ตอน 18
บทที่ 18 : การสูญเสียการควบคุมอย่างลึกลับ
ภายในห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 3 บรรยากาศช่วงพักเบรกยังคงอื้ออึงไม่ต่างจากปกติ หัวข้อสนทนาในกลุ่มนักเรียนชายยังคงหนีไม่พ้นเนื้อหาในนิยายเรื่อง 'บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา'
“มันส์! โคตรมันส์! วันละสิบห้าตอนแบบนี้ ไปหามาจากไหนนักเขียนสายโหดขนาดนี้เนี่ย!”
นักเรียนชายสวมแว่นคนหนึ่งอุทานพลางจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือตาไม่กระพริบ
“นิยายมันดีจริง แต่นักเขียนนี่สิ... ใจแข็งเหลือเกิน” นักเรียนชายร่างสูงอีกคนแทรกขึ้น
“ยอดผู้สนับสนุนระดับ 'พันธมิตร' จะแตะสามสิบคนอยู่แล้ว แต่เจ้าตัวไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยขอบคุณสักคำ เย็นชาได้โล่ขนาดนี้ ไม่กลัวแฟนคลับหนีหมดเหรอ?”
“เออเนอะ ว่าแต่ทำไมเขาถึงไม่โต้ตอบอะไรเลยล่ะ? ต่อให้จะเป็นพวกเก็บตัวเข้าสังคมไม่เก่งแบบที่คอมเมนต์ปักหมุดวิเคราะห์ไว้ อย่างน้อยก็พิมพ์ตอบ ‘ขอบคุณ’ ในหลังบ้านสักคำก็น่าจะได้นี่นา?”
นักเรียนหญิงที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ด้วยอดสงสัยไม่ได้
จังหวะนั้น หลี่เซิ่งที่ต้องการจะทำคะแนนต่อหน้าสาวๆ หรืออาจจะแค่อยากเรียกร้องความสนใจก็รีบเสริมขึ้นว่า
“ถ้าให้ฉันพูดนะ มัวแต่นั่งเดาไปเดาก็ไม่ได้อะไรหรอก! สำนักงานใหญ่ของฉีเตี่ยนจงเหวินก็ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปินไห่ของเราไม่ใช่เหรอ?”
เสียงสนทนาของทุกคนเงียบกริบ สายตาหลายคู่หันมามองเขาด้วยความฉงน หลี่เซิ่งเพลิดเพลินกับความสนใจที่ได้รับอย่างเต็มที่ เขายืดอกพูดต่ออย่างได้ใจ
“วันหยุดนี้ เราตั้งกลุ่มไปกันเถอะ ไปสำนักงานใหญ่นั่นน่ะ ไม่ได้เสียค่าอะไรมากมายสักหน่อย! ต่อให้ไม่ได้เจอตัวจริงของหมูสามชั้นตุ๋น อย่างน้อยก็ต้องดักเจอ ‘ชิงเฟิง’ บรรณาธิการฝ่ายเซียนเซียได้น่า! ลองไปถามไถ่ดูหรือฝากความในใจไปก็น่าจะได้นะ บางทีพอชิงเฟิงเห็นว่าพวกเราเป็นแค่นักเรียนแถมยังกระตือรือร้นขนาดนี้ อาจจะใจอ่อนบอกข้อมูล หรือไม่ก็ช่วยส่งสารไปให้ถึงมือก็ได้!”
“เชี่ย เอาจริงดิ? จะบุกไปสำนักงานใหญ่ฉีเตี่ยนเลยเหรอ?”
“เห้ย... ฟังแล้วเหมือนจะเข้าท่านะ!”
“เดี๋ยวถ้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ให้เข้า นายไม่โวยวายเหรอ?”
“โง่จริง! จะเข้าไปทำไม ก็ดักรอหน้าตึกนั่นแหละ รูปชิงเฟิงน่ะ หาดูในส่วนของบรรณาธิการได้!”
“ฟังดูตื่นเต้นดีออก! เหมือนไปทำภารกิจลับเลย ฮ่าๆๆ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมขึ้นทันที จากที่ถกเรื่องเนื้อหา กลายเป็นมีคนเริ่มคึกคัก บางคนมองว่าไร้สาระ แต่ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุกที่น่าตื่นเต้น
ทว่าสำหรับสวีอี้ที่นั่งอยู่มุมห้อง สิ่งที่ได้ยินนั้นเปรียบเสมือนแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว!
ต่อให้ตอนนี้พวกเขาแค่พูดเล่นกัน แต่ใครจะรับประกันได้ว่ามันจะไม่บานปลายจนควบคุมไม่ได้? จะมีคนคิดแบบนี้จริงๆ แล้วบุกไปดักรอที่ตึกฉีเตี่ยนไหม?
ถ้าถึงตอนนั้นชิงเฟิงถูกไล่ต้อนขึ้นมา เขาจะยอมเผยข้อมูลบางอย่างออกมาเพื่อปัดความรำคาญหรือพิสูจน์ว่าติดต่อไม่ได้จริงๆ หรือเปล่า? ต่อให้เป็นแค่เศษเสี้ยวข้อมูลก็เถอะ!
พวกแฟนคลับที่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวหรือปาปารัสซี่ในชาติก่อน ก็เริ่มต้นจากเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่ใช่หรือ? ค่อยๆ ปะติดปะต่อตารางงาน สถานที่พัก จนกลายเป็นการคุกคามที่ล่วงล้ำเข้ามาได้ทุกที่ทุกเวลา
เขาเคยคิดว่าการเป็น “ตัวตนที่ไร้ร่องรอย” นั้นปลอดภัยที่สุด แต่เขาลืมไปว่ามนุษย์นั้นมีความอยากรู้อยากเห็นที่น่ากลัวโดยธรรมชาติ
ยิ่งลึกลับ ยิ่งหาตัวไม่เจอ มันก็ยิ่งเหมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในความมืดที่ดึงดูดให้ผู้คนกระโจนเข้าหาเพื่อขุดคุ้ย
ตอนนี้จางเชาและคนอื่นๆ อาจจะแค่พูดเล่น แต่ถ้ากระแสนี้แพร่กระจายออกไปในหมู่ผู้อ่านล่ะ? ถ้ามีพวกเก่งไอทีหรือแฟนคลับคลั่งไคล้ทำจริงขึ้นมาล่ะ?
ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลังจนสวีอี้ขนลุกชัน เขาตระหนักได้ว่าตัวเองคิดผิด ในยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ การพยายามเป็น “วิญญาณที่จับต้องไม่ได้” ยิ่งทำให้ผลลัพธ์ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
เมื่อในเน็ตหาข้อมูลไม่ได้ ความสนใจของผู้คนก็จะเปลี่ยนมาเป็นการคุกคามในโลกความเป็นจริงที่ตรงไปตรงมามากขึ้น เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ ถ้าเรื่องใหญ่โตขึ้นจนเขาควบคุมไม่ได้ นิยายบันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย
เขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์! เขาต้องเปลี่ยนจากการเป็น 'วิญญาณไร้ร่องรอย' ให้กลายเป็น... 'ดอกฟ้าบนยอดเขาที่สูงส่ง อย่ามาวุ่นวายกับข้า'
ใช่แล้ว! การโต้ตอบที่ ‘เย็นชา’ อย่างมีขอบเขตและจำกัด จะช่วยสนองความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน ในขณะเดียวกันก็เป็นการขีดเส้นแบ่งระยะห่างที่ปลอดภัยไว้ด้วย
ความคิดเริ่มชัดเจน สวีอี้หลับตาลงเพื่อข่มความตื่นตระหนก เมื่อเขาลืมตาขึ้นและหยิบตำราเรียนขึ้นมา เขาก็กลับไปเป็นนักเรียนดีเด่นคนเดิม
หลังมื้อค่ำ สวีอี้เปิดคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเร่งเขียนตอนใหม่ เขาเปิดระบบหลังบ้านของฉีเตี่ยนแล้วคลิกไปที่หน้าแชทของชิงเฟิง ข้อความล่าสุดจากชิงเฟิงส่งมาเมื่อตอนกลางวัน
“คุณหงเสาโร่วครับ ขออภัยที่รบกวน ข้อมูลจากฝ่ายปฏิบัติการออกมาแล้ว ยอดคลิกเมื่อวานทำลายสถิติอีกครั้ง วันนี้เราเพิ่มงบโปรโมตให้แล้วครับ ตอนนี้บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาการันตีได้เลยว่าครองอันดับหนึ่งในตารางยอดนิยม ส่วนตารางรวมก็อยู่ในระยะเอื้อมถึงแล้วครับ”
“และไม่ทราบว่าคุณสะดวกจะโพสต์ตอนพิเศษเพื่อขอบคุณนักอ่านที่มอบรางวัลให้ โดยเฉพาะเหล่า 'พันธมิตร' ทั้งหลายไหมครับ? สิ่งนี้จะช่วยดึงดูดใจผู้อ่านได้มากทีเดียว แน่นอนว่าเราเคารพการตัดสินใจของคุณเสมอ รอคอยคำตอบครับ”
สวีอี้มองข้อความนั้น นิ้วชี้คาอยู่บนเมาส์ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบลงไปว่า
“ได้ เรื่องขอบคุณ ผมจะจัดการเอง”
จากนั้นเขาก็สร้างเอกสารใหม่ขึ้นมา
【ตอนพิเศษ: ขอบคุณ】
ขอบคุณทุกการสนับสนุนขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่รักและติดตาม ตัวข้าไม่เก่งเรื่องคำพูด ให้เรื่องราวเป็นตัวพูดแทนก็แล้วกัน หงเสาโร่ว
ถ้อยคำสั้นกระชับเปลี่ยนสถานะจากความเงียบงันเป็นการไม่เก่งเรื่องคำพูด เขาตั้งเวลาเผยแพร่ไว้หลังตอนที่ 15 ของคืนนี้ เมื่อทำเสร็จ เขาตัดสินใจเปิดหน้าพื้นที่คอมเมนต์นิยายที่เขาไม่เคยกล้าคลิกเข้าไปดูมาก่อน เขาเลื่อนไปที่คอมเมนต์ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด
【วิเคราะห์ความอันตรายในการสร้างฐานรากของหานลี่และการตั้งคำถามต่อแก่นแท้ของพลังใน 'แนวปุถุชน'】
เขียนได้ลึกซึ้งมากสวีอี้กดถูกใจที่คอมเมนต์นั้น แล้วพิมพ์ตอบกลับในช่องของนักเขียนสั้นๆ ว่า
“ใช้ได้”
จากนั้นในคอมเมนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับสอง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทิศทางของเนื้อเรื่อง เขาตอบกลับว่า
“เก่ง”
ไม่มีการใช้สติกเกอร์ ไม่มีบทวิจารณ์ยืดยาว มีเพียงท่าทีของนักเขียนที่ไม่เก่งคำพูดที่ใช้ภาษากึ่งทางการราวกับกำลังตรวจฎีกา สั้น กระชับ และตรงประเด็น
เขาเลื่อนตอบคอมเมนต์อีกสองสามอัน คำตอบก็ยังคงสั้นและเย็นชาเช่นเคย อีกด้านหนึ่งของเมือง ชิงเฟิงเพิ่งเสร็จจากการประชุม เขาเดินกลับมาที่โต๊ะและรีเฟรชหน้าจอตามความเคยชิน
เมื่อเห็นสัญลักษณ์แจ้งเตือนสีแดงสดที่กล่องข้อความของหมูสามชั้นตุ๋นเขาแทบจะวางแก้วกาแฟลงอย่างตื่นเต้น พอเปิดอ่านแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนภูเขาที่กดทับอยู่บนบ่าถูกยกออกไปทันที
ชิงเฟิงเปิดหน้าคอมเมนต์นิยาย เห็นข้อความ ‘นักเขียนกดถูกใจแล้ว’ ปรากฏอยู่ใต้คอมเมนต์ยอดนิยมหลายอัน ยิ่งไล่ดูไปเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย
ชิงเฟิงพิมพ์ตอบกลับ
“ได้รับข้อความแล้วครับ! ขอบคุณมากที่ยอมตอบรับ หากมีอะไรต้องการโปรดติดต่อผมได้ตลอดเวลาครับ”
สวีอี้เพิ่งจะตอบกลับคอมเมนต์เสร็จ กำลังจะปิดหน้าเว็บเพื่อปั่นงานต่อ เมื่อเห็นข้อความของชิงเฟิง เขาพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ว่า
“อืม ทำงานหนักหน่อยนะ”
คำตอบของสวีอี้เปรียบเสมือนหินที่ทุบลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ใหญ่เกินคาด
“เชี่ย! เชี่ย!! ท่านนักเขียนตอบฉันแล้ว! นี่คือการตอบกลับครั้งแรกของท่านนักเขียนเลยนะ! ฮ่าๆๆ!” (คอมเมนต์ที่ได้รับคะแนนอันดับ 1)
“ฮ่าๆๆ ตอบฉันด้วย! คนที่สองคือฉัน! ฮ่าๆๆ! ฉันจะแคปหน้าจอนี้ไปทำพื้นหลังหน้าหลัก!” (คอมเมนต์ที่ได้รับคะแนนอันดับ 2)
“หลบไป! ท่านนักเขียนตอบฉันมาหกคำ! ‘ขอบคุณมากสำหรับการสนับสนุน’! พวกที่ได้แค่สองคำน่ะ ถอยไปข้างหลังไป!” (กลุ่มนักสนับสนุนระดับพันธมิตร)
“นั่นสิ ถอยไปเลย พวกเราเหล่าพันธมิตรได้คำตอบตั้งหกคำ พวกสองคำน่ะไปยืนตรงนู้นเลย!”
“ประหยัดถ้อยคำจริงๆ! ท่านนักเขียนไม่ได้ไม่เก่งคำพูดหรอก นี่มันสไตล์เย็นชาชัดๆ!”
“จริงด้วย ฉันหลงรักความเย็นชานี้จัง พวกนายว่าท่านนักเขียนจะเป็นผู้หญิงไหมนะ?”
“เชี่ย... พอพูดแบบนี้ ก็มีโอกาสเป็นไปได้นะเนี่ย!”
กลยุทธ์ ‘ดอกฟ้าบนยอดเขา’ ของสวีอี้สำเร็จผล แต่มันกลับ... ดูจะเบนเข็มไปไกลกว่าที่คิดไว้เสียหน่อย