ตอน 21
บทที่ 21 พิชิตใจเจ้าของร้าน แล้วทั้งร้านจะเป็นของคุณ
“ให้ตายเถอะ...”
เมื่อเห็นสีหน้าที่งุนงงของหลินฮ่าว แทนจิ้งอี๋ก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเขกหัวเขาขึ้นมาเสียจริง
นี่เธอ ‘หว่านเสน่ห์’ ขนาดนี้แล้วนะ แต่หลินฮ่าวกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเลยเนี่ยนะ? โอกาสงามๆ แบบนี้ แทนที่เขาจะคว้าเอาไว้ กลับทำเป็นซื่อบื้อไปเสียได้ หรือว่าฉันคนนี้จะสวยไม่พอ?
ไม่มีทาง! ความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมาถูกแทนจิ้งอี๋ปัดตกไปในทันที สรุปได้เลยว่าเจ้าหมอนี่มันพวกผู้ชายซื่อบื้อ... แถมยังเป็นประเภทเหล็กกล้าไร้สนิมที่ตัดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าอีกต่างหาก
ก่อนหน้านี้มาที่ร้านตั้งหลายครั้งเธอก็พอจะเดาออกว่าเขาเป็นคนแบบไหน แต่ไม่นึกว่าจะเข้าขั้น ‘ทึ่ม’ ขนาดนี้ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่น แค่เธอพูดเปิดช่องให้หน่อยก็คงรีบเข้ามาขายขนมจีบแล้วหาเรื่องคุยต่อยาวๆ ไปแล้ว นี่มันโอกาสทองชัดๆ!
หรือว่าหมอนี่จะไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย? มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย... ต้องใช่แน่ๆ มันต้องเป็นแผน ‘จับแต่ทำเป็นปล่อย’ (เล่นตัวเพื่อรุกกลับ) สินะ!
แทนจิ้งอี๋ผู้มีจินตนาการบรรเจิดเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวเสร็จสรรพ อันที่จริงไม่ใช่ว่าเธอแอบชอบหลินฮ่าวหรอก แต่การถูกเขา ‘เมิน’ ใส่แบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง เธอเลยต้องหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองในใจ
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เธอไม่มีทางพูดออกไปแน่ๆ และหลินฮ่าวเองก็ไม่มีทางรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นเธอนิ่งไป เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“จะทานอะไรดี? เลือกจากในรายการบนผนังได้เลย”
คำพูดนี้ทำเอาเขามีมาดของเจ้าของร้านขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อเห็นรายการอาหารบนผนังที่มีตัวเลือกอยู่น้อยนิด หญิงสาวอีกสองคนที่ตามแทนจิ้งอี๋กับเซี่ยอวี่หลิงมาก็ถึงกับพูดไม่ออก
นี่น่ะเหรอ... ที่บอกว่าเลือกได้ตามสบาย?
เซี่ยอวี่หลิงที่เงียบอยู่นานเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมห้องก็พอจะเดาออกว่าพวกเธอกำลังคิดอะไร จึงรีบแก้ต่างให้
“ถึงเมนูจะน้อยไปหน่อย แต่ข้าวผัดไข่กับหมี่น้ำผักที่นี่อร่อยมากเลยนะ”
ยังไงเธอกับแทนจิ้งอี๋ก็เป็นคนพาเพื่อนมา จะปล่อยให้บรรยากาศกร่อยลงไม่ได้ อีกอย่างข้าวผัดไข่กับหมี่น้ำผักร้านนี้อร่อยจริงๆ นั่นแหละ
“จะกินอะไรก็สั่งไปก่อนเลย... เอ๊ะ?”
แทนจิ้งอี๋พยักหน้าเห็นด้วยกับเซี่ยอวี่หลิง สายตากวาดมองเมนูบนผนังแล้วก็ต้องอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ ก่อนจะหันไปถามหลินฮ่าว
“เจ้าของร้าน นี่คุณเพิ่มเมนูเสี่ยวหลงเปาเข้ามาเหรอ? ฉันจำได้ว่าเมื่อวานยังไม่มีเลยนะ”
“ใช่ครับ” หลินฮ่าวพยักหน้า
“ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไงนะ แต่ราคานี่สิ... เสี่ยวหลงเปาร้านคุณทำจากทองคำหรือไง? แพงไม่ใช่เล่นเลยนะ!”
เมื่อเห็นราคา แทนจิ้งอี๋ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม
หลินฮ่าวไม่ได้ใส่ใจคำบ่นของเธอ แต่ลองเชิงถามกลับไป
“รสชาติรับรองว่าเด็ดแน่นอนครับ สนใจลองสั่งสักเข่งไหม?”
“ก็ได้!” แทนจิ้งอี๋ไม่ได้ปฏิเสธ แล้วสั่งทันที
“เอามาเข่งหนึ่งก่อน ถ้าอร่อยค่อยว่ากัน”
“จัดไปครับ!” เมื่อขายเสี่ยวหลงเปาออกไปได้หนึ่งเข่ง อารมณ์ของหลินฮ่าวก็ดีขึ้นเป็นกอง
“งั้นขอข้าวผัดไข่อีกสี่ที่นะ ขอปริมาณน้อยลงหน่อย พวกเราเป็นผู้หญิง กินกันไม่ค่อยเยอะน่ะ”
ไม่นานสี่สาวก็ปรึกษากันและสั่งข้าวผัดไข่เพิ่ม โดยเน้นย้ำเรื่องปริมาณเป็นพิเศษ เพราะตอนที่มาทานครั้งก่อน แทนจิ้งอี๋จำได้ว่าข้าวผัดไข่ของหลินฮ่าวนั้นรสชาติดีเยี่ยม แต่ให้เยอะจนกินแทบไม่หมด ครั้งนี้เลยต้องกำชับไว้ก่อน
อันที่จริงหลินฮ่าวก็สังเกตเห็นปัญหานี้เหมือนกัน เพราะกลัวลูกค้าจะไม่อิ่ม เขาเลยให้ปริมาณมากกว่าร้านทั่วไปเยอะ แต่ก็ส่งผลเสียคือลูกค้าแต่ละคนกินได้ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดอาหารเหลือทิ้งเปล่าๆ เมื่อแทนจิ้งอี๋เสนอมาแบบนี้ เขาก็ยินดีเต็มที่
เสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่งถูกนำมาเสิร์ฟในเวลาไม่นาน
“เข่งหนึ่งมีแค่หกชิ้นเองเหรอ?”
“เจ้าของร้าน คุณขี้งกไปหรือเปล่าเนี่ย?”
“พวกเรามากันสี่คน มีแค่นี้จะให้พวกเราตีกันตายหรือไง?”
“ไม่คุ้มเลย!”
“...”
เมื่อเห็นเสี่ยวหลงเปาที่หลินฮ่าวยกมา หญิงสาวอีกสองคนที่เพิ่งมาครั้งแรกก็อดบ่นอุบไม่ได้ แม้แต่แทนจิ้งอี๋ยังรู้สึกว่าราคาค่อนข้างแรงหลินฮ่าวไม่ได้อธิบายอะไร คำแก้ตัวเป็นร้อยก็ไม่เท่ากับการให้พวกเธอได้ลิ้มลองด้วยตัวเองหรอก
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่พวกเธอได้ชิมเสี่ยวหลงเปา ท่าทีก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที
“ว้าว! เสี่ยวหลงเปานี่อร่อยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
“เจ้าของร้าน ขอเพิ่มอีกสองเข่งค่ะ!”
“ถึงจะแพงไปนิด แต่อร่อยจริงจัง”
“...”
เมื่อเสี่ยวหลงเปาถูกสั่งเพิ่มอีกสองเข่ง อารมณ์ของหลินฮ่าวก็เบิกบานยิ่งขึ้น ที่ทำเอาเขายิ้มแก้มปริกว่านั้นคือ ลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านที่เคยลังเลเพราะเรื่องราคาก็เริ่มกล้าสั่งตามพวกเธอไปติดๆ ยอดขายเสี่ยวหลงเปาพุ่งขึ้นทันตาเห็น
หากไม่รู้ความจริงหลินฮ่าวคงคิดว่าพวกเธอเป็น ‘หน้าม้า’ ที่เขาจ้างมาเองเสียอีก! ทว่าหลินฮ่าวหารู้ไม่ว่าเหล่า ‘หน้าม้า’ ที่ว่า กำลังซุบซิบเรื่องของเขาอยู่
“ฉันบอกแล้วว่าเจ้าของร้านทำอาหารอร่อย พวกเธอไม่เชื่อกันเอง”
แทนจิ้งอี๋พูดไปเคี้ยวเสี่ยวหลงเปาไปพลาง บอกกับหญิงสาวอีกสองคนที่เธอและเซี่ยอวี่หลิงเป็นคนชักชวนมา
“เชื่อแล้วจ้ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งยิ้มรับ ก่อนจะเบนสายตาไปทางเซี่ยอวี่หลิงที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข แล้วพูดหยอกล้ออย่างมีความหมาย
“ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมยัยอวี่หลิงถึงชอบเจ้าของร้านนี้”
พอได้ยินแบบนั้น เซี่ยอวี่หลิงที่กำลังกินอยู่อย่างสงบก็เงยหน้าขึ้นขวับ
“อวี๋ซิน ฉันไม่ได้ชอบซะหน่อย อย่ามาพูดมั่วๆ นะ...”
“ยังจะปฏิเสธอีก ถ้าไม่ได้คิดอะไรแล้วจะทำตัวเลิ่กลั่กไปทำไมล่ะ?”
อวี๋ซินมองไปทางหลินฮ่าวที่อยู่ไกลออกไปแล้วประเมิน
“จะว่าไป เจ้าของร้านนี้หน้าตาดูอ่อนเยาว์ แถมยังหล่อเหลาเอาการเลยนะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ!”
เซี่ยอวี่หลิงพึมพำอย่างหงุดหงิด ก่อนจะถลึงตาใส่แทนจิ้งอี๋ที่กำลังนั่งอมยิ้มดูเรื่องสนุกข้างๆ ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนี่ไปป่าวประกาศในหอพัก ทุกคนก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เธอไปปิ๊งเจ้าของร้านคนนี้ตอนไหนกัน?
“เสี่ยวหลงเปานี่อร่อยจริงนะ อวี่หลิง ไม่พิจารณาหน่อยเหรอ?”
“เสี่ยวหลงเปาอร่อยแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน!” เซี่ยอวี่หลิงไปไม่เป็น
“เธอโง่หรือเปล่า?” อวี๋ซินกรอกตาใส่
“เธอก็ลองคิดดูสิ ถึงเสี่ยวหลงเปาจะอร่อย แต่ราคาก็เอาเรื่องนะ ถ้าอยากกินทุกวัน พวกเราไม่มีปัญญาจ่ายหรอก!”
“งั้นก็นานๆ ทีค่อยมาทานสิ”
เซี่ยอวี่หลิงยังคงไม่เข้าใจตรรกะนี้อยู่ดี ในเมื่อทานทุกวันไม่ได้ ก็มาทานครั้งคราวสองครั้งก็สิ้นเรื่อง เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเกี่ยวอะไรกับตัวเธอ
เมื่อเห็นว่าเซี่ยอวี่หลิงยังเข้าไม่ถึงประเด็นของอวี๋ซิน แทนจิ้งอี๋เลยต้องยื่นมือเข้ามาช่วย
“สิ่งที่อวี๋ซินจะบอกก็คือ ถ้าเธอพิชิตใจเจ้าของร้านได้ ทั้งร้านนี้ก็เป็นของเธอ แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็มากินของฟรีได้ทุกวันไงล่ะ!”
“บิงโก!” อวี๋ซินดีดนิ้วอย่างถูกใจ เห็นได้ชัดว่าแทนจิ้งอี๋พูดได้ตรงใจเธอสุดๆ
“ว่าไงล่ะ สนใจลองพิจารณาดูหน่อยไหม?”
“...”