ตอน 2

บทที่ 2 : ชั่วพริบตาผ่านไปพันวัน การประเมินกำลังจะเริ่มขึ้น


สวี่ฉางชิงถือต้นข้าววิญญาณครึ่งท่อนในมือ ก่อนจะรีบเดินกลับไปยังโซนที่พักของศิษย์ฝ่ายนอก แต่คราวนี้เขาไม่ได้ตรงดิ่งเข้าห้องตัวเอง หากแต่เดินมุ่งหน้าไปอีกฝั่งหนึ่ง ไม่นานนักเขาก็มาถึงหน้าห้องบานหนึ่งที่เปิดแง้มไว้ สวี่ฉางชิงฟังเสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบาจากข้างในแล้วเอ่ยถามขึ้น


"ศิษย์พี่หลี่อยู่หรือไม่?"

"ใคร?" สิ้นเสียงไม่นาน ฝีเท้าหนักๆ ก็ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนบานประตูไม้จะถูกดึงออก เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสงสัย

สวี่ฉางชิงยิ้มบาง "ข้าเอง ฉางชิงไงขอรับ"

"สวี่ฉางชิง?" หลี่ซานไฉจดจำอีกฝ่ายได้เลือนรางจึงถามต่อ "เจ้ามีธุระอะไร?"

"ทุกคนบอกว่าศิษย์พี่หลี่เก่งกาจ ฝึกเคล็ดวิชาฉางชิงจนถึงขั้นสองได้แล้ว ข้าจึงอยากให้ท่านช่วยดูต้นข้าววิญญาณพวกนี้หน่อย"


สวี่ฉางชิงกล่าวพลางส่งของในมือให้

"นี่คือข้าววิญญาณคุณภาพต่ำที่เจ้าปลูกงั้นรึ?"


หลี่ซานไฉรับมาด้วยความประหลาดใจ บนฝ่ามือของเขาปรากฏพลังวิญญาณสีเขียวอ่อนเข้มข้นขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะตรวจเช็คสภาพของต้นข้าววิญญาณนั้นอย่างรวดเร็ว

สวี่ฉางชิงรีบถาม "เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

"ขาดสารอาหาร ขาดน้ำ พลังวิญญาณไม่เพียงพอ" หลี่ซานไฉตอบทันที

"นี่คือเหตุผลที่ผลผลิตข้าไม่พอสินะ"


สวี่ฉางชิงขมวดคิ้ว เคล็ดวิชาฉางชิงขั้นหนึ่งกับขั้นสองนั้นต่างกันชัดเจน เขามีเพียงความรู้กว้างๆ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับวิเคราะห์ได้ละเอียดถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายได้รับหน้าที่ดูแลนาวิญญาณมาโดยตลอด

"ใช่" หลี่ซานไฉพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง


"ตามปกติแล้ว นาขั้นหนึ่งทั่วไปไม่น่าจะเกิดปัญหานี้ได้"

สวี่ฉางชิงครุ่นคิด "ท่านจะบอกว่ามีปัญหาตรงอื่นรึ?"

หลี่ซานไฉคาดเดา "จากสถานการณ์ตอนนี้ นาทั้งแปลงของเจ้ามีโอกาสสูงที่จะมีปัญหา ผลผลิตถึงได้ไม่งอกเงย"

"พอจะมีวิธีแก้ไขไหมขอรับ?" สวี่ฉางชิงรีบถามต่อ

"หากเจ้ามีเส้นสาย ก็ลองไปขอให้ศิษย์ที่มีธาตุน้ำจาก ศาลาควบคุมวารี มาช่วยร่าย วิชาเมฆฝนพิรุณดูหรือไม่ก็ไปหาศิษย์ธาตุดินจากฝั่ง เส้นชีพจรปฐพี ให้ช่วยมาพรวนดินให้"


หลี่ซานไฉตอบ

"มีวิธีอื่นอีกไหมขอรับ?" สวี่ฉางชิงทำท่าลำบากใจ

หลี่ซานไฉพยักหน้าเล็กน้อย "มี"

"วิธีอะไรหรือขอรับ?" ดวงตาสวี่ฉางชิงเป็นประกาย

หลี่ซานไฉพูดทันที "ยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงให้ถึงขั้นสอง ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นเอง"

"ขั้นสองงั้นรึ..." สวี่ฉางชิงจมลงสู่ห้วงความคิด

"ดูเหมือนเจ้าเหลือโอกาสอีกแค่ครั้งเดียวสินะ?" หลี่ซานไฉมองอีกฝ่ายด้วยสายตาซับซ้อน

"ใช่แล้วขอรับ" สวี่ฉางชิงยิ้มแห้งๆ

"ขอให้เจ้าโชคดี" หลี่ซานไฉคืนข้าววิญญาณครึ่งท่อนให้ แล้วปิดประตูลง

"ขอบพระคุณศิษย์พี่มากขอรับ!" สวี่ฉางชิงประสานมือคำนับแสดงความขอบคุณ

...

เมื่อกลับมาถึงห้อง สวี่ฉางชิงมองข้าววิญญาณในมือพลางครุ่นคิดถึงวิธีทั้งสามที่ศิษย์พี่หลี่บอกมา วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในตอนนี้มีเพียงการยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงเท่านั้น ส่วนการไปหาศิษย์จากหอควบคุมวารีหรือเส้นชีพจรปฐพี นอกจากจะไม่มีเส้นสายแล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกด้วย

ในเมื่อเลือกทางเดินสายเซียนแล้ว ก็ไม่อาจละทิ้งสำนักระดับสูงสุดอย่างสำนักเซียนต้งถิงได้ง่ายๆ คนมากมายต่างแย่งชิงกันเข้ามาเพื่อหวังโอกาส เมื่อจากไปแล้วก็มีแต่ต้องลดมาตรฐานตัวเองลง ไปเข้าสำนักเล็กๆ หรือเข้าตระกูลเซียนในฐานะเขยแต่งเข้า หรือแย่ที่สุดคือกลายเป็นเพียงนักพรตอิสระที่ไร้ที่พึ่งพิง

【ท่านต้องการแลกเปลี่ยนอายุขัย 1,066 วัน เพื่อยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงจากขั้นหนึ่งไปเป็นขั้นสองหรือไม่?】

ข้อความเตือนปรากฏขึ้นอีกครั้ง "ตกลง" สวี่ฉางชิงตอบรับอย่างเด็ดขาด ทันใดนั้น ความรู้และเทคนิคมากมายเกี่ยวกับเคล็ดวิชาฉางชิงก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง

【แลกเปลี่ยนอายุขัย 1,066 วัน สำเร็จ ยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงเป็นขั้นสอง】

สวี่ฉางชิงเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นดูอีกครั้ง

【อายุขัยคงเหลือ: 762 วัน】

【เคล็ดวิชาฉางชิง (ขั้นสอง)】

(ผลลัพธ์ที่ 1: ความเร็วในการบำเพ็ญเพียร +20%)

(ผลลัพธ์ที่ 2: เพิ่มผลผลิต +10%)

(ผลลัพธ์ที่ 3: ตรวจสอบสถานะพืชวิญญาณได้อย่างละเอียด)

ผลลัพธ์ที่ได้จากการอัปเกรดนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว แถมขั้นสองยังเพิ่มผลผลิตได้จริงๆ

"ศิษย์พี่หลี่ไม่หลอกข้าจริงๆ ด้วย" สวี่ฉางชิงยิ้มออก

จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิเพื่อทดลองบำเพ็ญเพียร แต่ผลกลับพบว่า แม้ความเร็วในการบำเพ็ญจะเพิ่มขึ้นจริง แต่พลังวิญญาณธาตุไม้ในห้องนั้นเบาบางจนเกินไป ต่อให้ไม่นับเรื่องการเลื่อนระดับ แค่บำเพ็ญปกติยังแทบจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

...

เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สอง แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่อง อาหารเช้าของสวี่ฉางชิงมีเพียงข้าวต้มเจือจางกับผักดองจานเล็กๆ ซึ่งเพียงพอแค่ให้อิ่มท้อง แต่ไม่มีผลต่อการบำเพ็ญเพียรแต่อย่างใด ไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือสภาพความเป็นอยู่ของศิษย์ฝ่ายนอก

เวลานั้นเอง เสียงจอแจดังมาจากภายนอก เป็นเพราะมีบางคนต้องจากไป ไม่ว่าผลการประเมินจะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นี่ต่อได้ ทว่าจำนวนศิษย์ฝ่ายนอกกลับไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

ในฐานะหนึ่งในสามนิกายเซียนระดับสูงสุด นิกายต้งถิงไม่เคยขาดแคลนผู้คน คนที่สวี่ฉางชิงเคยคุ้นหน้าต่างหายไปหมดแล้ว ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าแปลกใหม่ที่เขาขี้เกียจจะทำความรู้จัก เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ สวี่ฉางชิงก็แบกจอบมุ่งหน้าสู่นา นี่ยังเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนการประเมินครั้งที่สามจะเริ่มขึ้น ครั้งนี้ต้องสำเร็จเท่านั้น ห้ามพลาดเด็ดขาด ขั้นตอนแรกของการเตรียมตัวคือการพรวนดิน

"ให้ตายเถอะ หลินอันถึงกับจ้างศิษย์ธาตุดินมาช่วยเลยรึ!"

"ทุ่มสุดตัวจริงๆ!"

"เจ้าหมอนี่ไปเอาศิลาวิญญาณมาจากไหน?"

"ข้าจำไม่ผิด ศิษย์ฝ่ายนอกธาตุดินครั้งหนึ่งต้องเสียศิลาวิญญาณระดับต่ำ 10 ก้อนเชียวนะ?"

"เขาใช้ผลผลิต 1 ใน 10 แลกกับการร่วมงานระยะยาว!"

เสียงฮือฮาดังระงม สวี่ฉางชิงยืนอยู่หน้านาของตน มองไปยังอีกฝั่งหนึ่ง นาทุ่งของหลินอันอยู่ไม่ไกลนัก ข้างกายของเขามีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ดูทะมัดทะแมง ผิวพรรณออกเหลืองกว่าปกติแต่เป็นมันวาว นี่น่าจะเป็นศิษย์ธาตุดินที่ทุกคนพูดถึง

ทันใดนั้น ศิษย์ธาตุดินผู้นั้นก็ก้าวเท้าเปล่าลงไปในนา ทุกย่างก้าวที่เขาย่ำลงไป พื้นดินต่างสั่นสะเทือนเกิดเสียง "ปัง ปัง" ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย วัชพืชและรากไม้ที่ตกค้างถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในทันที พร้อมกับดินที่แน่นแข็งถูกพลิกขึ้นมาใหม่ราวกับมีมังกรดินชอนไช ประสิทธิภาพรวดเร็วจนน่าตกใจ

คนอื่นทำงานจนแทบรากเลือด แต่หลินอันกลับไม่ได้เสียเหงื่อเลยสักหยด ผู้คนที่เห็นต่างตากลมโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าแผนของหลินอันนั้นฉลาดมาก นอกจากจะเพิ่มโอกาสการเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการแล้ว ยังได้สร้างพันธมิตรกับศิษย์ที่มีรากปราณธาตุอื่นอีกด้วย แม้จะเสียผลผลิตไปส่วนหนึ่ง แต่ก็ได้ความร่วมมือระยะยาวมาแทน

สวี่ฉางชิงเห็นแล้วก็ใจสั่น อยากจะร่วมมือแบบนี้บ้าง แต่พอจะเข้าไปถาม คนรอบข้างก็แห่กันเข้าไปจนคิวแน่นขนัด แม้แต่ศิษย์ธาตุดินผู้นั้นยังแปลกใจที่ตัวเองกลายเป็นที่ต้องการมากขนาดนี้