไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ตัวว่าแสดงอาการเสียมารยาทออกมาจึงรีบหลบสายตาและตอบกลับไปว่า


“เอาเสี่ยวหลงเปาค่ะ”

“รอสักครู่นะครับ!” หลินฮ่าวยิ้มให้อย่างเป็นกันเองพลางผายมือให้เธอนั่งรอที่โต๊ะ

ขณะที่หลินฮ่าวหันหลังไป ในหัวของหยางซีก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงรอยยิ้มเมื่อครู่ของเขา เธอเผลอยกมือขึ้นแตะแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

แม่เจ้า... เหมือนว่าฉันจะตกหลุมรักเข้าแล้ว...