ตอน 11

บทที่ 11 : เธอนี่ขี้เหนียวดีนะ


“อยากได้ภรรยาไหม?”

ทันทีที่เห็นถานจิ้งอี๋เดินเข้ามา หลินฮ่าวก็ได้ยินประโยคคำถามนั้นเข้าเต็มหูจนถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก สำหรับถานจิ้งอี๋นั้น หลินฮ่าวถือว่าจำแม่นพอสมควร เพราะฝ่ายหญิงเพิ่งจะแอดวีแชทเขาไปเมื่อช่วงเช้านี้เอง เขาไม่ได้ขี้ลืมขนาดนั้น

ถ้าเขาจำไม่ผิด ข้างๆ กันน่าจะมีผู้หญิงอีกคนชื่อเซี่ยอวี่หลิงไม่ใช่เหรอ? แต่จู่ๆ อีกฝ่ายก็โพล่งถามเรื่องรับภรรยาขึ้นมาเนี่ยนะ นี่มันหมายความว่ายังไง? หรือจะเอาภรรยามาส่งให้ถึงที่? หลินฮ่าวคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้

“สรุปจะเอาไหม?”

ในระหว่างที่หลินฮ่าวตกอยู่ในภวังค์ความคิด เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบสนองอะไรเลย ถานจิ้งอี๋ก็เร่งเร้าขึ้นมาทันที

“ไม่เอา” หลินฮ่าวที่เพิ่งได้สติรีบตอบกลับไปทันควัน

“ทำไมล่ะ?”

ถานจิ้งอี๋ถึงกับพูดไม่ออก นี่มีคนเอาภรรยามาประเคนให้ถึงหน้าร้านแล้วยังมีคนปฏิเสธอีกหรือเนี่ย?

“แค่ตัวเองจะกินให้อิ่มยังลำบากเลย จะให้หาเลี้ยงเพิ่มอีกคนได้ไง ค่าครองชีพสมัยนี้ยิ่งแพงๆ อยู่ผมเลี้ยงไม่ไหวหรอก”

บ่นจบ หลินฮ่าวก็มองสำรวจถานจิ้งอี๋ด้วยสายตาเคลือบแคลง


“นี่ช่วงนี้เธอไม่มีเงินซื้อข้าวกินหรือไง?”

เห็นสีหน้าแบบ ‘อย่ามาคิดจะเอาเปรียบฉันนะ’ ของหลินฮ่าวเข้า ถานจิ้งอี๋ก็โกรธจนฟันแทบหัก ยิ่งไปกว่านั้น...การที่หลินฮ่าวเข้าใจผิดว่าเธอพยายามจะจีบเขานั้น ทำเอาถานจิ้งอี๋แทบกระอักเลือด ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเจ้าของร้านหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นพวกซื่อบื้อจนเข้ากระดูกดำ แต่ยังหลงตัวเองสุดๆ อีกด้วย

“ไม่ใช่ฉันสักหน่อย!”

มองดูถานจิ้งอี๋ทิ้งประโยคไว้แค่นั้นแล้ววิ่งหนีออกไป หลินฮ่าวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เผลอทำร้ายจิตใจผู้หญิงไปจนได้... ช่างรู้สึกผิดจริงๆ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ถานจิ้งอี๋ที่วิ่งออกไปเมื่อครู่ ก็กลับเข้ามาใหม่พร้อมกับพาใครบางคนมาด้วย นั่นคือเซี่ยอวี่หลิง คนที่ทำให้เขาต้อง ‘จำใจ’ เปิดร้านในวันนี้

“สวัสดีค่ะ”

เมื่อถูกถานจิ้งอี๋ดันตัวเข้ามาหาหลินฮ่าว เซี่ยอวี่หลิงก็พบว่าหลินฮ่าวกำลังจ้องมาพอดี จึงรีบทักทายด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“อยากทานอะไรครับ?” หลินฮ่าวถามอย่างใจเย็น

ในความทรงจำของหลินฮ่าว เมื่อเทียบกับถานจิ้งอี๋ที่ซุกซนแล้ว ผู้หญิงที่ชื่อเซี่ยอวี่หลิงคนนี้ดูขี้อายกว่ามาก เขาจึงไม่ได้คิดจะล้อเล่นอะไรกับเธอ

“บะหมี่ผักค่ะ” เซี่ยอวี่หลิงตอบกลับมา

“ได้” รับคำสั้นๆ แล้วหลินห่าวก็หันไปมองถานจิ้งอี๋พลางถามต่อ “แล้วเธอละ?”

“เอาข้าวผัดไข่ค่ะ”

เดิมทีถานจิ้งอี๋ตั้งใจจะหยอดคำหวานต่อ แต่พอถูกเซี่ยอวี่หลิงแอบหยิกเข้าที่แขนหลายที เจ้าหล่อนก็ต้องกัดฟันยอมล้มเลิกแผนป่วนไป มองดูพวกเธอเดินไปหาที่นั่งในร้าน หลินฮ่าวจึงยกข้าวผัดไข่ที่ทำเสร็จแล้วไปเสิร์ฟให้ลูกค้าคนอื่นต่อ

ดูท่าว่าเขาจะเริ่มชินกับงานนี้มากขึ้นทุกที หลังจากเสิร์ฟข้าวผัดไข่เสร็จ หลินฮ่าวก็รีบกลับเข้าครัว ทิ้งให้ถานจิ้งอี๋และเซี่ยอวี่หลิงนั่งรอไป เพราะตอนนี้ลูกค้าในร้านเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าการโฆษณาบนโลกออนไลน์นั้นได้ผลจริง ไม่นานก็มีลูกค้าที่ทานเสร็จอีกสองสามคนทยอยมาเช็กบิล

เมื่อลูกค้าคนที่สามจ่ายเงินเรียบร้อยและถือของขวัญชิ้นเล็กที่เลือกไว้ออกไปอย่างอารมณ์ดี ข้อมูลบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในหัวของหลินฮ่าวในทันที

“ยินดีด้วย! โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ: ร้านเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง (ภารกิจที่ 1)”

[ ร้านเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง (ภารกิจที่ 1): ขอให้โฮสต์ต้อนรับลูกค้าให้ครบสิบคนภายในหนึ่งวัน ]

[ รางวัลภารกิจ : เงินหยวนหนึ่งแสนหยวน ]

[ ความคืบหน้าภารกิจปัจจุบัน : 10/10 (สำเร็จแล้ว) ]

“รางวัลได้ถูกจัดส่งเรียบร้อยแล้ว โปรดตรวจสอบให้แน่ใจ!”

แทบจะในเวลาเดียวกับที่เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น โทรศัพท์มือถือของหลินฮ่าวก็ได้รับข้อความจากธนาคาร

“【ธนาคารไอซีบีซี สาขาเจียงไห่】บัญชีเลขที่ 9507 ของท่านมียอดเงินโอนเข้า 100,000.00 หยวน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เวลา 17:55 น. ยอดเงินคงเหลือ 107,492.81 หยวน”

เมื่อเห็นตัวเลขในบัญชีธนาคารเพิ่มขึ้นมาถึงหนึ่งแสนหยวน หลินฮ่าวก็ตื่นเต้นจนเกือบจะกระโดดโลดเต้นออกมาทันที แต่เมื่อพิจารณาว่าในร้านยังมีลูกค้าอยู่หลายคน เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เขาจึงต้องพยายามระงับความตื่นเต้นนั้นไว้ให้มิด แน่นอนว่าความรู้สึกดีใจนั้นปิดไม่มิดจริงๆ

เงินแสน... สำหรับหลินฮ่าวแล้ว นี่ถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลเลยทีเดียว ถึงร้านจะดูมีมูลค่ามากกว่านั้น แต่การจะเปลี่ยนร้านเป็นเงินสดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างเขายังมีภารกิจที่ต้องทำต่อในอนาคตจึงยังขายไม่ได้ในตอนนี้

ตั้งแต่เริ่มวางแผนไปจนถึงการลงมือทำกิจกรรมในช่วงบ่าย หลินฮ่าวทุ่มเททั้งต้นทุนและพลังงานลงไปมากมาย ในที่สุดก็ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะตื่นเต้นและดีใจขนาดนี้ ด้วยความรู้สึกเบิกบานเช่นนี้ หลินฮ่าวจึงรู้สึกว่าการทำอาหารในตอนถัดไปนั้นเป็นความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง

ลูกค้าในร้านทุกคนสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของเจ้าของร้านหนุ่ม ยิ้มจนหน้าบานแทบจะฉีกถึงหู

“นี่ๆ เธอสังเกตไหม ตั้งแต่เธอเข้ามาเนี่ย เถ้าแก่เอาแต่ยิ้มไม่หยุดเลยนะ”

ในขณะที่หลินฮ่าวเดินกลับมาหลังจากเสิร์ฟข้าวผัดไข่และบะหมี่ผักให้ถานจิ้งอี๋กับเซี่ยอวี่หลิง ถานจิ้งอี๋ก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกับเซี่ยอวี่หลิง สกิลการมโนที่แข็งแกร่งของเธอเริ่มทำงานอีกครั้ง เซี่ยอวี่หลิงค้อนขวับให้เพื่อนสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบเตรียมลงมือทานบะหมี่ โดยเลือกที่จะเมินเฉยคำพูดของเพื่อนไป

บะหมี่ที่เซี่ยอวี่หลิงสั่งยังคงเป็นเมนูเดิมกับช่วงเช้า ไม่ใช่ว่าเธอชอบกินเมนูนี้เป็นพิเศษหรอกนะ แต่เป็นเพราะตอนที่หลินฮ่าวถาม เธอไม่รู้ตัวจึงตอบไปตามสัญชาตญาณ หน้าตาบะหมี่ดูไม่ต่างจากตอนเช้าเท่าไหร่นัก ทว่าทันทีที่เส้นบะหมี่สัมผัสลิ้น เซี่ยอวี่หลิงก็ต้องชะงักไป

อร่อย! ถ้าเทียบกับชามเมื่อเช้า ชามนี้ถือว่าเหนือกว่าคนละชั้นเลย! ฝีมือการทำอาหารของเจ้าของร้านราวกับจะก้าวกระโดดขึ้นมาในพริบตา เซี่ยอวี่หลิงรู้สึกประหลาดใจมาก เวลาผ่านไปแค่ครึ่งวันกว่าๆ เองนะ? หรือว่าตอนเช้าเขาจะมือตก?

ในเวลาเดียวกัน เห็นเซี่ยอวี่หลิงไม่ยอมเล่นด้วย ถานจิ้งอี๋ก็นั่งกินข้าวผัดไข่ของตัวเองอย่างเบื่อๆ

“เอ๊ะ!” แต่พอข้าวผัดไข่เข้าปาก ถานจิ้งอี๋ก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“เป็นอะไรไป?”

“รสชาติข้าวผัดไข่นี่มันสุดยอดไปเลย!”

“ฉันขอชิมมั่ง...”

“เป็นไง?”

“อร่อยจริงๆ ด้วย”

เมื่อเซี่ยอวี่หลิงยอมรับว่าอร่อยเหมือนกัน สายตาของถานจิ้งอี๋ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเลศนัย


“ฝีมือเจ้าของร้านดีขนาดนี้ เธอยังคิดจะปิดบังฉันเหรอ? ยังกล้าบอกอีกนะว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขา?”

“เปล่านะ...”

เซี่ยอวี่หลิงรู้สึกน้อยใจ ดูท่าความเข้าใจผิดนี้จะอธิบายยังไงก็คงไม่เคลียร์เสียแล้ว บะหมี่ที่เธอกินตอนเช้า รสชาติมันไม่อร่อยขนาดนี้จริงๆ ตัวเธอเองก็ยังงงไม่หาย อันที่จริงเธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าที่เธอกินเมื่อเช้านั้น คือฝีมือระดับปกติของหลินฮ่าว ส่วนชามที่กินอยู่ตอนนี้คือฝีมือหลังจากที่ระบบอัปเกรดแล้ว ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

เซี่ยอวี่หลิงก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อไป เพราะเธอรู้ดีว่าการไปอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ถานจิ้งอี๋ฟังมันเปล่าประโยชน์ สิ่งที่ทำให้เซี่ยอวี่หลิงแปลกใจก็คือ รอบนี้ถานจิ้งอี๋กลับไม่หาเรื่องจิกกัดเธอเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมาก! แล้วก็เป็นไปตามคาด

ทันทีที่ทั้งสองกินเสร็จและวางตะเกียบ ถานจิ้งอี๋ก็ลากเธอตรงไปหาหลินห่าว


“เถ้าแก่คะ ฉันพาคนมาให้คุณแล้วนะ”

“เธอเนี่ยนะ?” สายตาของหลินฮ่าวมองผ่านไปที่เซี่ยอวี่หลิงจนเจ้าตัวต้องรีบหลบสายตาอย่างลนลาน

“เป็นไงล่ะ?” เมื่อเห็นหลินฮ่าวกำลัง ‘พิจารณา’ เซี่ยอวี่หลิง สีหน้าของถานจิ้งอี๋ก็ดูภูมิใจไม่น้อย

หลินฮ่าวถึงกับพูดไม่ออก นี่ถานจิ้งอี๋กะจะไม่เลิก ‘ขายเพื่อน’ จนกว่าจะได้เรื่องได้ราวเลยหรือไง? นี่เธอกำลังแกล้งเพื่อนหรือแกล้งเขากันแน่?

“ฉันมีคำถาม” เมื่อถูกก่อกวนไม่หยุด หลินฮ่าวก็คิดว่าเขาจะไม่ถอยอีกต่อไป จึงตัดสินใจรุกกลับบ้าง

“ว่ามาสิ” ถานจิ้งอี๋ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที

“ค่าสินสอดเท่าไหร่?”

ได้ยินเช่นนั้น สายตาของถานจิ้งอี๋ก็เริ่มมีเลศนัยขึ้นมาทันที เธอไม่ลืมหรอกว่าตอนเช้าที่เธอขอวีแชทหลินฮ่าว เขาก็ใช้ประเด็นค่าสินสอดนี้ปฏิเสธเธอไปครั้งหนึ่งแล้ว

“ถ้าเป็นคุณ ไม่ต้องเสียค่าสินสอดก็ได้นะ” ถานจิ้งอี๋ตอบกลับทันควัน

ทว่าคนข้างๆ อย่างเซี่ยอวี่หลิงกลับร้อนรนขึ้นมาทันที นี่ถึงขั้นคุยเรื่องค่าสินสอดกันแล้วเหรอ? เซี่ยอวี่หลิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เธอไม่เข้าใจเลยว่าหลินฮ่าวกับถานจิ้งอี๋กำลังเล่นมุกอะไรกันอยู่ ในขณะที่เธอเงยหน้าขึ้นมองหลินฮ่าวเพื่อจะถามออกไป หลินฮ่าวเองก็มองกลับมาพอดี

ทั้งคู่สบตากันเนิ่นนาน อากาศในร้านดูเงียบลงไปชั่วขณะ

เสี้ยววินาทีต่อมา

มองดูเซี่ยอวี่หลิงที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก หลินห่าวก็อดไม่ได้ที่จะกระเซ้าออกมาว่า


“เธอนี่...ขี้เหนียวดีนะ”