ตอน 4

บทที่ 4 : พลังวิญญาณแบ่งสอง กับการพบพานครั้งแรกของฝนโปรยปราย


[ท่านต้องการใช้แต้มอายุขัย 2,600 วัน เพื่อยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงจากขั้นที่สองเป็นขั้นที่สามหรือไม่?]

"ตกลง" สวี่ฉางชิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ฉับพลัน ประสบการณ์และเคล็ดลับมากมายเกี่ยวกับ [เคล็ดวิชาฉางชิง] ก็หลั่งไหลเข้ามาในสมอง ไม่นานนักการยกระดับก็เสร็จสิ้น

[หักอายุขัย 2,600 วัน เพื่อยกระดับเคล็ดวิชาฉางชิงเป็นขั้นที่สามสำเร็จ]

[อายุขัยคงเหลือ: 1,814 วัน]

[เคล็ดวิชาฉางชิง (ขั้นที่สาม)]

(ผลลัพธ์ที่ 1: ความเร็วในการฝึกฝน +30%)

(ผลลัพธ์ที่ 2: ผลผลิตเพิ่มขึ้น +20%)

(ผลลัพธ์ที่ 3: สามารถคาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาการเติบโตของพืชวิญญาณได้)

"อึก..." สวี่ฉางชิงสูดหายใจเข้าลึก

เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ตัวเขาจากที่เคยเป็นขยะผู้สอบตกซ้ำซาก กลับพลิกผันกลายเป็นผู้ที่มีทั้งระดับการฝึกตนและระดับวิชาเทียบเท่ากับศิษย์สายใน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ราวกับความฝัน เหลือเชื่อจนยากจะหาคำใดมาบรรยาย

"แปลกจริง ทำไมพลังวิญญาณธาตุไม้ถึงลดลงล่ะ? เมื่อกี้ยังเยอะอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?"

"ถ้ามีพลังวิญญาณธาตุไม้มากกว่านี้อีกนิด ข้าก็คงทะลวงระดับได้แล้ว โธ่เว้ย!"

ในเวลานี้ ผู้คนรอบข้างต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ หลายคนมีสีหน้าย่ำแย่ พวกเขาหวังจะใช้โอกาสในช่วงที่ต้นกล้ากำลังเติบโตนี้เพื่อยกระดับพลังฝีมือ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นใจ มีเพียงสวี่ฉางชิงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เพียงไม่โอ้อวดหรือแสดงท่าทีลำพองใจ แต่กลับพยายามทำตัวให้จืดจางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ [ระบบเสินหนง] จะดูเหนือชั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เทียมทาน ดังนั้นก่อนที่จะเติบโตจนแข็งแกร่ง การทำตัวให้ต่ำเข้าไว้คือหนทางที่ปลอดภัยที่สุด

...

วันเวลาผ่านไป สวี่ฉางชิงก็ทำตัวไม่ต่างจากคนรอบข้าง เขายังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย ตื่นขึ้นมาทำงานยามตะวันขึ้นและเข้านอนยามตะวันตกดินโดยไม่โดดเด่นอะไร

วันหนึ่ง หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เขาก็เดินมาที่แปลงนาวิญญาณอีกครั้ง มองดูต้นข้าววิญญาณที่เติบโตแข็งแรงกว่าฤดูกาลก่อนด้วยความอิ่มเอมใจ

การสอบสองครั้งที่ผ่านมา ครั้งแรกเป็นเพราะเขาทำความเข้าใจช้าเกินไปจนพลาดโอกาส ส่วนครั้งที่สองเป็นเพราะไม่มีประสบการณ์บวกกับมีปัญหาที่แปลงนา ทว่าครั้งที่สามนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

หานซู่ได้ช่วยปรับสภาพผืนดินจนสารอาหารกลับมาสมบูรณ์ ประกอบกับพลังที่อยู่ในระดับฝึกลมปราณขั้นกลางทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้น ผสานกับพลังอันทรงประสิทธิภาพของ เคล็ดวิชาฉางชิงขั้นที่สาม หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผลผลิตจะต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันชั่งอย่างแน่นอน หรืออาจจะมากกว่านั้น

ทว่าสวี่ฉางชิงตั้งใจจะควบคุมให้ผลผลิตเกินหนึ่งพันชั่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอแค่ผ่านเกณฑ์การสอบจนได้เป็นศิษย์สายในก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้เด่นเกินไปจนนำมาซึ่งความสงสัยจากผู้อื่น

จากนั้นเขานั่งขัดสมาธิบนคันนาเพื่อฝึกฝนตามกิจวัตร เมื่อเดินลมปราณ เคล็ดวิชาฉางชิงขั้นที่สาม พลังวิญญาณธาตุไม้ที่แผ่ออกมาจากต้นข้าววิญญาณเบื้องหน้าก็ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายทันที ฉับพลัน พลังวิญญาณภายในกายก็แตกตัวจากหนึ่งสายกลายเป็นสองสาย วนเวียนไปมาอยู่ในร่างกาย จนกระทั่งเวลาผ่านไป สิ่งสกปรกเล็กน้อยก็ถูกขับออกมาตามรูขุมขน

"แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว" สวี่ฉางชิงรู้สึกยินดีอยู่ภายใน

"หลินอันพาใครมาอีกแล้วน่ะ?"

"ครั้งนี้ไม่ใช่ศิษย์ธาตุดิน!"

"ดูชุดที่สวมใส่สิ นั่นมันศิษย์ธาตุน้ำจาก ศาลาควบคุมวารีนี่นา!"

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบข้าง สวี่ฉางชิงหยุดฝึกฝนแล้วมองไปยังอีกฟากหนึ่ง หลินอันคนเดิมพาคนแปลกหน้ามาด้วยอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ผู้ชาย หากแต่เป็นสตรีใบหน้าธรรมดา ท่าทางดูผอมบาง นางกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างด้วยแววตาที่ฉายแววรังเกียจเมื่อเห็นทุกคนดูมอมแมม

"สหายเต๋าจ้าว... ฝากด้วยนะ!" หลินอันกล่าวด้วยท่าทีเกรงใจ

"อืม" จ้าวซินตอบรับสั้นๆ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ

ทันใดนั้น พลังวิญญาณธาตุน้ำในอากาศโดยรอบก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักกลุ่มหมอกน้ำก็ลอยปกคลุมอยู่เหนือผืนนา เสียงเปาะแปะดังขึ้นตามมา มันคือฝนวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณธาตุน้ำ ต้นข้าววิญญาณที่ได้รับน้ำต่างสดชื่นขึ้นทันตาเห็น เมล็ดข้าวดูอวบอิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"วิชาเมฆฝนพิรุณงั้นหรือ?" สวี่ฉางชิงเลิกคิ้วขึ้น

เมื่อเทียบกับศิษย์ธาตุดินอย่างหานซู่ที่ร่วมงานกันได้ไม่กี่ครั้งในหนึ่งฤดูกาล ศิษย์ธาตุน้ำผู้นี้ต่างหากคือพันธมิตรที่ทุกคนต้องการในระยะยาว เพราะในทุกๆ ช่วงเวลา แปลงนาจำเป็นต้องได้รับน้ำหล่อเลี้ยง น้ำจากบ่อหรือลำธารทั่วไปให้ผลเพียงพื้นฐาน แต่ฝนวิญญาณจาก วิชาเมฆฝนพิรุณนั้นต่างออกไป นอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตแล้ว ยังช่วยกำจัดแมลง เยียวยาและซ่อมแซมความเสียหายของต้นข้าวได้อีกด้วย

ต้องยอมรับว่า เพื่อที่จะได้เป็นศิษย์สายใน หลินอันถึงกับทุ่มสุดตัว ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาต้องเสียผลผลิตไปเท่าไหร่กัน? หนึ่งในสิบ? หรือมากกว่านั้น? เพราะไม่มีใครมาช่วยโดยไม่หวังผลประโยนช์อยู่แล้ว!

สวี่ฉางชิงรู้สึกสนใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้วเขาก็หักห้ามใจไว้ ขอเพียงไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เขามั่นใจว่าจะสอบผ่านได้แน่นอน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้เกินความจำเป็นจนต้องเสียผลผลิตไปโดยเปล่าประโยชน์


ยิ่งเห็นท่าทางที่ดูยากลำบากของศิษย์หญิงผู้นั้น ก็พอจะเดาได้ว่านางยังไม่เชี่ยวชาญวิชาเมฆฝนพิรุณนัก พลังวิญญาณในร่างก็มีไม่มาก จัดว่าเป็นเพียงผู้เริ่มต้นเท่านั้น ถึงได้ยอมมาจับมือกับศิษย์ภายนอกเพื่อรับจ้างทำนา หากเป็นแปลงนาชั้นสอง นางคงไม่สามารถรับมือได้

ดังนั้นหากสวี่ฉางชิงต้องการหาพันธมิตร เขาควรจะรอจนกว่าจะสามารถดูแลแปลงนาชั้นสองได้เสียก่อน แล้วค่อยไปหาศิษย์สายในที่มีธาตุน้ำโดยตรง

ทำไมหลินอันถึงกระตือรือร้นนัก? นั่นก็เพราะเจ้าหมอนี่เหลือโอกาสสอบอีกเพียงครั้งเดียว อีกทั้งระดับพลังก็ยังอยู่แค่ฝึกลมปราณขั้นต้น เคล็ดวิชาฉางชิงก็ยังอยู่ที่ขั้นแรก ไม่สามารถควบคุมแปลงนาได้ละเอียดอ่อนเท่าสวี่ฉางชิง จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มผลผลิต


แต่ผลที่ตามมาก็คือต้องยอมเสียสละผลผลิตบางส่วนให้แก่คนเหล่านี้ไปเรื่อยๆ นี่คือความจริงอันน่าขมขื่นของศิษย์ภายนอกส่วนใหญ่ หากไม่พรสวรรค์สูงส่งหรือมีปัญญาญาณล้ำเลิศ ก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับและประนีประนอมต่อไป

ถ้าไม่มีตัวช่วย สวี่ฉางชิงก็คงไม่ต่างกันนัก ไม่ต้องไปหาคนช่วยแบบหลินอัน ก็ต้องยอมเป็นนาล้มให้ศิษย์สายในคนอื่นจนแทบไม่เหลือผลผลิต หรือไม่ก็ต้องออกจาก สำนักเซียนต้งถิงไปอย่างไร้อนาคต

"สหายเต๋าซวี่ เจ้าไม่ไปถามดูหน่อยหรือ?"

"เจ้าเหลือโอกาสครั้งสุดท้ายแล้วนะ ห้ามพลาดเด็ดขาด!"

"ใช่ๆ รีบฉกฉวยโอกาสนี้เอาไว้เถอะ!"

ผู้คนรอบข้างแม้จะอยากทำแต่ยังรอดูสถานการณ์ เพราะเห็นว่าศิษย์หญิงคนนี้ฝีมือยังไม่ถึงขั้น จึงอยากให้สวี่ฉางชิงลองหยั่งเชิงดูก่อน ถ้าค่าตอบแทนไม่สูงเกินไปก็น่าจะร่วมมือกันได้ แต่ถ้าแพงเกินไปก็คงต้องถอย

"เอาเถอะ" สวี่ฉางชิงเห็นสายตาหลายคู่จับจ้องมาก็รู้ว่าไม่อาจปฏิเสธ แม้ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วย แต่การทำเป็นเดินเข้าไปถามสักหน่อยเพื่อรักษาหน้านั้นจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยจากคนรอบข้าง

พอดีกับที่จ้าวซินร่ายวิชาเมฆฝนพิรุณจบพอดีและกำลังพักฟื้นพลังวิญญาณ หลินอันเห็นสวี่ฉางชิงเดินเข้ามาก็เผยสีหน้าขัดเคือง ทั้งคู่เหลือโอกาสสอบเพียงครั้งเดียวเหมือนกัน จึงมักจะถูกคนอื่นนำไปเปรียบเทียบอยู่เสมอ แม้จะไม่มีเรื่องขัดแย้งโดยตรง แต่ก็รู้สึกไม่ถูกชะตากันนัก

หลินอันเลิกคิ้วถาม "สหายเต๋าสวี่มีธุระอะไร?"

"ข้าแค่อยากจะถามว่า ค่าตอบแทนสำหรับวิชาเมฆฝนพิรุณครั้งหนึ่งอยู่ที่เท่าไหร่" สวี่ฉางชิงยักไหล่

หลินอันลังเลก่อนจะมองไปยังคนข้างตัว "นี่..."

จ้าวซินปรายตามองสวี่ฉางชิงแวบหนึ่งแล้วกล่าว "แบ่งผลผลิตให้ข้าสี่ส่วน!"

ทันทีที่สิ้นคำพูด สวี่ฉางชิงมองหลินอันด้วยความเหลือเชื่อ ส่วนคนรอบข้างต่างอ้าปากค้างและถอยกรูดทันที ในเมื่อหานซู่ที่เป็นศิษย์ธาตุดินเรียกแค่หนึ่งส่วน แต่ศิษย์ธาตุน้ำผู้นี้กลับเรียกถึงสี่ส่วน! นั่นหมายความว่าหลินอันกำลังจะยกผลผลิตถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในอนาคตให้คนอื่นไปครอง... ช่างเป็นความเหี้ยมโหดอะไรเช่นนี้!