ตอน 17
บทที่ 17 : สังหาร ‘พี่หง’
เจียงอินป้อนโอสถลับให้หลิวชิงชิงก่อนจะโยนอีกฝ่ายเข้าไปในพื้นที่มิติ
ฤทธิ์ของโอสถต้องใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะสำแดงผล ร่างกายของมนุษย์ธรรมดานั้นอ่อนแอเกินไป หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวอาจถึงตายได้ นางจึงทำได้เพียงป้อนโอสถรักษาไว้ก่อน
เป้าหมายถัดไปคือนครหลวง ไม่ใช่แค่เพื่อจัดการเรื่องชาติกำเนิดของหลิวต้าหยาเท่านั้น แต่ต้องจัดการ ‘เสิ่นอวี้เซี่ย’ ตัวต้นเหตุที่แสนชั่วช้าด้วย หากไม่กำจัดนางทิ้ง ความแค้นจากชาติภพก่อนก็ยากจะสงบลงได้
ทว่าในตอนนี้ นางสามารถเก็บดอกเบี้ยไปพลางๆ ก่อนได้ ‘พี่หง’ ผู้ที่เป็นตัวกลางติดต่อกับตระกูลหลิวนั้นมีชื่อจริงว่า หงหลิว นางเป็นสาวใช้คนสนิทและแขนขวาของเสิ่นอวี้เซี่ย ซึ่งในตอนนี้ก็กบดานอยู่ในเมืองผิงชิ่งพอดี
ในระหว่างที่หลิวชิงชิงกบดานอยู่ในเมืองผิงชิ่ง นางได้สืบจนพบที่พักของหงหลิวแล้ว หากไม่ใช่เพราะในมือไม่มีคน นางคงลงมือฆ่ามันไปนานแล้ว หงหลิวผู้นี้ช่วยเสิ่นอวี้เซี่ยวางแผนชั่วร้ายมานับไม่ถ้วน
เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา หงหลิวจึงเช่าบ้านพักธรรมดาๆ หลังหนึ่งในเขตตะวันตกของเมือง ซึ่งเป็นย่านที่ชาวบ้านทั่วไปพักอาศัย ยามค่ำคืน เจียงอินแปลงกายเป็นรูปลักษณ์ของหลิวต้าหยา นางเผยรอยยิ้มพรายก่อนจะเคาะประตูบ้านของหงหลิว
“ใคร?” เสียงของหงหลิวที่อยู่ภายในห้องดังขึ้นจากหลังบานประตูด้วยความระแวง
“เปิดประตูสิพี่หง ข้าต้าหยาเอง ข้ามาหาท่านแล้ว…”
ไอหมอกเย็นเยือกสีขาวลอยลอดช่องว่างของประตูเข้าไป หงหลิวชะโงกหน้าผ่านรอยแยกนั้น นางเห็นแสงสีเขียววูบไหวอยู่ด้านนอกจางๆ สีเลือดบนใบหน้าของนางพลันซีดเผือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
“ขะ… ข้าไม่รู้จักหลิวต้าหยา เจ้าจำคนผิดแล้ว!”
ไอหมอกและแสงสีเขียวหายไปหมดสิ้น ด้านนอกเงียบสนิท แม้แต่เสียงสุนัขเห่าก็ไม่ได้ยิน หัวใจของหงหลิวดังเต้นโครมครามจนแทบหลุดออกมาจากอก นางแนบหน้าไปที่รอยแยกประตูอีกครั้งเพื่อสอดส่องดู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา
ทันใดนั้น ดวงตาคู่หนึ่งกลับโผล่ขึ้นมาที่รอยแยกนอกประตู จ้องประสานกับสายตาของนางพอดิบพอดี
“อ๊ากกก!” หงหลิวหวีดร้องเสียงหลงล้มก้นจ้ำเบ้าถอยกรูดด้วยความสยดสยอง
“ข้าเคยบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าข้าแซ่หลิว?”
เสียงเย็นเยือกแฝงไอสังหารทะลุผ่านบานประตู ตรงเข้าสู่โสตประสาทของหงหลิวอย่างแม่นยำ กลอนประตูถูกพลังลึกลับที่มองไม่เห็นค่อยๆ เลื่อนออก หงหลิวตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนกจนเปล่งเสียงไม่ออก
“แกร๊ก—” เสียงกลอนประตูถูกปลดออกดังชัดเจนอยู่ในหูของนาง
เอี๊ยด… บานประตูเปิดอ้าออก ลมหนาวพัดกรูเข้ามาในห้อง เจียงอินในรูปลักษณ์ของหลิวต้าหยา ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด ที่ฝ่าเท้ามีแสงสีเขียวหม่นส่องประกาย นางลอยละล่องเหนือพื้นช้าๆ เข้าหาหงหลิว
“คืนชีวิตข้ามา… คืนชีวิตให้ข้า…”
“อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามานะ!”
“อ๊าก! ผี! ผีหลอก! ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนฆ่าเจ้า! อย่ามาหาข้าเลย ถ้าจะทวงชีวิตก็ไปทวงกับคุณหนูของข้าสิ!”
หงหลิวหลับตาลงแล้วกรีดร้องไม่หยุด มือไม้ปัดป่ายไปทั่ว ครู่หนึ่งต่อมาภายในห้องกลับเงียบสงัดลง หงหลิวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง ก็พบว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ในห้องแล้ว… ไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
ขาของหงหลิวอ่อนแรง นางกำลังจะคลานขึ้นมาเพื่อปิดประตู ทันใดนั้นเจียงอินก็ร่วงลงมาจากเพดานใบหน้าปะทะกับนางพอดี ปลายจมูกแทบจะชนกัน
“ฮิฮิ ข้ากลับมาแล้ว…” เมื่อสบตากัน หงหลิวก็แผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวก่อนจะหมดสติไป
เจียงอิน : ‘ยังไม่ตายแฮะ… สมกับเป็นหัวใจที่ยังเยาว์วัย ไม่เหมือนยายแก่หลิว แค่ขู่หน่อยเดียวก็ขาดใจตายแล้ว’
เจียงอินเนรมิตลูกบอลน้ำสาดใส่หน้าหงหลิวจนอีกฝ่ายค่อยๆ ได้สติ
“ตื่นแล้วหรือ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่น่าสยดสยองของเจียงอินอีกครั้ง รูม่านตาของหงหลิวก็หดตัวลง นางกลอกตาแทบจะหมดสติไปอีกรอบ โชคดีที่เจียงอินลงมือได้รวดเร็ว นางยื่นมือออกไปทะลวงหน้าอกและควักหัวใจของหงหลิวออกมา
“ว้าว หัวใจของเจ้ายังเป็นสีแดงอยู่เลยนะ” เจียงอินยกหัวใจที่ยังชุ่มเลือดให้อีกฝ่ายดู
ความเจ็บปวดรุนแรงรวมถึงความหวาดกลัวที่หัวใจถูกควักออกไปทำให้หงหลิวร่ำร้องด้วยความทรมาน แต่คนเราเมื่อไร้ซึ่งหัวใจย่อมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หงหลิวดิ้นทุรนทุรายได้ไม่กี่ครั้งก็สิ้นลมไปในที่สุด
วันรุ่งขึ้น ณ ชานเมืองผิงชิ่ง
เจียงอินเก็บถ้ำมิติส่วนตัว แล้ววูบกายหายไปโผล่ที่จวนตระกูลจางในเมืองผิงชิ่ง แม้จวนแห่งนี้จะถูกขายไปแล้ว แต่ผู้ซื้อต้องรออีกสองวันกว่าจะได้รับมอบเรือน
ฝูกวงยังคงพักอยู่ที่จวนตระกูลจางเมื่อคืนนี้ เมื่อเห็นเจียงอินกลับมา นางก็รีบรายงานเรื่องเมื่อวานทันที
เมื่อวานนางไปดูบ้านมาหลายสิบแห่ง มีเพียงสองแห่งที่ค่อนข้างดี แห่งแรกอยู่ในเขตตะวันตกของเมือง พื้นที่กว้างสี่หมู่ เรือนสามชั้นมีลานกว้างขวางทว่าค่อนข้างทรุดโทรม ราคาถูกกว่าบ้านละแวกใกล้เคียง โดยตั้งราคาไว้ที่สองพันตำลึง
ส่วนแห่งที่ดีที่สุดอยู่ในเขตตะวันออก พื้นที่กว้างกว่าหกหมู่ มีทั้งสะพานน้อย ลำธาร ศิลาจำลอง จัดแต่งอย่างประณีตและอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก ทว่าราคาก็สูงกว่าบ้านรอบข้างเกือบห้าพันตำลึงเงิน
“ท่านเซียนเจ้าคะ ทำเลเขตตะวันออกนั้นดีมาก ไม่ต้องห่วงว่าจะขายต่อไม่ได้ แต่เรือนหลังนี้กลับว่างเปล่ามาสี่ห้าปีแล้ว บ่าวไปสืบมาแต่ก็ไม่ได้ความอะไรเลยเจ้าค่ะ”
“พาข้าไปดูหน่อย”
เจียงอินยกมือขึ้นเรียกเกวียนวัวออกมา ฝูกวงตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะรีบทำใจให้สงบ นางเตือนตัวเองอยู่เสมอว่านี่คือท่านเซียน วิธีการของเซียนนั้นปุถุชนอย่างนางไม่อาจหยั่งถึง
“ขึ้นมา”
ฝูกวงนั่งลงข้างคนขับเกวียน แม้ความเร็วของเกวียนวัวจะดูไม่เร็วมากนัก แต่ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อก็มาถึงบ้านของนายหน้าค้าบ้าน จากเดิมที่ตอนนางไปดูบ้านกับนายหน้าต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยาม
ฝูกวงพยายามข่มใจให้สงบและแสดงสีหน้าเบื่อโลกตามเดิม ฝูกวงนัดกับนายหน้าไว้แล้ว เมื่อเห็นนางมาถึง นายหน้าก็ถือลูกกุญแจเตรียมตัวจะออกเดินทางทันที
“ท่านลูกค้า ไม่ทราบว่าอยากจะไปชมบ้านหลังไหนก่อนดีขอรับ?”
นายหน้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าฝูกวงไม่ใช่ผู้ซื้อ แต่เป็นท่านที่นั่งอยู่ในเกวียนวัวนั่นต่างหาก
“ไปดูเรือนในเขตตะวันออกก่อน”
ฝูกวงตอบตรงๆ เพราะท่านเซียนของนางตัดสินใจเลือกที่นั่นไว้ในใจแล้ว หากไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต ก็น่าจะเป็นที่นี่
“ได้เลยขอรับ เชิญท่านรอสักครู่”
นายหน้าจูงเกวียนวัวของตนนำทางไป เรือนในเขตตะวันออกได้เปรียบเรื่องความเงียบสงบ ถนนหนทางสะอาดและปูด้วยแผ่นหินตลอดทาง เมื่อเจียงอินก้าวเข้าไปในเรือนที่นายหน้าแนะนำ นางมองเพียงแวบเดียวก็ตัดสินใจได้ทันที
“สี่พันตำลึง” ราคากลางอยู่ที่สี่พันเก้าร้อยตำลึง นางแค่กดราคาลงเก้าร้อยตำลึง ไม่เห็นจะเป็นไร!
นายหน้า : “…”
“ท่านลูกค้า ราคาเท่านี้คงไม่ได้จริงๆ ขอรับ”
หากลดสักหนึ่งหรือสองตำลึงเขายังพอตัดสินใจได้ แต่ส่วนต่างหลายสิบตำลึงเขายังต้องไปเจรจากับเจ้าของบ้าน นี่เล่นกดลงไปถึงเก้าร้อยตำลึง ต่อให้เอาชื่อเสียงการเป็นนายหน้ามากว่าสิบปีมาเดิมพัน เขาก็ทำไม่ได้
“แต่ข้าดูแล้วเรือนหลังนี้ไออาฆาตแรงกล้า เกรงว่าคงมีคนตายไปไม่ต่ำกว่าสิบชีวิตในที่แห่งนี้”
คนที่จะซื้อเรือนหลังนี้ได้ล้วนเป็นคนมีฐานะ ซึ่งมักจะถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่มีไอหยินแรงมาก หากอาศัยอยู่นานไปย่อมเจ็บป่วยได้ง่าย… ฮิฮิ บางทีอาจจะได้เห็น ‘สหายไร้ร่าง’ สักสองสามตัวด้วย
โลกใบนี้ในสถานที่ส่วนใหญ่พลังวิญญาณแทบเป็นศูนย์ แต่ยังมีบางแห่งที่มีพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่บ้าง จึงให้กำเนิดตัวตนมหัศจรรย์บางอย่างได้
ดูนั่นสิ นั่นไง ‘สหายไร้ร่าง’